บทที่ 37 เผชิญหน้ากับคนปากมาก
เวลาช่างผ่านไปนานเหลือเกิน… กว่าป้าหวังที่ระเบียงฝั่งตรงข้ามจะค่อย ๆ หันตัวกลับมา เมื่อเห็นรอยยิ้มหวานของหลี่ซิงเหอ เธอจึงฝืนยิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน "อ้าว ซิงเหออยู่บ้านด้วยเหรอ? มาตากผ้าเหมือนกันเหรอจ๊ะ? เธอทำงานของเธอไปเถอะ ป้าไม่ได้พูดอะไรหรอก" พูดจบก็รีบเดินกลับเข้าไปปิดประตูระเบียงดังปัง ทั้งยังลืมเอากะละมังเข้าบ้านอีกด้วย
หลี่ซิงเหอทนแทบไม่ไหว จนหลุดขำพรืดออกมา แล้วนั่งยอง ๆ ลงอีกครั้งเพื่ออยู่เป็นเพื่อนแม่ไก่และผักป่าของตัวเอง
ประตูระเบียงเปิดอยู่ตลอด เมื่อครู่หวังฟางก็ได้ยินเสียงแว่ว ๆ เธอจึงเดินออกมาเห็นว่าลูกสาวกำลังให้อาหารแม่ไก่พลางหัวเราะอย่างมีความสุข
"ลูก ไม่โกรธที่ป้าหวังพูดแบบนั้นเหรอ?"
"แม่คะ จะโกรธเธอไปทำไมล่ะ? พวกเราสองคนก็เห็นความเย็นชาของโลกมามากตั้งมากมายแล้ว เรื่องแค่นี้น่ะเป็นเรื่องไร้สาระที่มีแต่คนว่างงานพูดกันนั่นแหละค่ะ พวกเราก็แค่ฟังแล้วตลกตามไปด้วยแค่นั้นก็พอแล้วค่ะ ใช่ไหมคะแม่?"
หวังฟางได้ยินก็หลุดขำ เรื่องไร้สาระ? นี่ลูกสาวคิดมุกตลกแบบนี้ได้ยังไง
"แม่คะ ถ้าเจอคนในครัวพูดอะไรที่แม่ไม่อยากฟัง แม่ก็ด่ากลับไปเลยนะ" เธอลุกขึ้นบีบแขนแม่เบา ๆ "แม่ยังผอมอยู่เลย กินเยอะ ๆ หน่อย ออกกำลังกายบ้างก็ดีนะคะ จะได้ไม่เสียเปรียบตอนกระชากผมกับคนอื่น"
หวังฟางได้ยินเช่นนั้นยิ่งหัวเราะใหญ่ "ได้ ต่อไปเรื่องต่อยตีแม่จะไม่ให้ลูกต้องเป็นห่วงเลย"
"พวกเราสองคนแม่ลูกนี่ เคยผ่านความทุกข์มามากมายจริง ๆ นะ แต่ลูกไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอก ตอนนี้ชีวิตเราดีขึ้นมากแล้ว แค่ลูกมีความสุข ไม่ต้องลำบากเหมือนเมื่อก่อน แค่นี้แม่ก็ไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีกแล้วล่ะ"
หวังฟางพูดพลางยื่นแก้วนมให้ "ลองชิมดูสิ นมผงตราดาวแดงที่แม่ชงให้ ตอนกลางวันแม่อดใจไม่ไหวชงดื่มไปแก้วหนึ่งแล้ว นมนี่มันหอมหวานและเข้มข้นมากเลย"
แม่ลูกต่างถือแก้วนมคนละแก้ว พิงราวระเบียงดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อย
ต้นฤดูร้อนมาเยือนแล้ว สายลมอ่อน ๆ พัดใบไม้ริมถนนดังพรึ่บพรั่บ
การได้อยู่กับแม่แบบนี้ พิงราวระเบียงมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ทำให้เธอนึกถึงคืนมากมายที่เคยมองหุบเขามืดมิดตอนอยู่ที่หมู่บ้านเคาซาน ความรู้สึกในใจตอนนี้แตกต่างจากตอนนั้นราวฟ้ากับดิน เมื่อก่อนเธอเหมือนแมลงที่ติดอยู่ในโคลนตม ต้องพยายามเงยหน้าสุดแรงเพื่อหายใจ แต่ตอนนี้ มีแค่นมอุ่น ๆ ที่แม่ชงให้อยู่ในมือ ส่วนข้าง ๆ คือแปลงทดลองที่มีผักป่าเขียวชอุ่ม ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองตอนนี้เหมือนดอกกุหลาบป่าที่เพิ่งดูดซับน้ำค้างจนชุ่มฉ่ำ
"แม่คะ ตอนนี้หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นดอกกุหลาบป่า"
"อืม แม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นดอกกุหลาบ"
แม่ลูกมองหน้ากันแล้วยิ้ม ชนแก้วนมกันเบา ๆ เสียงดังกังวานในความมืด
วันรุ่งขึ้น หลี่ซิงเหอจัดเตรียมทุกอย่างในร้านเรียบร้อย สินค้าเรียงรายเต็มชั้นวางและห้องเก็บของ ขณะนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว วันใหม่ของการทำเงินก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง!
เงินสดในมิติพิเศษที่เธอสะสมไว้สองเดือนนี้ไม่น้อยเลย ยอดขายเกือบทั้งหมดเท่ากับกำไรสุทธิ แบบนี้ใครจะทนได้ล่ะ ฮิ ๆ ๆ หลี่ซิงเหอเข้าไปในมิติพิเศษ เธอรู้สึกพอใจมากเมื่อมองกอง 'เงิน' ของตัวเอง แล้วถอนหายใจด้วยความ 'อุกอาจ'
หลี่ซิงเหอยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจ ก็เห็นโม่เป่ยเดินเข้ามา "วันนี้พวกเราไปดูที่ดินกันเถอะ"
ข้อเสนอของโม่เป่ยตรงใจเธอพอดี แต่เดิมเธอก็คิดจะหาเวลาว่างสักวันสองวันแล้วชวนเขาไปดูสถานที่จริงอยู่แล้ว แต่การมีโม่เป่ยไปด้วยก็ยิ่งดีและสะดวกขึ้น "ได้สิ แล้วเราจะออกเดินทางกี่โมง?"
"ผมขึ้นไปจัดการงานวันนี้ก่อน ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยออกเดินทางกันนะ ตกลงไหม?"
"ได้ งั้นฉันอาจจะต้องจ้างพนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ตของคุณมาดูแแลร้านให้ด้วย"
"เรื่องนี้ผมจะจัดการให้เอง"
โม่เป่ยพูดจบก็หมุนตัวเดินไปที่สำนักงาน ขณะนี้ใกล้ถึงเวลาประชุมเช้าแล้ว มีเรื่องที่ต้องจัดการอยู่หลายอย่าง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา โม่เป่ยพร้อมพนักงานที่จะมาช่วยดูแลร้านให้เธอก็มาปรากฏตัว เป็นคนเดิมสองคนนั้นอีกแล้ว ลี่ซิงเหอยิ้มให้พวกเขาทั้งสอง พลางบ่นในใจว่า ทั้งสำนักงานมีแค่พวกคุณสองคนที่ว่างหรือไง?
"ขอบคุณที่ช่วยนะ เดี๋ยวกลับมาค่อยว่ากัน!"
สามคนหัวเราะอย่างเข้าอกเข้าใจ "คุณหลี่ ไม่ต้องห่วงนะ เชื่อใจพวกเราได้เลย"
หลังจากที่หลี่ซิงเหอวางเงินทอนไว้ในลิ้นชัก เธอก็หยิบกระเป๋าสะพายเล็ก ๆ ที่ซื้อมาจากตลาดกลางคืนและสะพายมาสองเดือนแล้ว รีบวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ต โดยมีโม่เป่ยยืนรออยู่
ต้นฤดูร้อนมาถึงแล้ว วันนี้เธอสวมกางเกงยีน เปลี่ยนจากเสื้อไหมพรมที่ใส่มาตลอดเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดาที่สวมใส่แล้วดูหลวมและค่อนข้างบาง ในเมืองอวิ๋นถิงมีลักษณะการแต่งตัวที่ค่อนข้างอิสระและทันสมัยอยู่แล้ว สาว ๆ ในเมืองนี้ก็กล้าแต่งตัวตามที่นิยมและจะใส่ชุดชั้นในสวย ๆ ข้างในด้วย ส่วนหลี่ซิงเหอนั้น เธอสวมเสื้อกล้ามสีขาวไว้ข้างในเพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยอีกด้วย
โม่เป่ยมองเธอแล้วมองตัวเอง พลางหัวเราะในใจ ไม่คิดว่าจะกลายเป็นชุดคู่โดยไม่ตั้งใจไปได้ หลี่ซิงเหอไม่เข้าใจเรื่องชุดคู่อะไรนักหรอก แต่ก็สังเกตเห็นเหมือนกัน จึงถามขึ้นว่า "เอ๊ะ? พวกเราใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเหมือนกันนี่นา"
"ผมเห็นคุณเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย แต่ใช้กระเป๋าใบนี้มาตลอด มันมีความหมายอะไรพิเศษสำหรับคุณหรือเปล่า?" ขณะที่ทั้งสองคนเดินไปที่รถของโม่เป่ยก็ชวนคุนกันไปมาเรื่อย ๆ
"มันไม่มีความหมายอะไรหรอก ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนก็เพราะว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตของคุณไม่มีกระเป๋าผู้หญิงขายน่ะค่ะ"
"อ๋อ" โม่เป่ยพยักหน้าเบา ๆ เพื่อทำความเข้าใจ ดูเหมือนว่าสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตของเขาตอนนี้ยังไม่ครบครันนัก
"อีกไม่นานผมจะเปิดห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ ที่นั่นจะมีเสื้อผ้าผู้หญิงและกระเป๋าเยอะแยะเลยนะ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วคุณอยากไปเดินดูผมก็ยินดี"
"ฉันได้ยินมาบ้างแล้ว เป็นห้างสรรพสินค้าระดับหรูใช่ไหม แต่ฉันไม่ซื้อหรอก ฉันไม่มีเงิน"
โม่เป่ยช่วยเปิดประตูรถให้เธอ จากนั้นก็เดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งของตัวเอง "คุณไม่มีเงินซื้อกระเป๋า แต่กลับอยากซื้อที่ดินของผมเหรอ"
หลี่ซิงเหอคลำหาเข็มขัดนิรภัยมาคาด โม่เป่ยมองเธอแล้วชี้ไปที่ข้างเบาะ "เสียบตรงนี้ก็ได้"
"การซื้อที่ดินเป็นเรื่องที่จำเป็นน่ะ ส่วนกระเป๋ามียี่ห้อหรูหราแบบนั้นยังไม่อยู่ในรายการที่จะซื้อในตอนนี้"
โม่เป่ยมองหญิงสาวข้างกายด้วยสายตาชื่นชม แล้วขับรถออกไป
วันนี้อากาศแจ่มใส มีลมพัดเบา ๆ โม่เป่ยเปิดหน้าต่างรถเพื่อเชยชมทิวทัศน์ สายลมต้นฤดูร้อนที่แสนสบายพัดเข้ามาในรถ ผมยาวของหลี่ซิงเหอปลิวไหว เส้นผมบางเส้นซุกซนปลิวระบายที่แก้มของเธอ รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย เธอพาดแขนไว้ที่กรอบหน้าต่าง เอาใบหน้าเล็ก ๆ พิงแขน จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างไม่วางตา
เมืองใหญ่ที่อาศัยอยู่มาสองเดือนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ออกมาชมมันอย่างจริงจังในเวลากลางวัน
"รู้สึกเหมือนหนีงานมาเที่ยวเล่นไหม?" โม่เป่ยมองท่าทางของเธอแล้วถามเบา ๆ
"อืม รู้สึกดีจังเลยนะ" เธอตอบอย่างจริงใจ
โม่เป่ยหันไปมองข้างทางแวบหนึ่ง จากนั้นก็หมุนพวงมาลัยจอดรถเข้าข้างทาง "รอผมในรถสักครู่นะ ผมจะไปซื้อของหน่อย" เขาพูดเสียงเบาพลางปลดเข็มขัดนิรภัยออก
"ได้ค่ะ"
โม่เป่ยเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ข้างทาง หลังจากผ่านไปไม่นานนัก เขาก็เดินออกมาพร้อมถุงของในมือ
หลังจากนั่งลงในรถ เขาก็ส่งถุงที่เพิ่งซื้อมาให้เธอ
หลี่ซิงเหอเปิดดู ข้างในเป็นขนมและเครื่องดื่ม
"ฉันนึกว่าคุณจะไปซื้อบุหรี่ แต่นี่มัน...?"
"ผมรู้สึกกระหายน้ำนิดหน่อย เลยซื้อขนมมาฝากคุณด้วย ทางที่เราจะไปค่อนข้างไกล ถ้ารู้สึกเบื่อ ๆ ก็กินขนมได้"
พูดจบโม่เป่ยก็ยื่นมือไปหยิบน้ำอัดลมกระป๋องหนึ่งออกมาจากถุง ดึงห่วงเปิดแล้วดื่มอึกใหญ่ จากนั้นก็วางไว้บนที่วางแขนตรงกลางระหว่างที่นั่งคนขับกับที่นั่งข้างคนขับของรถคราวน์
รถออกตัวอีกครั้ง หลี่ซิงเหอหยิบน้ำอัดลมที่เหลืออีกกระป๋องออกมา เลียนแบบโม่เป่ยเปิดแล้วจิบลองชิม
ดื่มไปคำแรก เธอขมวดคิ้วทันที "ทำไมรู้สึกเหมือนกัดลิ้นตัวเองแบบนี้"
"ดื่มครั้งแรกเหรอ?"
"อืม ครั้งแรก มีกลิ่นยาจีนด้วยหรือเปล่า?"
"ลองดื่มอีกสักหน่อยสิ คนส่วนใหญ่ที่ดื่มน้ำอัดลมครั้งแรกก็ไม่ค่อยชิน ถ้าไม่ชอบจริง ๆ ก็ไม่ต้องดื่มนะ"
หลี่ซิงเหอลองดื่มอีกครั้ง ความรู้สึกไม่รุนแรงเหมือนตอนจิบแรกแล้ว น้ำอัดลมนี่เพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็น ดื่มแล้วเย็นเฉียบ รู้สึกสบายขึ้นจังเลยนะ
เธออมน้ำไว้ในปาก รู้สึกถึงฟองของน้ำอัดลมเย็น ๆ ที่แตกซ่าบนปลายลิ้น แล้วค่อยกลืนลงไป
"ดื่มได้ไหม?"
"อืม ดื่มได้" ถึงจะไม่ได้ดื่มง่ายเหมือนนมมอลต์กับนมที่แม่ชงให้ แต่พอดื่มไปหลายอึกเธอก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าสนใจ
ในถุงยังมีขนมอีกหลายถุง เธอจึงถามขึ้นว่า "กินบนรถได้ไหม?"
"ได้สิ กินเลย"