แม้ปากจะพูดว่าเป็งานเลี้ยงฉลองแต่มันก็เป็เพียงงานเล็ก ๆมีแค่เหล่าบรรดาทหารและเ้าหน้าที่ฝ่ายบุ๋นมาดื่มกินที่จวนอ๋องเท่านั้น
“นี่คือจางชิวอิ๋ง เพราะความรู้ความสามารถของนางเมืองซ่งของเราถึงได้มีความหวังขึ้น” ซ่งจินหนิงเอ่ยแนะนำนางอย่างเป็ทางการ
ทุกคนได้รับการกรอกหูอย่างผิดๆ มาจากสามพี่น้องตระกูลหม่าไปแล้วพวกเขาจึงไม่เพียงมองนางเป็ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของกองงานผลิตเกลือแต่กลับมองนางเป็ชายาหนานอ๋องไปแล้ว
“และนี่คือบุตรสาวมีนามว่าจางลี่อิง นางเป็เด็กดี เป็เด็กฉลาดต่อไปฝากพวกเ้าให้ช่วยดูแลด้วย"
พอจางลี่อิงถูกแนะนำทุกคนก็มองเ้าเหนือหัวอย่างเห็นอกเห็นใจท่านอ๋องทุ่มเทให้กับการศึกปกป้องเมืองนี้มากเกินไปพอมารู้ตัวอีกทีลูกใช้แซ่มารดาไปเสียแล้ว
“น่าเห็นใจท่านอ๋องจริง ๆมีลูกแต่กลับไม่ได้ใช้แซ่ตน"
“แล้วนี่หลังจากคืนดีกันท่านหญิงน้อยจะได้กลับมาใช้แซ่ซ่งหรือไม่"
"พระชายารักแรงเกลียดแรงถึงขั้นกล้าให้ลูกใช้แซ่ตนเช่นนี้มีหรือจะยอมให้เปลี่ยนแซ่ตามบิดาง่าย ๆ มีแต่จะให้ใช้แซ่นางต่อไป ยามท่านอ๋องเรียกชื่อลูกจะได้เตือนสติตนเองไปในตัวว่าครั้งหนึ่งเคยทอดทิ้งนางกับลูกไว้ข้างหลัง และอย่าได้ทำอีกเสียมากกว่า"
“โอ้...นางโหดร้ายยิ่งกว่าท่านอ๋องเสียอีก"
“ชายาหนานอ๋องจะเป็หญิงสามัญได้อย่างไร ก็ต้องโหดร้ายเด็ดเดี๋ยวเช่นนี้แหละถึงจะเหมาะสมกัน"
ซ่งจินหนิงกับหลี่จวินเหยียนหูไวพวกเขาได้ยินสิ่งที่ทุกคนในงานกระซิบกระซาบกัน แต่นอกจากจะไม่พูดแก้ต่างยังยินดีให้ทุกคนเข้าใจไปอย่างนั้นด้วยเพราะพวกเขาไม่อยากให้สองแม่ลูกถูกนินทาว่าร้าย ไม่อยากให้ถูกมองด้วยสายตาประเมินค่าว่าคู่ควรหรือไม่คู่ควรกับการถูกยกย่อง
ส่วนจางชิวอิ๋งกับจางลี่อิงไม่ได้ยินอะไรพวกนางต่างคืนกินโน่นนี่อย่างมีความสุขและสบายใจ
“ปลาสามรสนี้อร่อยมาก ลูกลองกินดู"
จางชิวอิ๋งเอ่ยชวน จางลี่อิงยื่นมือไปหมายจะคีบขึ้นมาซึม แต่แล้วก็ชะงัก เพราะสังเกตเห็นว่าปลาในจานเป็ชนิดเดียวกับที่นางเคยกินที่งานเลี้ยงในชีวิตก่อนแล้วติดคอจนขายหน้าคนไปทั่วทั้งงาน
หลี่จวินเหยียนสังเกตเห็นแววตาของนางหม่นลงจึงยกจานปลานั้นมาคีบก้างออกจนหมด
“ไม่มีก้าง เ้ากินได้แล้ว”เขาดันจานไปตรงหน้าร่างเล็กจางลี่อิงมองปลากับคนที่คีบก้างออกให้สลับไปมาอย่างตื่นตะลึงเพราะคาดไม่ถึงว่าเขาจะทำให้นางถึงขนาดนี้
