เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่10 ตอนที่ 281 : ผู้มาเยือน

        หลี่จิงจิงเป็นคนที่ทำให้หลินรั่วซีคุยโทรศัพท์พร้อมทั้งยิ้มได้อีกครั้งดูเหมือนอารมณ์ของเธอจะดีขึ้นจากแต่ก่อนเล็กน้อยหลังจากที่ได้พูดคุยกับหลี่จิงจิง

        หยางเฉินค่อนข้างแปลกใจที่หลี่จิงจิงโทรมาหาหลินรั่วซีในเวลานี้เท่าที่เขารู้คือทั้งคู่รู้จักกันตอนที่ไปเยี่ยมเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์ เห็นได้ชัดว่าที่นั่นช่วยให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ในท้ายที่สุด

        ถึงแม้ว่าเขาจะเคยสัญญากับลุงหลี่เอาไว้แล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหลี่จิงจิงอีกทั้งหยางเฉินเองก็ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเธอตอนก่อนหน้านี้ด้วย แต่ดูเหมือนว่ามิตรภาพระหว่างหลินรั่วซีและหลี่จิงจิงอาจแน่นแฟ้นมากกว่าที่เขาคิดทำให้หยางเฉินไม่แน่ใจว่าหลี่จิงจิงกำลังคิดอะไรอยู่

        “คุณหนูดูอารมณ์ดีขึ้นนะคะคุยกับเพื่อนอยู่เหรอ?” ป้าหวังต้องการให้หลินรั่วซีก้าวออกมาจากความโศกเศร้าภายในใจเธอเอ่ยถามหลินรั่วซีพร้อมรอยยิ้ม

        หลินรั่วซีพยักหน้า “เพื่อนฉันจะมาเยี่ยมบ้านในวันพรุ่งนี้น่ะค่ะ ฉันตอบตกลงกับเธอไปแล้วป้าหวังจะไปซื้อกับข้าวเตรียมไว้เลยหรือเปล่าคะ?”

        ป้าหวังเหมือนจะจำเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้เธอมองหยางเฉินครั้งหนึ่งพร้อมกล่าวขึ้น “ก็ดีค่ะคุณหนูเดี๋ยวพรุ่งนี้ป้าจะไปซื้อผักมาทำอาหารบ้าง”

        หยางเฉินไม่เข้าใจว่าทำไมป้าหวังถึงแสดงท่าทางเช่นนั้นออกมาเขาลังเลเล็กน้อยหยางเฉินเองก็ต้องการหลีกเลี่ยงการพบหน้าหลี่จิงจิงในวันพรุ่งนี้

        หยางเฉินอดคิดไม่ได้ว่ามันคงจะไม่ถูกต้องนัก หากเขาจะต้องคอยหลบหน้าหลี่จิงจิงไปตลอด บางทีเธออาจมีปัญหาเหมือนกับครั้งก่อนจึงทำให้เธอต้องเดินทางมาที่นี่โดยตรงก็เป็นได้

        ทั้งสามคนขับรถกลับไปยังหมู่บ้านสวนหลงจิ่ง ป้าหวังยุ่งอยู่กับการทำกับข้าวในห้องครัว ส่วนหลินรั่วซีเองก็ดูเหน็ดเหนื่อยอยู่เล็กน้อย เธอเดินขึ้นชั้นบนตรงเข้าห้องนอนทันที

        หยางเฉินนั่งรอทานอาหารอยู่บนโซฟาอย่างสบายใจในขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมา

        หยางเฉินหยิบโทรศัพท์ออกมาดูอยู่ครู่หนึ่งเขาพบว่าเบอร์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอเป็นของหัวหน้าทีมเหยี่ยวทะเล โมลิน

        “ท่านเฮดีสมีผู้หญิงคนหนึ่งต้องการพบหน้าท่านครับ” น้ำเสียงของโมลินดูติดขัดเล็กน้อยราวกับว่าเขากำลังลำบากใจอยู่

        หยางเฉินขมวดคิ้วลง

        เห็นได้ชัดว่าการที่คนคนหนึ่งต้องการจะพบเขาโดยที่ไปหาทีมเหยี่ยวทะเลแทน นั่นแสดงว่าอีกฝ่ายจะต้องแข็งแกร่งและไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

        “เธอชื่ออะไร?” หยางเฉินถาม

        “นั่นแหละปัญหาครับเธอไม่ยอมบอกชื่อกับผมเลยแต่เธอยืนยันว่าเธอเคยพบกับท่านเฮดีสมาก่อนหน้านี้แล้วครับ”

        โมลินพึมพำในโทรศัพท์อย่างไม่พอใจนัก

        หยางเฉินถือสายโทรศัพท์ค้างไว้ครู่หนึ่งเขาครุ่นคิดอยู่บนโซฟาถึงห้านาที ถ้าหากเขาเดาไม่ผิดล่ะก็ อีกฝ่ายก็น่าจะเป็นคนคนนั้น

        หยางเฉินเหลือบมองนาฬิกาบนกำแพงบ้านครั้งหนึ่งเมื่อเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนถึงเวลาอาหารเขาจึงรีบวิ่งเข้าไปบอกป้าหวังในห้องครัว แล้วรีบออกจากบ้างในทันที

        ตรงหน้าทางเข้าของหมู่บ้าน โมลินกำลังยืนรอหยางเฉินอยู่ที่นั่น ถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวแต่โมลินกลับสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวยืนรอเขาอยู่ ราวกับว่าผู้ชายคนนี้ไม่รู้สึกหนาวแม้แต่น้อย

        “นายไม่คิดบ้างเหรอว่าเสื้อผ้าที่นายใส่มันดูแปลกๆ น่ะ?” หยางเฉินกล่าว

        ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของโมลินยิ้มขึ้น“เรียนท่านเฮดีส ฤดูหนาวของจีนไม่ค่อยหนาวสักเท่าไหร่หรอกครับ”

        ในฐานะที่โมลินเคยเข้าฝึกกับกองกำลังพิเศษทำให้เจ้าตัวสามารถทนกับอากาศหนาวที่ติดลบต่ำกว่ายี่สิบองศาได้ สภาพอากาศที่จีนในตอนนี้จึงนับว่าไม่ระคายผิวเขาเลยด้วยซ้ำ

        “ไม่ใช่ว่าผมจะว่าอะไรคุณหรอกนะผมรู้ว่าคุณทนอากาศหนาวแบบนี้ได้ แต่ถ้ามากไปมันก็ไม่ดีนักหรอก ถึงมันจะไม่ส่งผลต่อร่างกายมาก แต่มันก็อาจส่งผลต่อสภาพจิตใจคุณได้นะ” หยางเฉินกล่าว

        โมลินแย้มยิ้มและพยักหน้าให้กับหยางเฉินแต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะกลับไปใส่เสื้อกันหนาวแต่อย่างใด โมลินนำหยางเฉินมาที่โรงแรมแห่งหนึ่งภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรม ที่ด้านในมีโต๊ะจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี ด้านบนโต๊ะมีถ้วยกาแฟตั้งเรียงเอาไว้อย่างสวยงาม

        หยางเฉินพูดกับโมลินคำสองคำ โมลินพยักหน้ารับคำสั่งของหยางเฉิน เขารู้ว่าการพูดคุยครั้งนี้ต้องการความเป็นส่วนตัว

        โมลินจึงออกไปรอหยางเฉินอยู่ที่ด้านนอกแทน

        หยางเฉินเปิดประตูห้องประชุมก่อนจะเดินเข้าไปข้างในไม่นานนักเขาก็เห็นหน้าตาของหญิงสาวผู้ที่ต้องการพบเขาหยางเฉินเผยรอยยิ้มแปลกๆออกมาครั้งหนึ่ง

        “ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวลิลิธยังอยู่ที่นี่ผมนึกว่าคุณกลับยุโรปไปแล้วเสียอีก”

        ลิลิธสวมเสื้อขนสัตว์สีครีมเข้ากับกางเกงยีนกระชับขาจนแน่นผมสีทองยาวสลวยเข้ากับใบหน้ามีเสน่ห์ที่ไม่ได้ใช้เครื่องสำอางเติมแต่งมากนัก

        เห็นได้ชัดว่าเป็นความงามที่มีมาตั้งแต่กำเนิดเผ่าเลือดมีผิวซีดขาวและไม่อาจถูกแสงแดดได้นานนัก ทำให้ผิวของลิลิธดูขาวราวกับกระดาษ

        ลิลิธถือได้ว่าเป็นเผ่าเลือดจากตระกูลชั้นสูงในยุโรปทำให้เธอมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

        ลิลิธไม่ได้ทักทายหยางเฉินในทันทีเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ที่สาดเข้ามาอย่างอบอุ่น

        “ก่อนหน้านี้ ฉันไม่ได้มีโอกาสทักทายท่านเฮดีสอย่างเป็นทางการต้องขออภัยด้วยจริงๆ ค่ะ พวกเราจำเป็นต้องหลอกพวกโรมันศักดิ์สิทธิ์ว่าเราไม่เป็นมิตรกับท่าน” ลิลิธบ่นอุบ

        หยางเฉินไม่ค่อยแปลกใจกับคำพูดของลิลิธเท่าไรนัก ดูเหมือนว่าเธอเองก็พอจะรู้สถานะของหยางเฉินมาตั้งแต่เมื่อคืนนั้นแล้ว

        ในตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาหากใครเห็นต่างก็สามารถพูดได้เป็นคำเดียวว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งดงามคนหนึ่ง ใบหน้าที่ได้รูปประกอบกับทรวงอกที่แทบจะล้นทะลักออกมา ช่วยสะกดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี

        หยางเฉินมองเธอครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้น“คนทั่วไปเชื่อว่าเผ่าเลือดมักจะกลัวแสงแดดกับกระเทียม แต่ดูเหมือนว่าคุณและตระกูลคุณดูไม่กลัวของพวกนั้นเลยนะครับ”

        ลิลิธตอบคำถามชายหนุ่มอย่างซุกซน

        “พวกที่กลัวของพวกนั้นมีแต่พวกสายเลือดชั้นต่ำในตระกูลเท่านั้นแหละค่ะท่านเฮดีส ฉันจะบอกความลับสุดยอดให้เอามั้ย? ฉันชอบกินมันฝรั่งทอดรสกระเทียมมากที่สุดแล้วแต่คนในตระกูลฉันไม่ค่อยชอบกลิ่นมันสักเท่าไร ทำให้ฉันต้องแอบกินมันอย่างลับๆ มาตลอด”

        หยางเฉินค่อนข้างแปลกใจที่ผู้หญิงคนนี้กำลังสาธยายเรื่องอาหารการกินของเธอเขาจึงเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง “คุณดื่มไวน์หรือเปล่า?”

        “ไม่เป็นไรค่ะฉันเพิ่งดื่มมาก่อนหน้านี้เอง”ลิลิธปฏิเสธ“ท่านเฮดีสไม่อยากจะถามฉันบ้างเหรอคะ ว่าทำไมฉันถึงมาหาท่านที่นี่?”

        “ถ้าคุณอยากพูด ผมแนะนำให้คุณพูดเลยดีกว่าพวกกองพลน้อยเหยียนหวงยังคงจับตาดูพวกคุณอยู่ถึงพวกเผ่าเลือดอย่างคุณจะแข็งแกร่งก็เถอะ แต่สุดท้ายก็อาจแพ้เรื่องจำนวนอยู่ดี” หยางเฉินกล่าว

        ลิลิธยิ้ม พร้อมทั้งตอบกลับหยางเฉินอย่างมั่นใจ

        “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะท่านเฮดีสตอนนี้ฉันแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก ต่อให้พวกกองพลน้อยเหยียนหวง ใช้จำนวนเข้าว่าก็ไม่อาจต่อกรกับฉันได้ง่ายๆ หรอกค่ะ”

        ในตอนนั้นเองหยางเฉินก็ถามลิลิธอย่างกะทันหัน“ลิลิธผมขอเสียมารยาทถามหน่อยนะ ผมได้ยินมาว่าภายในตระกูลเผ่าเลือดมีลำดับรุ่นอยู่ คุณอยู่รุ่นไหนเหรอ?”

        ลิลิธเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย“ฉันอยู่ในรุ่นที่สี่ค่ะท่านสนใจอะไรหรือเปล่าคะ?”

        หยางเฉินรู้สึกขมขื่นอยู่ชั่วขณะหนึ่งเขาเม้มริมฝีปากตัวเอง “เท่าที่ผมทราบมารุ่นสามถือว่าเป็นยุคทองของพวกเผ่าเลือดอย่างคุณ ถ้าหากคุณอยู่ในรุ่นที่สี่ล่ะก็ ผมต้องขอโทษด้วยที่จูบคุณในคืนนั้นเห็นได้ชัดว่าอายุของคุณคงไม่ได้น้อย กลับกันถือได้ว่าเป็นผู้อาวุโสเลยด้วยซ้ำ บางทีเผ่าเลือดอย่างพวกคุณคงมีวิธีรักษาสภาพร่างกายให้เป็นหนุ่มสาวอยู่ตลอดสินะครับ”

        ลิลิธยิ้มออกมาเธอพยักหน้าให้กับหยางเฉินแล้วตอบคำถามเขา “จริงอยู่ที่ฉันเป็นรุ่นที่สี่แต่ฉันเป็นเผ่าเลือดสายเลือดบริสุทธิ์ แม่ของฉันคลอดฉันก่อนกำหนดเล็กน้อยดังนั้นฉันจึงอายุประมาณสองร้อยปีเศษๆแต่ก็ยังถือว่าเป็นคนหนุ่มสาวอยู่ดีนั่นแหละค่ะ”

        อายุกว่า 200 ปี ยังคงเป็นหนุ่มสาว...

        หยางเฉินสัมผัสใบหน้าตัวเองช้าๆ ด้วยความเสียใจ ในคืนนั้นเขาจูบกับคนที่แก่กว่าเขาถึงสองศตวรรษ!

        ตอนนั้นเองหยางเฉินก็ถามเธออีกครั้ง “เผ่าเลือดอย่างพวกคุณเพิ่มจำนวนได้เกือบเท่ากับมนุษย์ในยุคนั้นได้ด้วย? ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย”

        “ใช่ค่ะแต่ความแข็งแกร่งของรุ่นต่อๆ ไป จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกเสียจากจะใช้วิธีการพิเศษบางอย่างที่ช่วยคงความแข็งแกร่งเอาไว้แบบที่พ่อฉันทำให้ฉันในตอนแรก” ลิลิธกล่าว

        “ต่อให้ไม่ใช่รุ่นที่สาม แต่เผ่าเลือดอย่างพวกคุณก็แข็งแกร่งอยู่ดีเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับพวกคุณนักหรอก” หยางเฉินหัวเราะ

        ในแววตาของลิลิธปรากฏความคิดถึงขึ้นมาครู่หนึ่ง“ถึงแม้พ่อกับแม่ของฉันจะอยู่ในช่วงยุคเดียวกัน อีกทั้งยังได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพระผู้เป็นเจ้า แต่พวกเราก็ไม่อาจก้าวข้ามไปอยู่ในระดับนั้นแบบคุณได้เท่าที่เคยปรากฏในบันทึก มีบรรพบุรุษเราเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นพวกกึ่งเทพค่ะ”

        สีหน้าของหยางเฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขากะพริบตา “ดูเหมือนพวกคุณกำลังศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของพระเจ้าอยู่สินะ แต่ผมก็อยากให้คุณเข้าใจสถานการณ์ของผมด้วย”

        ลิลิธขยิบตาของเธอครั้งหนึ่งพร้อมทั้งพูดขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกค่ะฉันได้รับพลังที่ถ่ายทอดมาจากแม่ของฉัน เธอเป็นซัคคิวบัสสายเลือดบริสุทธิ์ทำให้สายเลือดของฉันเป็นเหมือนกับตัวแทนของผู้เป็นที่รักของซาตาน”

        “ผมค่อนข้างรู้สึกแปลกใจนะ ที่คุณติดต่อผมเพียงเพราะต้องการพูดคุยเรื่องสายเลือดของเผ่าเลือดเท่านั้น” หยางเฉินกล่าว

        “นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งค่ะแต่ยังมีอีกเรื่อง ในคืนนั้นฮิวจ์สหายไปอย่างเป็นปริศนาสมาชิกทีมหลายคนไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ฉันนึกขึ้นได้ถึงตอนที่ได้อ่านบันทึกของบรรพบุรุษเกี่ยวกับการปรากฏตัวของพระเจ้าอย่างคุณในตอนนั้นคุณก็ดูโมโหอยู่ด้วย ทำให้ฉันสามารถคาดเดาตัวตนของคุณได้ในไม่กี่วินาทีค่ะ” ลิลิธกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

        “แต่วันนี้ฉันก็มีเรื่องอยากจะคุยกับท่านอีกเรื่องหนึ่งค่ะ” ลิลิธกล่าว

        หยางเฉินนั่งนิ่งเขารอให้ลิลิธพูดออกมา

        “ท่านเฮดีสฉันรู้ว่าการที่ท่านกลับมายังประเทศจีนก็เป็นเพราะเหตุผลส่วนตัวแต่ดูเหมือนว่าจะมีคนบางกลุ่มมารบกวนช่วงเวลาอันสงบสุขของท่าน เมืองจีนเองก็ดูเหมือนจะไม่สงบสุขอย่างที่เป็นมาเห็นได้ชัดจากคืนวันนั้นโดยเฉพาะกับพวกกองพลน้อยเหยียนหวงที่คอยสอดส่องอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าการปกป้องของคนพวกนั้น จะแน่นหนาจนท่านสามารถผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่งก็ตามที” ลิลิธพูดต่อ “แต่บางทีระหว่างพวกกองพลน้อยเหยียนหวงกับเรา…”

        “ถ้าคุณอยากพูดก็พูดออกมาไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม”หยางเฉินกล่าว

        “องค์กรคามาริลล่าของเราถอนตัวออกจากสนธิสัญญาโลกไปแล้วพวกโรมันศักดิ์สิทธิ์เองก็ต้องการขุดรากถอนโคนพวกเราให้หมด ฉันแค่หวังว่าท่านเฮดีสจะช่วยพูดคุยกับพวกกองพลน้อยเหยียนหวง ถึงเรื่องการร่วมมือระหว่างเราทั้งคู่สักเล็กน้อยน่ะค่ะ บางทีหากได้ท่านช่วยพูดกับพวกนั้นล่ะก็พวกเราคงไม่ต้องห่วงการป้องกันทางด้านตะวันออกมากนัก เพราะพวกโรมันศักดิ์สิทธิ์คงไม่คิดจะต่อสู้กับพวกกองพลน้อยเหยียนหวงตัวต่อตัวแน่ๆ” ลิลิธกล่าว

        หยางเฉินที่นิ่งเงียบมานานกล่าวขึ้น“เรื่องนี้ผมไม่คัดค้านแต่ถ้าคุณต้องการติดต่อกับผมล่ะก็ ให้ติดต่อมาทางโมลินแทน แน่นอนว่าคุณต้องเป็นคนติดต่อมาด้วยตัวเองเท่านั้นผมไม่ต้องการจะคุยกับพวกคามาริลล่าคนอื่นๆ สักเท่าไหร่หรอกนะ”

        “เข้าใจแล้วค่ะเพียงแค่นี้ก็พอแล้วพวกเราต้องการเพียงแค่คนมาช่วยหยุดยั้งพวกโรมันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น” ลิลิธกล่าว

        หยางเฉินมองนาฬิกาบนเพดานครั้งหนึ่งก่อนจะหันมาคุยกับลิลิธ“ถ้าไม่มีเรื่องอื่นๆ แล้วผมก็ขอตัวก่อนหลังจากนี้ผมมีนัดทานข้าวกับครอบครัวน่ะ”

        ลิลิธดูลังเลที่จะถามหยางเฉินแต่สุดท้ายเธอก็เปิดปากถามเขา

        “ท่านเฮดีสมันอาจฟังดูลำบากใจไปสักนิด แต่ทางเราอยากยืนยันว่าเผ่าเลือดของตระกูลเรายังคงปลอดภัยดีหรือเปล่าน่ะค่ะ” ลิลิธกล่าว

        “คุณอยากรู้เรื่องการหายตัวไปของฮิวจ์สเมื่อคืนนั้นเหรอ? คุณไม่คิดบ้างเหรอครับว่าบางทีมันอาจเป็นเพราะจอกศักดิ์สิทธิ์ก็ได้?” หยางเฉินถาม

        “ถ้าอย่างนั้นจอกศักดิ์สิทธิ์จะช่วยทำให้เป็นอมตะได้จริงๆ เหรอคะ” ลิลิธถามคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอออกไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน