บทที่ ๓ : พลัดพราก
หลี่ ชิงหยุนในชุดเสื้อผ้าขาดลุ่ยเนื้อตัวมอมแมมกำลังนอนเผ่หลา ใบหน้าเหม่อมองก้อนเมฆที่ลอยเอื่อยผ่านดวงจันทร์ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏน้ำใสเอ่อล้นคลอเบ้า แก้มตอบ ท้องกิ่วในสมองขาวโพลนเหลือแต่ความว่างเปล่า โดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ว่าจี้หยกชิ้นสำคัญได้หล่นหายไปเสียแล้ว...
ร่างกายผ่ายผอมหนังหุ้มกระดูก แม้แต่แรงยันกายลุกขึ้นนั่งยังแทบไม่มีเด็กชายได้แต่นอนหายใจแ่เบา รอ่เวลาที่เขาจะจากโลกนี้ไปแบบเงียบเชียบ
“เอาไปขุนสักหน่อยคงจะขายได้ราคาหน้าตาสะสวยส่อแววแต่เด็กเช่นนี้แม้เนื้อตัวเลอะโคลนมอมแมมผอมแห้งหนังหุ้มกระดูกยังเห็นแววทำกำไรได้...ขัดสีฉวีวรรณสักหน่อยตำลึงทองหลายก้อนคงตุงในกระเป๋าของเ้าและข้าล่ะ” เสียงชายหญิงคู่หนึ่งพูดคุยเอื้อนเอ่ยกระซิบกระซาบเด็กชายเริ่มตาพร่ามัวมองภาพเบื้องหน้าไม่ชัดเจน
“เดี๋ยว!ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีเพียงผู้เดียว ดูสิ!เด็กอีกคนก็ยังคงมีชีวิตอยู่”หญิงสาวในชุดสีแดงก้มดูเงาร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่ด้านข้างเด็กชายั์ตาดวงนั้นหรี่ลงเหมือนกำลังตรวจสอบแทบทุกรายละเอียด
ครู่ต่อมา...ร่างระหงก็ทำปากเบ้เหยเกออกเมื่อนางเพ่งพิจารณาร่างกายของเด็กหญิงอีกคนอย่างถี่ถ้วนก่อนจะส่ายหัวไปมาแบบไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ “ไม่ไหว!ไม่ไหวหรอก แขนลีบเล็กเฉกเช่นนี้ เกรงว่าจะพิการเลี้ยงไปก็เปลืองข้าวปลาอาหารเสียเปล่า... หาได้มีกำไรไม่... เอาตัวเ้าเด็กคนนี้กลับไปก็พอแล้ว”ขาข้างหนึ่งเขี่ยร่างผอมแห้งของเด็กชายที่นอนแผ่หลาดวงตาปรือราวกับสุนัขขณะที่ชายร่างใหญ่อีกคนลากเกวียนเข้ามาสำทับในบริเวณลานกว้างรกร้างข้างสุสานเก่าแถบชานเมือง
ร่างเล็กเสื้อผ้าขาดลุ่ยถูกหอบขึ้นวางพาดบนเกวียนไม้ั์ตากลมโตยังคงเบิกค้างนิ่ง
ชิงหยุนมองเงาร่างของเด็กหญิงที่เคยนอนข้างกันมาแรมปีไม่ลดละสายตาเริ่มเลือนราง... ปากพะงาบเหมือนจะเอื้อนเอ่ยแต่ไร้ซึ่งเสียงอันใดน้ำตาไหลเป็ทางเมื่อต้องจากกับเพื่อนสนิทราวกับว่าทั้งสองคนจะไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้ว...
เกวียนไม้เคลื่อนตัวออกไปตามท้องถนนท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในคืนพระจันทร์เต็มดวงชิงหยุนมองเห็นเงาร่างของลี่หลินเล็กลงเรื่อยๆ จนร่างนั้นห่างหายไปในความมืดหัวใจดวงน้อยล่วงหล่น ความรู้สึกจุกแน่นเต็มหน้าอกจนแทบใจจะขาด
“เด็กคนนี้ช่างเหมาะขายเข้าพระราชวังเ้าว่าไหมอบรมนิดหน่อยคงได้ดิบได้ดี หากกลายเป็พระสนมเอกขององค์รัชทายาทอนาคตคงสดใสไม่เบาถึงครานั้นพวกเราคงได้อนิสงค์สองถึงสามต่อ” หญิงสาวผู้มีไฝตรงมุมปากพูดพร่ำในมือถือตะเกียงน้ำมันส่องนำทางไปด้านหน้า
“ถึงข้าจะเรียนมาน้อยแต่ส่วนมาก พระสนมส่วนใหญ่เป็ลูกท่านหลานเธอจากสกุลใหญ่ๆ กันทั้งสิ้นมิมีทางที่เด็กเหลือขอข้างถนนที่เราเก็บมาจะเป็ได้ถึงระดับนั้นอย่าเพ้อเจ้อเสียจะดีกว่า ผิงผิง” ชายร่างใหญ่หนวดเครารุงรังลากเกวียนไม้ตามหลังชิงหยุนยังคงได้ยินเสียงพูดคุยเ่าั้ลอยตามลมมาไม่ขาดสาย
“จะว่าไปเด็กสองคนนี้เป็ใครมาจากไหนถึงได้มานอนใกล้ตายแถวสุสานกลางป่ากลางเขาหากพวกเราไม่ผ่านมาล่ะก็ คงโดนสัตว์ร้ายคาบไปกินเสียแล้วกระมัง” สตรีในชุดสีแดงจั้งคำถาม หางตาเหล่มองชิงหยุนบนเกวียนไม้ด้วยแววสงสัย
“ถ้าเ้าพูดขนาดนั้นทำไมไม่ช่วยอีกคนเสียด้วยเลย ไหนๆ ก็พูดเหมือนจะช่วยคนทั้งที” ชายร่างใหญ่ผู้ลากเกวียนกระแนะกระแหน ขณะที่อีกฝ่ายตอบกลับทันควัน “ข้าช่วยคนก็จริงอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยแบบพระโพธิสัตว์สักหน่อย นี่ก็ถือว่าข้าใจบุญสุนทานพอแล้ว...จักช่วยคนทั้งทีก็ย่อมต้องได้อะไรกลับมาบ้าง ไม่ใช่เอามาเป็ภาระเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”
เสียงสนทนาเ่าั้ยังคงดังต่อไปตลอดค่ำคืนชิงหยุนเริ่มหูดับตาพร่ามัวมิอาจมองเห็นสิ่งใดได้อีกอาการป่วยไข้ของเขากลับมาอีกครั้ง ร่างกายร้อนผ่าว ความหนาวสั่นสะท้านไปทั่วร่าง...
“คุณหมอคะยินดีด้วย... ที่พบวิธีรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงค่ะ” ผู้หญิงนางหนึ่งในชุดสีขาวใส่หมวกที่มีสัญลักษณ์กากบาทสีแดงกำลังยื่นช่อดอกไม้ช่อใหญ่ให้ชิงหยุน“เห็นทีการค้นพบครั้งนี้คุณหมอคงกวาดรางวัลทุกสาขาอีกเป็โขยงโรคที่ไม่มีทางรักษา กลับพบหนทางรักษาช่างเป็ปาฏิหาริย์โดยแท้” หญิงงามยิ้มร่า ขณะที่ชิงหยุนรับช่อดอกไม้มาไว้ในมือ
“วิธีการรักษา?” เด็กชายสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนฟูกนอนนุ่มนิ่มขณะที่เสียงหนึ่งเอื้อนเอ่ยสอดแทรก “ตื่นแล้วรึนึกว่ากำไรของข้าจะหายไปเสียแล้ว เห็นเ้าสลบมาเป็อาทิตย์ รู้หรือไม่ว่าข้าต้องเสียค่าหยูกยาไปตั้งเท่าไหร่?เพื่อช่วยชีวิตเ้า” สตรีใบหน้าเย่อหยิ่งผู้มีไฝตรงมุมปากหรี่ตามองเด็กชาย
“ท่านหมอบอกให้เ้านอนหลับให้เพียงพอระหว่างหลับห้ามกระทำการใดๆ กับเ้า เพราะอาจถึงแก่ชีวิตได้ข้าจึงยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าอันเน่าเหม็นของเ้าออก ช่างสกปรกโสมมโดยแท้ในเมื่อตื่นแล้ว ก็จงรีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำอาบท่าเสียให้เรียบร้อยแผ่นยันต์ที่แปะอยู่บนหน้าผากเ้าก็ดึงออกเสียด้วยล่ะ เพราะมันคือยันต์รักษาโรคเมื่อโรคหาย เ้าจักต้องทำลายทิ้งโดยไวมิเช่นนั้นโรคภัยจะหลุดรอดออกจากยันต์กลับมาอีกครั้ง”หญิงสาวจิบชาเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เงาร่างนั้นไม่หันกลับมามองชิงหยุนเลยแม้แต่น้อย
ร่างผอมลุกออกจากฟูกท่าทางงุนงงเขามองไปรอบทิศ พลางัักับบรรยากาศตื่นตาตื่นใจ เพราะเขาไม่เคยเห็นเครื่องเรือนข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่บ้านเรือนที่สะอาดสะอ้านเฉกเช่นนี้มาก่อน...
“ลงบันไดเรือนไปห้องอาบน้ำอยู่ทางด้านซ้ายเสื้อผ้าข้าจัดเตรียมไว้ให้แล้ว เ้าอาบเองคงได้กระมัง” หญิงสาวกล่าวสำทับชิงหยุนออกก้าวเดินอย่างว่าง่าย ร่างผอมตรงไปสุดโถงของชั้นสอง พลางลงบันไดไม้ด้วยความสนอกสนใจเป็พิเศษ“บันได บันไดของจริง” เด็กชายพึมพำในลำคอพลันเลี้ยวซ้ายตรงหัวมุม มุ่งหน้าเข้าสู่ทางเดินหินไปยังห้องอาบน้ำ
เขาจำไม่ได้เลยว่าครั้งล่าสุดเขาอาบน้ำเมื่อไหร่? แต่ก็พอจำได้เลือนรางถึงวิธีใช้ของต่างๆภายในห้องน้ำจากห้วงความทรงจำในวัยเด็ก
ห้องอาบน้ำที่ว่านั้นอยู่ในบริเวณสวนมีกำแพงโอบล้อมดูไม่สูงเท่าไหร่ มีถังไม้ขนาดใหญ่บรรจุน้ำด้านใต้ถังตั้งอยู่บนเตาอิฐ มีแท่นหินปูเป็บันไดให้ลงอาบ
น้ำอุ่นกำลังพอดีชิงหยุนแก้ผ้าก้าวขาลงแช่ด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยได้ััมานานคราบสกปรกหลั่งไหลจนน้ำอุ่นเปลี่ยนสี ดอกกุหลาบที่ลอยเหนือน้ำใช้ดับกลิ่นเหม็นกำลังทำหน้าที่ของมันได้ดี
ชิงหยุนจัดการทำความสะอาดร่างกายตามความทรงจำที่จำได้เขาจัดการแปรงฟันบ้วนปากดำผุดดำว่ายชำระล้าง พลางหยิบอะไรบางอย่างที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับสระเส้นผมขึ้นชูหรา
“ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไรแต่น่าจะใช้สระผมได้แน่” กายเนื้อขาวบ่งบอกถึงสกุลชนชั้นสูงปรากฏหลังจากคราบสกปรกหลุดลอกออก ผิวพันธุ์เนียนกริบไร้รอยขีดข่วนหรือตุ่มกระใดๆก็เผยให้เห็นใบหน้าของชิงหยุนแบบชัดแจ้ง
ผมเผ้ารุงรังกระเซอะกระเซิงถูกขยี้สองมือนำกลีบดอกไม้ขยำรวมใส่ศีรษะเพิ่มความหอม ั์ตากลมโตวาวโรจน์เขาไม่ได้รู้สึกสนุกเฉกเช่นนี้มานาน
ไม่นานเท่าไหร่เด็กชายก็จัดแจงเช็ดเนื้อเช็ดตัวจนแห้งผ้านุ่งที่ถูกเตรียมไว้หน้าห้องแต่งตัวใกล้กับโรงอาบน้ำถูกหยิบจับขึ้นสวมใส่เหมือนว่าทุกสิ่งอย่างเหล่านี้ง่ายดายราวกับปอกกล้วยเหมือนชิงหยุนเคยใช้ชีวิตเฉกเช่นนี้มาก่อนที่จะไปอาศัยอยู่ในวัดร้าง
“โฮ่...อาบน้ำแต่งตัวเองได้ทุกกระเบียดนิ้ว เ้าคงมิใช่เด็กกำพร้าธรรมดาสินะ” หญิงสาวนามว่า ‘ผิงผิง’ เอื้อนเอ่ยพร้อมปรากฏตัวในห้องแต่งตัวเงาร่างนั้นจ้องมองเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เด็กชายสวมใส่อย่างพอใจ “งดงาม เอาล่ะ ไปนั่งหน้ากระจกทองเหลืองเสียเดี๋ยวข้าจะสางผมเผ้าและรวบผมให้”
ชิงหยุนเดินไปเบื้องหน้ากระจกโลหะก่อนนั่งคุกเข่าลงใบหน้าผอมแต่แฝงไปด้วยความน่ารักปรากฏสะท้อนจนเด็กหนุ่มไม่คิดว่าเป็ตัวเองและเมื่อเขาสังเกตเห็นเครื่องแต่งกายที่หญิงสาวปริศนานามว่า ‘ผิงผิง’ เตรียมไว้ให้ ก็ดูเหมือนจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าชิงหยุนเป็เด็กผู้หญิงไปเสียอย่างนั้น...
หญิงสาวหวีผมถักเปียให้ชิงหยุนแบบตั้งอกตั้งใจั์ตาทรงเหยี่ยวคาดหวังเม็ดเงินเป็กอบเป็กำที่กำลังจะเข้ากระเป๋าในอนาคต “จากนี้ไปเ้าต้องกินอาหารที่เตรียมไว้ให้ครบทั้งสามมื้อเรียนหนังสือ และฝึกมารยาท”
ชิงหยุนจ้องมองตัวเองในกระจกเขาจ้องมองเปียทั้งสองข้างแล้วน้ำตาคลอไหลนองเต็มใบหน้า เพราะในที่สุดเด็กชายก็นึกออก! นีกออกว่ามีสิ่งสำคัญในชีวิตของเขาขาดหายไป...
“ลี่หลิน”ชิงหยุนเอื้อนเอ่ยขี้มูกโป่ง ขณะที่ผิงผิงเบ้ปากขมวดคิ้ว “ไม่ต้องร้องไห้ดีใจขนาดนั้น แล้วนั่นชื่อของเ้ารึ? ลี่หลิน?”
เด็กชายไม่ตอบกลับสิ่งใดแต่พยายามฝืนยิ้มตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้แก่เพื่อนรัก สมองครุ่นคิดวนเวียน ว่าเขาจะออกตามหาลี่หลินได้ที่ไหนบ้าง?แล้วเวลาล่วงเลยมาตั้งขนาดนี้ เด็กหญิงจะยังคงสบายดีหรือเปล่านะ หรือว่าจะ....
ยิ่งชิงหยุนคิดน้ำตาก็ยิ่งไหลยิ่งคิดเท่าไหร่ หนทางก็ยิ่งริบหรี่ เพราะ... เวลานี้...เขาแทบจำเส้นทางใดๆไม่ได้ด้วยซ้ำ แถมยังไม่รู้อีกว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน? แล้วจะต้องทำอย่างไรถึงจะกลับไปหาลี่หลินได้!
ใช่! เขายังคงเป็เพียงแค่เด็กอายุสิบหนาวเท่านั้น...
ความรู้สึกแน่นหน้าอกของชิงหยุนกลับมาอีกครั้งความรู้สึกเศร้าหม่นหมองที่จะไม่ได้เจอกับเพื่อนสนิทอีกแล้วประเดประดังเข้ามาแบบต่อเนื่อง...
ผิงผิงหวีผมถักเปียให้ชิงหยุนเสร็จสิ้นก่อนจะหยิบปิ่นทองคำรูปผีเสื้อปักประดับผมให้แก่เด็กชาย ั์ตาเปี่ยมไปด้วยเลศนัย“ต่อไปนี้ ไม่มีอะไรที่เ้าต้องร้องไห้อีกแล้ว ‘ลี่หลิน’ ...ข้าคือแม่ของเ้าแล้ว เข้าใจไหม?”หญิงสาวโอบกอดปลอบประโลมร่างผอม หัวสมองยังคงคิดถึงตำลึงทองที่ได้จากการขายเด็กน้อยเข้าวังหลวงเต็มโสตประสาท
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาชิงหยุนกลับกลายเป็เด็กเงียบขรึมพูดน้อยอีกครั้งเด็กชายไร้ซึ่งวี่แววของความรู้สึกนึกคิดใดๆ บนใบหน้า... มีแต่เพียงรอยยิ้มแสร้งทำแบบจอมปลอมปรากฏขึ้นแทนที่ใครสั่งให้ทำอะไร เรียนอะไร สอนอะไร ก็ทำตามอย่างว่านอนสอนง่ายั์ตาเหม่อลอยเปี่ยมความทุกข์อยู่ตลอดเวลา
เรียนมารยาทเรียนเขียนอ่านท่องจำตัวหนังสือเด็กชายมีพื้นฐานแน่นอยู่แล้วจากการสั่งสอนจากลี่หลิน ตลอดจนถึงการฟ้อนรำท่องบทกวี หรือดีดพิณก็ทำได้ง่ายดายราวกับอัจฉริยะ เพียงแต่ชิงหยุนจะกระทำทุกอย่างด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งความสุขใดๆ
“มารยาทงามมากลี่หลินเ้าช่างสมกับเป็กุลสตรียิ่งนัก” ผิงผิงเอื้อนเอ่ยชื่นชมการที่เห็นชิงหยุนไม่แสดงอากัปกิริยาเหมือนเด็กทั่วไปหาใช่ว่าเด็กชายจะมีมารยาทที่ดีเสียหน่อยเพียงแต่ในมุมมองของคนอื่น เด็กชายกลับดูเหมือนประพฤติตัวได้เหมาะสมกับการเป็ข้ารับใช้ในวังหลวงั้แ่อายุยังน้อย...จึงทำให้ครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้ล้วนกล่าวชมเชยเป็เสียงเดียวกัน
“บุตรีของท่านช่างเป็เด็กที่ข้าไม่เคยพบ...แม่นางผิงผิงเด็กหญิงที่มีความสามารถรอบด้านเฉกเช่นนี้ แม้แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ก็คงอยากได้ตัวเป็สะใภ้” อาจารย์หนวดยาวลูบเคราจ้องตัวอักษรที่ชิงหยุนเป็คนเขียน
“ลี่หลินเป็เด็กดีเ้าค่ะขอบคุณอาจารย์หวังซื่อที่ให้ความเอ็นดู” บทสนทนานั้นทำให้ชิงหยุนรู้แล้วว่าทุกคนล้วนเรียกเขาว่า ‘ลี่หลิน’ บุตรสาวคนโตแห่งตระกูลเจียงซึ่งเป็ตระกูลพ่อค้าทาสรายใหญ่แห่งแคว้นเฉิน ทว่า...จะอย่างไรก็แล้วแต่ ตัวของชิงหยุนในตอนนี้ไม่ได้สนใจสิ่งใดเลยสักนิด
ใบหน้าเศร้าสร้อยของเด็กชาย ที่บังเอิญดูเหมือนหญิงสาวน่ารักนางหนึ่งกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างริมฝีปากรูปกระจับขยับพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ลี่หลิน...ข้าไม่ได้โง่ และข้าจักไม่โง่...ข้าจะเรียนวิชาความรู้ทุกอย่างในแบบที่เ้าเคยสั่งสอน และจะออกตามหาเ้าให้พบแม้เ้าจะกลายเป็ผง หรือเถ้าถ่านข้าก็จักหาเ้าให้เจอ”น้ำตาของเด็กน้อยผิวขาวไหลออกมาแบบเงียบเชียบ ไร้ซึ่งน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ร่างนั้นกำลังจดจ้องมองแผนที่ภูมิศาสตร์เพื่อค้นหาวัดร้าง ‘จูไท่เก๋อ’
โปรดติดตามตอนต่อไป