“ไม่กินหรือ” หลี่จวินเหยียนถามนางจึงยืนตะเกียบไปคีบเนื้อปลาใส่
“อร่อยมาก”
“อืม ข้อเสียเดียวของมันคือก้างเยอะแต่ถ้าเ้าจะกินเมื่อใดก็บอกข้าจะคีบก้างออกให้"
“ขอบคุณพี่จวินเหยียน”
พอได้อยู่ใกล้อีกฝ่ายบ่อยๆ นางรู้สึกได้ว่าเขาดีต่อนางมาก ความรู้สีกระแวงเล็ก ๆ น้อย ๆที่มีอยู่ก่อนหน้าจึงหายไปทีละนิด ในเวลานี้นางจึงยิ้มขอบคุณเขาจากใจจริง
หลี่จวินเหยียนเห็นรอยยิ้มสว่างไสวของเด็กหญิงแววตาของเขาก็อ่อนโยนลง
เฉินอี้ถึงกับยกมือขึ้นมาขยี้เขาเชื่อว่าตนเองไม่ได้ตาฝาด นอกจากแววตาของท่านอ๋องน้อยจะอ่อนโยนลงแล้วมุมปากยังยกขึ้นมานิดหนึ่งด้วย!
“ข้าว่าบอกให้พ่อครัวเอาก้างออกไม่ดีกว่าหรือ”หม่าเฉินพึมพำออกมา เฉินอี้จึงรีบพูดขัด
“จะเพิ่มงานให้พ่อครัวสามากไปไย"
“อ่า...” หม่าเฉินพยักหน้ารับแต่ก็มองเฉินอี้ด้วยแววตาฉงน ที่อีกฝ่ายกลัวว่าพ่อครัวลําบากกว่านายของตน
หลังจากงานเลี้ยงจบลง จางชิวอิ๋งกับจางลี่อิงก็กลับเรือน โดยมีสองอาหลานเดินตามมาส่งด้วยซึ่งในระหว่างนั้นจางชิวอิ๋งก็ชำเลืองมองหลี่จวินเหยียนอยู่หลายครั้ง
“อาหญิงรู้สึกไม่สบายใจกับรูปลักษณ์ของข้างั้นหรือ”คนถูกมองเอ่ยถามขึ้น นางจึงรีบส่ายหัวปฏิเสธทันที
“ท่านอ๋องน้อยอย่าเข้าใจข้าผิดข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยข้าแค่สงสัยว่าท่านรู้สาเหตุที่ทำให้รูปลักษณ์ของท่านเป็เช่นนี้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง”
“ข้าเคยพบกับบิดาของข้าครั้งหนึ่งเขาบอกว่าข้าได้รับพิษั้แ่ในครรภ์มารดา รูปลักษณ์จึงเป็เช่นนี้” หลี่จวินเหยียนตอบ แต่จางชิวอิ๋งกลับเอามือแตะคางตัวเองอย่างครุ่นคิดไม่หายค้างคาใจ
"อิ๋งอิ๋ง...เ้ารู้อันใดมางั้นหรือ”ซ่งจินหนิงถามอย่างคาดหวัง นางถึงขนาดรู้วิธีเปลี่ยนดินให้เป็เกลือบางทีนางอาจจะรู้วิธีรักษาหลานชายของเขาด้วยก็ได้
“มีตำราของบรรพบุรุษเล่มหนึ่งกล่าวถึงผู้ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากคนทั่วไปเอาไว้ว่าบางคนเกิดจากมีปราณธาตุในร่างกายมากเกินไป"
“อ่า..... จริงด้วยคลับคล้ายคลับคลาว่าท่านแม่เคยเล่าให้ข้าฟัง เพราะอย่างนั้นตอนเจอพี่จวินเหยียนครั้งแรกข้าถึงได้ไม่รู้สึกกลัวนัก” จางลี่อิงพูดโพล่งขึ้นมามานึกดูแล้วในชีวิตก่อนตอนเห็นถังฮ่าวิครั้งแรก นางตื่นเต้นยินดีมากกว่าจะกลัวมันมาจากเื่ที่มารดานางเล่าให้ฟังนี่เอง
“นี่.... ดูจะงมงายเกินไปเล็กน้อย”ซ่งจินเหยียนพูดแย้งขึ้น ใช่ว่าไม่เคยมีคนพูดถึงการบำเพ็ญเพียร และพลังเหนืุ์แต่นั่นมันก็เป็เพียงเื่เล่าเท่านั้น และเขาก็ไม่เคยเห็นกับตาจึงลำบากใจที่จะเชื่อ
“ข้ารู้...แต่ในตำราของบรรพบุรุษที่ข้าเคยอ่าน เขียนเอาไว้เช่นนั้นจริง ๆและดูจากรูปลักษณ์ของท่านอ๋องน้อยแล้ว น่าจะเป็ปราณธาตุไฟและถ้าได้รับการฝึกฝนให้ควบคุมและใช้ปราณอย่างถูกวิธีั้แ่เด็กั์ตากับปานสีแดงนั่นก็จะหายไป"
“เ้ามั่นใจหรือว่าเป็เพราะปราณธาตุไม่ใช่เพราะพิษ"ซ่งจินหนิงยังไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว
“ไม่มั่นใจ แต่ถ้าเป็เพราะพิษร่างกายควรจะอ่อนแอลง ท่านอ๋องน้อยเป็เช่นนั้นหรือไม่ แต่ถ้าไม่เป็มิหนำซ้ำยังมีพละกำลังเหนือกว่าคนทั่วไป ยิ่งอากาศร้อนยิ่งอีกเหิมยิ่งใกล้ไฟยิ่งรู้สึกว่ามีพลังข้าคิดว่านั่นน่าจะเป็เพราะปราณธาตุไฟมากกว่า"
“จวินเหยียน...”ซ่งจินหนิงหันมองหลานชายด้วยแววตาตื่นตะลึงเพราะหลี่จวินเหยียนไม่เคยอ่อนแอลงมีแต่จะแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งใน่ที่อากาศร้อนจัด ทุกคนเหมือนกำลังจะตายแต่เ้าคนคนนี้กลับต่างออกไป ฮึกเหิมยิ่งกว่าได้เืไก่เสียอีก
“ไม่ว่าจะเป็เื่จริงหรือไม่ก็ตามข้าว่าพี่จวินเหยียนน่าจะลองฝึกฝนควบคุมปราณธาตุดูนะเ้าคะ เอ่อ มิใช่ว่ารูปลักษณ์ของท่านตอนนี้ไม่น่ามองนะเ้าคะข้าว่าท่านดูองอาจประดุจเทพาเลยเชียวล่ะ เพียงแต่... คนส่วนใหญ่ไม่คิดเช่นข้าพี่จวินเหยียนเลยใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากเกินไป”
จางลี่อิงหลุดปากพูดไปว่าอยากให้คนข้างกายนางฝึกฝนควบคุมปราณธาตุแต่นึกได้ว่าคำพูดของนางอาจทำให้เขาเข้าใจจุดประสงค์ของนางผิดจึงอธิบายไปยิ้มแหยไป
“เ้าลืมไปหรือเปล่าข้าไม่รู้กระทั่งสาเหตุที่ทำให้รูปลักษณ์ข้าเป็เช่นนี้จะรู้วิธีฝึกฝนควบคุมมันได้อย่างไร” หลี่จวินเหยียนไม่ได้ถือโทษแต่กลับใช้แววตามองนางอย่างอ่อนใจอยู่กึ่งหนึ่ง ที่นางอยากให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่รู้วิธี
"อ่า.... จริงด้วยท่านแม่ไม่รู้วิธีบ้างหรือ” นางหันไปถามมารดา
“ดูเหมือนจะมีตำราเล่มหนึ่งกล่าวถึงวิธีฝึกเอาไว้แต่น่าเสียดาย..."
“ถูกถังเหลียนเผาไปเหมือนกันใช่หรือไม่” จางลี่อิงพูดไปก็นึกแค้นไป คนพวกนั้นเกิดมาเพื่อถ่วงความเจริญจริง ๆ
“เปล่า... มันถูกหยิบยืมไปก่อนที่แม่จะเปิดอ่านต่างหาก”
“ผู้ใดหรือ...”แววตาของจางลี่อิงฉายแววคาดหวัง ไม่แน่ว่าอาจทวงคืนมาได้
หลี่จวินเหยียนเห็นกิริยาของเด็กหญิงตัวน้อยแววตาของเขาก็ดูอ่อนโยนลง แม้ว่าคนอื่นจะมองมันไม่ค่อยออกก็ตามที
“นักพรตชางเหยียน”
“นักพรตผู้นี้”ดวงตาของซ่งจินหนิงเบิกกว้างขึ้น กระทั่งตัวหลี่จวินเหยียนก็ถึงกับย่นคิ้วเข้าหากัน
“เหตุใดพวกท่านทำหน้าเช่นนี้รู้จักนักพรตชางเหยียนกันด้วยหรือ” จางชิวอิ๋งเอ่ยถาม
“คนที่ข้าไล่ตามไปถึงเมืองลิ่วเพื่อถามวิธีเปลี่ยนดินให้เป็เกลือก็คือเขาผู้นี้”ซ่งจินหนิงตอบ
ส่วนหลี่จวินเหยียนทำเพียงจับผมของจางลี่อิงขึ้นมาเล่นด้วยแววตาลุ่มลึกไม่พูดอันใดออกมา
“เป็เช่นนั้นนี่เองจะว่าไปก่อนที่ข้าจะพบท่านอ๋องในตอนนั้น ข้าก็พบกับเขาก่อนเช่นกัน..."
“อิ๋งอิ๋ง... เ้าพูดเช่นนี้แปลว่าเ้าจำข้าได้” ซ่งจินหนิงถามหาเป็ประกาย จางชิวอิ๋งก็พยักหน้ายิ้มรับอย่างขัดเขินจะมีก็แต่จางลี่อิงที่ยกแขนขึ้นกอดอกด้วยสีหน้าเอือมระอา
“อะแฮ่ม....เรากำลังพูดถึงเื่สำคัญอยู่นะเ้าคะ"
“จริงด้วย เื่นักพรตชางเหยียน ข้าพบเขาอยู่สองครั้ง ครั้งแรกคือในงานศพของท่านแม่เขามาแสดงตัวว่าเป็สหายเก่ากับท่านตาของข้าแล้วหยิบยืมตำราเกี่ยวกับการฝึกฝนปราณธาตุทั้งหมดไปและก็มาเจอครั้งที่สองก็คือก่อนพบกับท่านอ๋อง จากนั้นก็ไม่เคยเจออีกเลย”
“แล้วตาราเล่า... เขาไม่คืนมาหรือท่านแม่” จางลี่อิงถาม
“ยังไม่ได้คืน”
“นักพรตผู้นี้เหมือนผี ข้าตามตัวมาเป็สิบปียังไม่เจอแม้เงา คงยากที่จะตามไปเอาตำรามาให้เ้า”ซ่งจินหนิงรู้สึกเสียดายไม่น้อย แต่หลี่จวินเหยียนกลับดูไม่รู้สึกรู้สาอะไร
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ”
“ท่านอ๋องน้อย ที่ข้าถามและพูดถึงเื่นี้ขึ้นมาข้าไม่ได้อยากจะสร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ให้ท่าน เพียงแต่อยากให้ท่านได้รู้ว่าท่านเป็คนที่พิเศษกว่าใคร ๆ จงอย่าหวาดกลัว จงอย่าด้อยค่าของตนเองท่านควรใช้ชีวิตอยู่อย่างภาคภูมิเ้าค่ะ" จางชิวอิ๋งพูดออกมาอย่างจริงใจ
“ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของท่านท่านไม่ต้องห่วง ขอเพียงคนข้างกายเข้าใจ ไม่มองข้าเป็ปีศาจเฉกเช่นคนอื่นข้าก็มีความสุขแล้ว" หลี่จวินเหยียนพูดด้วยรอยยิ้ม
จางลี่อิงถึงกับตกตะลึงที่ได้เห็นเขายิ้มจริงๆ เป็ครั้งแรกเช่นนี้
“พี่จวินเหยียน... จริง ๆ แล้วพี่หล่อเหลามากยิ่งยิ้มยิ่งหล่อ"
“อิงอิง ดูพูดเข้า ไม่งามเลยลูก” จางชิวอิ๋งพูดตำหนิ
“โธ่ท่านแม่ก็ ลูกพูดความจริง”
“จะจริงอย่างไรก็ควรเก็บกิริยานี่ดีที่ลูกยังเด็ก ถ้าลูกโตกว่านี้อีกนิดผู้อื่นเขาจะเข้าใจว่าลูกเกี้ยวพานผู้ชายเอาได้”
“เ้าค่ะ... ลูกทราบแล้ว” จางลี่อิงพยักหน้ารับ
ความจริงแล้วในชีวิตก่อนนางพยายามเรียนรู้จากเหล่าคุณหนูในห้องหอรอบกาย จนเป็อย่างที่หญิงงามควรเป็เรียบร้อย อ่อนหวาน จนถึงขั้นหัวอ่อนไปเสียด้วยซ้ำ
แต่เมื่อชีวิตถึงคราวจนตรอกถูกรังแกเหยียดหยามบ่อยเข้า นางก็หลุดออกจากกรอบ ยิ่งได้กลับมามีชีวิตอีกรอบนางมีความกล้ามากขึ้น ไม่กลัวที่แสดงออก จนบางทีผู้อื่นอาจมองว่านางดูเกินเด็กไป
“เข้าใจก็ดี ถึงเรือนแล้วพวกข้าแม่ลูกขอตัวก่อนนะเ้าคะ” จางชิวอิ๋งหันมาบอกลาสองอาหลาน
“เดี๋ยวก่อน”แต่ซ่งจินหนิงกลับเรียกรั้งเอาไว้เสียก่อน
“ท่านอ๋องมีอันใดหรือเ้าคะ”
“เ้าบอกว่าพบนักพรตชางเหยียนก่อนเจอกับข้าตอนนั้นได้พูดคุยกับเขาหรือไม่"
“พูดเ้าค่ะที่จริงตอนนั้นนักพรตชางเหยียนมาที่เมืองลิ่วก็เพราะข้าเขาบอกว่าเห็นแก่มิตรภาพเก่าแก่ที่มีกับท่านตาเลยอยากจะเตือนข้า มีให้แต่งงานกับชายคนแรกที่มาสู่ขอ ฮะ ๆ แต่ข้าก็แต่ง”นางหัวเราะเศร้า ๆออกมา จางลี่อิงจึงบีบมือปลอบประโลมนาง
"ท่านแม่อย่าเสียใจไปเลยอย่างน้อยก็ได้ข้ามาไง"
“เ้าคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแม่เพราะแม่ได้เ้ามา แม่ถึงไม่คิดแค้นอะไร” จางชิวอิ๋งสูบหัวบุตรสาวจากนั้นก็นึกถึงบางเื่ขึ้นมาได้
“จริงสิ... ข้าลืมไปในตอนนั้นนักพรตชางเหยียนบอกไว้ด้วยว่าเขาจะออกจากการเก็บตัวบำเพ็ญเพียรในอีกยี่สิบห้าปีข้างหน้า และเมื่อเวลานั้นมาถึงเขาจะแวะมาเยี่ยมข้าอีกครั้ง”
“อีกยี่สิบห้าปี...นี่ผ่านมาแล้วประมาณสิบเอ็ดปี งั้นก็เท่ากับว่าเขาจะมาเจอเ้าในอีกสิบสี่ปีข้างหน้านานมาก” ซ่งจินหนิงนับนิ้วแล้วก็ส่ายหัว
“ไม่ผิด... นานมากข้าเองก็ไม่มั่นใจด้วยว่าเมื่อครบกำหนด เขาจะมาจริง ๆ หรือไม่...เื่ของข้ากับนักพรตชางเหยียนก็มีเพียงเท่านี้แหละเ้าคะ"
“เช่นนั้นเ้ากับลูกไปนอนเถิดพวกข้าไม่กวนแล้ว”
“เ้าค่ะ ท่านอ๋องท่านอ๋องน้อยเดินกลับเรือนดี ๆ นะเ้าคะ” จางชิวอิ๋งกับจางลี่อิงเอ่ยลาจากนั้นก็เดินเข้าเรือนไป
หลี่จวินเหยียนมองตามหลังจากนั้นดวงตาก็ฉายแววลึกล้ำยากจะอ่านออกอีกครา
“นักพรตชางเหยียน”
“เ้ายังค้างคาใจกับคนผู้นี้อยู่หรือ”ซ่งจินหนิงถาม
“เปล่า... แค่ไม่อยากเจอและถ้าเป็ไปได้ชาตินี้ไม่ต้องเจอกันก็ยิ่งดี" หลี่จวินเหยียนพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ซ่งจินหนิงยกแขนขึ้นกอดอกแล้วเอียงคอมองหลานชายตามหลังอย่างคาใจ
“พูดแปลก ๆ เหมือนเคยเจอกันแล้ว”
สามเดือนผ่านมา
ชีวิตของสองแม่ลูกดีขึ้นเรื่อยๆ จางชิวอิ๋งไม่เพียงมีความสุขกับตำแหน่งงานที่มั่นคงแต่ความสัมพันธ์ของนางกับหนานอ๋องก็พัฒนาขึ้นมาไม่น้อย
ส่วนจางลี่อิงก็ได้เริ่มเรียนศาสตร์ศิลป์ต่างๆ กับบรรดาอาจารย์ที่หนานอ๋องจัดหามาให้แล้วและทุกคนก็พูดชมไม่ขาดปากว่านางเก่งกว่าทุกคนที่พวกเขาเคยสอนมา
“เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น” หลี่จวอนเหยียนเอ่ยทักขึ้นทำให้จางลี่อิงที่กำลังนั่งเท้าคางทำหน้ามุ่ยอยู่ตรงศาลาริมสระบัวขยับนั่งให้เรียบร้อยขึ้นกว่าเดิม
"พี่จวินเหยียนนั่งก่อน"
“อืม.... ว่าอย่างไรไยเ้ามานั่งทำหน้ามุ่ยเช่นนี้" หลี่จวินเหยียนนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับนางแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
“ข้าเรียนศาสตร์ศิลป์มาได้สามเดือนแล้วอาจารย์บอกว่าข้าเก่งมาก
“แล้วไม่ดีหรือ...”
“ไม่ดี... ข้าไม่รู้ว่าข้าเก่งจริง ๆหรืออาจารย์แกล้งชมเอาใจข้ากันแน่” จางลี่อิงพูดแล้วพลันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“ไยเ้าคิดว่าอาจารย์แกล้งชมเ้า”
“ทุกคนบอกว่าเรียนศาสตร์ศิลป์ต้องเริ่มั้แ่อายุน้อยๆ อายุสิบปีเช่นข้า ถือว่าช้าไป มือแข็งนิ้วแข็งยากเกินกว่าจะขยับได้พลิ้วไหว”
“ทุกคนที่เ้าพูดถึงคือผู้ใด”
พอถูกถามเช่นนี้ จางลี่อิงก็ใจกระตุก.... คนที่บอกกับนางเช่นนั้นคืออาจารย์ที่อู๋ฉีหรงหามาสอนนางในชีวิตก่อนพวกเขาก็ต่างบอกว่านางเริ่มเรียนช้าเกินไป เกินกำลังที่พวกเขาจะช่วยขัดเกลาได้นางจึงไม่ได้เรียนอะไรเป็ชิ้นเป็อันนี่หมายความว่าคนพวกนั้นหลอกนางอย่างนั้นสินะ
“เ้าพวกนั้น..." จางลี่อิงรู้สึกโกรธมากแต่แล้วความโกรธนั้นก็หายไป เมื่อหัวของนางถูกมือใหญ่ลูบปลอบประโลม
“บอกชื่อแซ่พวกมันมา เอาไว้มีโอกาสข้าจะคิดบัญชีให้เ้า”
“จะโทษพวกเขาก็ไม่ถูกเป็ข้าที่โง่เชื่อคำลวงของพวกเขาเอง พี่จวินเหยียนอย่าเก็บมาใส่ใจเลย”
“หากเ้ายืนยันเช่นนั้น ข้าก็จะตามใจเ้าส่วนเื่ความสามารถของเ้า อาจารย์ที่ท่านอาหามาค่อนข้างมีคุณธรรมพวกเขาไม่พูดโกหกเพื่อประจบประแจงเ้าอย่างแน่นอน จงเชื่อมั่นในฝีมือของตนเองเถิด”
“ก็ได้... ข้าจะเชื่อท่าน"
ได้ฟังคำของหลี่จวินเหยียน จางลี่อิงก็รู้สึกสบายใจขึ้น และอดคิดไม่ได้ว่าตนเองยังมีโชคที่ในชีวิตก่อนไม่ได้ทิ้งทุกอย่างไปเสียทีเดียวนางยังแอบมองแอบลักจำทักษะศาสตร์ศิลป์จากผู้อื่นมาฝึกปรืออยู่บ้างแม้ในเวลานั้นนางจะถูกป้อนความเชื่อผิด ๆ ใส่หัวจนไม่กล้าแสดงฝีมือให้ใครชมแต่ในเวลานี้มันก็คืนคุณ อย่างน้อยการร่ำเรียนของนางในครั้งนี้ก็ราบรื่นขึ้นและมีความหวังว่าจะพัฒนาฝีมือไปได้ไกลกว่านี้
"ศาสตร์ศิลป์ที่เ้าเรียนหากมีเวลามาแสดงให้พี่ชมบ้าง ได้หรือไม่” หลี่จวินเหยียนเอ่ยขอขึ้น
จางลี่อิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่เมื่อตรองดูก็พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับอีกฝ่ายในยามนี้ไม่เลวเลยแม้บางคราเขาจะดูอ่านความคิดยากไปนิด แต่เขาก็ดีกับนางไม่น้อยแววตาที่เขาใช้มองนางดูอบอุ่นขึ้น กระทั่งคำพูดคำจาที่ใช้กับนางก็อ่อนโยนขึ้นด้วยนางจึงยินดีที่จะเป็มิตรและจริงใจกับเขาตอบ
“ได้อยู่แล้ว พี่จวินเหยียนมีกิจอันใดต่อหรือไม่ถ้าไม่มีเดี๋ยวข้าไปหยิบฉันมาเล่นให้ท่านชม"
"มะ... "
หลี่จวินเหยียนกำลังจะตอบว่า“ไม่” แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“เร็วเข้าทุกคน! ท่านชิวอิ๋ง สร้างตำนานใหม่อีกแล้ว ตามมาดูเร็วเข้า!”หม่าเฉินป่าวประกาศดังลั่นจวนทำให้หลี่จวินเหยียนกับจางลี่อิงหันมามองหน้ากัน
“ท่านแม่ของข้าแสดงความสามารถอีกแล้ว"
“แม่เ้าเก่งถึงเพียงนี้ เ้าไม่ดีใจหรือ” หลี่จวินเหยียนถาม เมื่อเห็นว่าแววตาของเด็กหญิงตัวน้อยหม่นลงแทนที่จะเริงร่า
“ข้าดีใจและปลาบปลื้มที่ท่านแม่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องแต่ข้าก็เศร้าใจด้วยที่ไม่ได้ช่วยท่านแม่ทำอันใดเลย ดีแต่เป็ถังข้าวให้ท่านแม่เลี้ยงไปวัน ๆ"
“อย่าคิดเช่นนั้น เพราะมีเ้าอยู่แม่ของเ้าถึงได้พยายามถึงเพียงนี้เ้าไม่ใช่ถังข้าว แต่เป็เืไก่ของนางต่างหาก”
“พี่จวินเหยียน!ท่านเปรียบข้าเป็เืไก่ได้อย่างไร” แก้มของจางลี่อิงพองขึ้นอย่างไม่พอใจแต่นั่นกลับทำให้หลี่จวินเหยียนหลุดหัวเราะออกมา
“ดูแก้มเ้าสิ... หึ ๆ”
“หัวเราะ! ท่านหัวเราะอยู่ด้วยกันมาหลายเดือน ในที่สุดข้าก็ได้เห็นท่านหัวเราะแล้ว” จางลี่อิงดวงตาเบิกกว้างใที่เห็นอีกฝ่ายหัวเราะ จนลืมความไม่พอใจเมื่อครู่ไปเสียสนิท
“จะใอันใดนักหนา... ไป....ไปดูแม่เ้ากัน ไม่รู้ว่าครั้งนี้นางทำอันใดอีก” หลี่จวินเหยียนเอ่ยชักชวนพลันแบมือตนตรงหน้านางจางลี่อิงพยักหน้าและรีบวางมือตนลงไปปล่อยให้เขาจับจูงไปดูมารดาสร้างตำนานใหม่...