เมื่อหลิวกุ้ยหลานจากไปแล้ว ทิงเสวี่ยถึงได้มีโอกาสพินิจมองพ่อสุดที่รักของเธอได้อย่างเต็มตา สามสิบปีแห่งการพลัดพรากในชาติก่อนเปรียบเสมือนความตาย แม้ว่าในภายหลังเธอจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหลังจากผ่านความขมขื่นมาสารพัด แต่สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถได้พบหน้าพ่ออีกเลยแม้จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไปมากมายเพียงใด
พ่อในวัยสามสิบต้นๆ ยังคงดูหนุ่มและหล่อเหลา เหมือนกับภาพในความทรงจำของเธอไม่มีผิดเพี้ยน
มือน้อยๆ อันบอบบางของเธอลูบไล้โครงหน้าของพ่อเบาๆ “พ่อคะ หนูไม่อยากไปกับแม่ หนูอยากอยู่กับพ่อค่ะ”
“เสียวเสวี่ย พ่อเองก็ไม่อยากให้ลูกไปเลย แต่ตอนนี้แม่ของลูกอยู่ในเมือง ถ้าลูกไปอยู่กับแม่จะมีชีวิตที่สุขสบายกว่า อยู่กับพ่อชีวิตจะลำบากมากนะ” ถึงแม้จะไม่อยากให้ลูกสาวจากไป แต่หลินกั๋วผิงก็ยังหวังว่าลูกสาวจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดด้วยตัวเองได้ เขาสามารถมอบความรักแบบพ่อแก่ลูกสาวได้อย่างเต็มเปี่ยม แต่เขาไม่สามารถมอบชีวิตที่ดีแก่เธอได้
ต่อให้ต้องอาศัยใบบุญคนอื่น แต่ชีวิตที่นั่นย่อมสุขสบายกว่ามาก
หลินกั๋วผิงเป็คนดีที่ซื่อสัตย์และจริงใจ แต่ไร้ซึ่งความสามารถที่โดดเด่น
พอได้ยินคำพูดของพ่อเมื่อครู่ ทิงเสวี่ยก็อดที่จะขอบตาร้อนผ่าวไม่ได้ เธอรู้ดีว่าพ่อไม่อยากให้เธอไปมากแค่ไหน ชาติที่แล้วเธอก็จากไปกับหลิวกุ้ยหลานแบบนี้ พ่อไปส่งเธอที่ตัวอำเภอด้วยตัวเอง เขายิ้มและโบกมือลาเธอ เมื่อลองย้อนคิดดูแล้วรอยยิ้มของเขาในตอนนั้นคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก
เธอถูกหลิวกุ้ยหลานกับเฉินเฉียงรวมหัวกันขายไปให้ครอบครัวหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าพันกิโลเมตร เพื่อเป็เมียเด็กของลูกชายปัญญาอ่อนของบ้านนั้น
่แรกเธอต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อยเพื่อที่จะหนี ทุกครั้งที่หนี เธอก็จะถูกจับกลับมา ถูกแขวนไว้กับต้นไม้ โดนเฆี่ยนตี และให้อดข้าวอดน้ำ
ทุกครั้งที่สิ้นหวังจนแทบจะทนไม่ไหว ขอเพียงแค่นึกถึงพ่อที่ยังรอเธออยู่ที่หมู่บ้านต้าเหอ เธอก็จะมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาใหม่
หลังจากล้มเหลวในการหลบหนีมานับครั้งไม่ถ้วน เธอก็เริ่มฉลาดขึ้น เรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา จากนั้นก็แสร้งทำเป็ยอมจำนนอยู่ที่บ้านหลังนั้นอย่างสงบ คอยรับใช้ไอ้คนปัญญาอ่อนที่แก่กว่าเธอสิบปี ยอมถูกโขกสับทำงานหนักราวกับวัวควายให้ครอบครัวนั้น เ้าของบ้านผู้ชายเป็หมอแผนจีนโบราณ เปิดคลินิกแห่งหนึ่ง เธออาศัย่เวลาที่ทำงานจิปาถะในคลินิกแอบครูพักลักจำเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย
สามปีแห่งความอดทนอดกลั้นทำให้ครอบครัวนั้นลดความระมัดระวังลงอย่างสิ้นเชิง เธอหาจังหวะเหมาะๆ แอบใส่ยานอนหลับลงในอาหารของคนในบ้าน ในค่ำคืนที่ลมกรรโชกแรงและมืดมิด เธอขโมยเงินห้าสิบหยวนแล้วหนีออกจากขุมนรกแห่งนั้นได้สำเร็จ
เธอคิดว่าจะหาพ่อเจอในไม่ช้า แต่จนกระทั่งอายุสามสิบปีเธอก็เพิ่งจะได้กลับมายังหมู่บ้านต้าเหอที่จากมาเนิ่นนาน เธอมีเงินแล้ว เธอมีความสามารถที่จะทำให้พ่อมีชีวิตที่ดีได้แล้ว แต่พ่อกลับหายสาบสูญไปนานหลายปีแล้ว
ได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าหลังจากที่พ่อรู้ว่าเธอหายไปก็เริ่มออกตามหาไปทั่ว จากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
หลิวกุ้ยหลานโกหกเขาว่าลูกสาวถูกพวกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไป แต่จริงๆ แล้วลูกสาวถูกเธอกับสามีคนปัจจุบันขายไปในราคาหนึ่งพันห้าร้อยหยวน
ทิงเสวี่ยพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หวนนึกถึงเื่ราวอันขมขื่นในชาติที่แล้ว สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การจมอยู่กับความทุกข์ แต่คือการทะนุถนอมทุกวินาทีที่ได้อยู่กับพ่อ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทิงเสวี่ยก็จ้องมองดวงตาของพ่อแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “พ่อคะ ถึงหนูอยู่กับพ่อจะต้องลำบาก แต่หนูก็ยินดีค่ะ หนูไม่อยากไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก เมื่อคืนหนูฝันถึงคุณย่า คุณย่าบอกให้หนูดูแลพ่อให้ดีๆ ค่ะ”
คำพูดของลูกสาวทำให้หลินกั๋วผิงปลื้มใจเสียจริงๆ
เมื่อเห็นลูกสาวเดินเท้าเปล่า เขารีบอุ้มเธอเข้าไปในห้องเพื่อช่วยสวมรองเท้าให้ ตอนแรกทิงเสวี่ยปฏิเสธ เธออายุป่านนี้แล้วยังต้องให้พ่อช่วยสวมรองเท้าอีก เหรอ แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจ ความรู้สึกที่ได้ถูกพ่อตามใจแบบนี้ช่างดีเหลือเกิน!
เธอมองพ่อช่วยสวมรองเท้าให้เธออย่างเงียบๆ
ในขณะนั้นเอง เสียงของหลินกั๋วอันก็ดังมาจากข้างนอก “พี่รอง เสียวเสวี่ยไข้ลดหรือยัง?”
คนที่มาพูดจาไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก็ยังพอฟังรู้เื่ว่าเขาพูดอะไร
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ ทิงเสวี่ยก็น้ำตาซึมอีกครั้ง คนที่มาคืออาของเธอ หลินกั๋วอัน เพราะเป็โรคปากแหว่งเพดานโหว่แต่กำเนิด จึงพูดจาไม่ค่อยชัด
หลินกั๋วผิงรีบทักทายน้องชาย “ไข้ของเสียวเสวี่ยลดแล้ว ไม่เห็นนายตั้งครึ่งค่อนวัน นายไปไหนมา?”
ทันใดนั้น ทิงเสวี่ยก็เดินตามพ่อออกมายังห้องด้านนอก เห็นหลินกั๋วอันพูดด้วยสีหน้ายินดีว่า “ฉันขึ้นเขาไปเดินเล่น ไม่คิดว่าจะเก็บไก่ป่าขาเป๋ได้ตัวหนึ่ง เดี๋ยวฉันจะจัดการแล้วทำซุปไก่ให้เสียวเสวี่ยกิน”
“ขอบคุณค่ะคุณอาสาม หนูไม่ได้กินซุปไก่นานแล้ว พอคิดถึงซุปไก่ก็น้ำลายไหลเลยค่ะ” ทิงเสวี่ยยิ้มหวานให้หลินกั๋วอัน
หลินกั๋วอันเห็นหลานสาวยิ้มหวานให้เขาขนาดนี้ หัวใจของเขาก็แทบจะละลาย “เสียวเสวี่ยเด็กดี อาจะไปทำซุปไก่ให้หนูกินเดี๋ยวนี้แหละ”
พูดพลางหลินกั๋วอันก็หยิบกะละมังเหล็กกับมีดทำครัวออกไปข้างนอก
ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ หลินกั๋วผิงรีบไปเปิดไฟ
หมู่บ้านต้าเหอเพิ่งจะมีไฟฟ้าใช้เมื่อสามปีก่อน
หลอดไฟที่ใช้ในตอนนี้เป็หลอดไส้ธรรมดา เพื่อประหยัดไฟบ้าน ตระกูลหลินจึงใช้หลอดขนาดสิบห้าวัตต์ แสงจึงค่อนข้างสลัว แสงไฟสีนวลตา แต่ก็ยังดีกว่าจุดเทียนไขมาก
บ้านที่ครอบครัวหลินอาศัยอยู่ตอนนี้ยังคงเป็บ้านดินหลังคามุงจาก
ห้องด้านในที่ทิงเสวี่ยอยู่เดิมทีเป็ห้องหอของหลินกั๋วผิงกับหลิวกุ้ยหลาน
ตอนที่หลิวกุ้ยหลานจากไป ทิงเสวี่ยเพิ่งอายุสองขวบ หลินกั๋วผิงก็กอดเธออยู่ในห้องนั้น พอทิงเสวี่ยโตขึ้นหน่อย หลินกั๋วผิงก็ทำเตียงนอนในห้องด้านนอก
ห้องด้านนอกมีเตียงเพียงตัวเดียว โต๊ะกินข้าวแปดเซียนตัวเล็กๆ อีกตัวหนึ่ง และยังมีตู้เก็บของอีกใบหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็ของจิปาถะต่างๆ นอกจากหลอดไฟแล้วก็ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นใดอีก
“เสียวเสวี่ย หนูหิวแล้วใช่ไหม จะรออาสามทำซุปไก่ให้กิน หรือจะกินขนมที่แม่ของลูกเอามาให้รองท้องก่อน?” หลินกั๋วผิงรู้ว่าลูกสาวต้องหิวแน่ๆ เพราะเป็หวัดมีไข้มาหลายวันแล้ว ไม่ค่อยได้กินอะไรดีๆ เลย
บนโต๊ะแปดเซียนวางของที่หลิวกุ้ยหลานเอามาให้ มีขนมปังกรอบสองห่อ ขนมปังสองก้อน และแผ่นซานจาอีกหนึ่งถุง
ของทั้งหมดเป็ของที่ทิงเสวี่ยชอบกิน แผ่นซานจากับขนมปังยิ่งเป็ของที่หากินได้ยาก แต่ตอนนี้ทิงเสวี่ยกลับไม่รู้สึกอยากกินของเ่าั้เลย “หนูจะรออาสามทำซุปไก่ให้กินค่ะ หนูไม่กินขนมที่แม่เอามาให้หรอก”
หลินกั๋วผิง “ได้ งั้นพ่อเอาขนมพวกนี้ไปเก็บไว้ในลิ้นชักก่อนนะ ไว้เสียวเสวี่ยกินทีหลังก็ได้”
พูดพลางหลินกั๋วผิงก็เก็บของที่หลิวกุ้ยหลานเอามาใส่ไว้ในลิ้นชักราวกับเป็ของล้ำค่า
ทิงเสวี่ยนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างเตาผิง ตอนนี้เป็่กลางฤดูหนาวแล้ว ที่บ้านใช้ฟืนเพื่อให้ความอบอุ่น เพราะห้องมีขนาดเล็ก เตาฟืนเล็กๆ เตาเดียวก็ทำให้ห้องอบอุ่นได้ทั่วถึงแล้ว
หลังจากเติมฟืนเข้าไปในเตาเล็กน้อย หลินกั๋วผิงก็ออกไปข้างนอกเพื่อช่วยน้องชายจัดการไก่ป่าขาเป๋ตัวนั้น
ที่บ้านยากจน ไม่ได้กินเนื้อไก่นานมากแล้ว
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง เนื้อไก่ก็สุกแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ใส่เครื่องเทศอะไรมากมาย แต่กลิ่นหอมของเนื้อไก่ก็ยังลอยไปไกลแสนไกล
ทิงเสวี่ยย้ายเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งหน้าโต๊ะ มองพ่อวางชามซุปไก่ร้อนๆ ที่มีน้ำมันลอยฟ่องอยู่ตรงหน้าเธอด้วยรอยยิ้ม “เสียวเสวี่ย กินเยอะๆ นะลูก ร่างกายจะได้แข็งแรงเร็วๆ”
“ถ้าเสียวเสวี่ยชอบกินไก่ พรุ่งนี้อาสามจะไปจับมาให้หนูอีก บนูเามีเยอะแยะเลย” หลินกั๋วอันมองหลานสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
เขาไม่มีครอบครัว จึงรักใคร่เอ็นดูและตามใจทิงเสวี่ยประหนึ่งลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง