หมิงเหม่ย

    บทที่ 5 เยว่หมิงเหม่ย

    บทที่ 5เยว่หมิงเหม่ย
    “เสี่ยวกัง. ..เจ้าอย่ามากความเลยน่า !! ชีวิตของบิดามารดาอยู่ในมือของเจ้าและข้านะ” ชายคนแรกกล่าวออกมา เขาละทิ้งแล้วซึ่งความลังเล แม้จะเวทนามากเพียงใดแต่ชีวิตบิดามารดาย่อมมีค่ากว่ามาก
    เสี่ยวกังนิ่งเงียบไปชั่วขณะ เขามันอ่อนแอ. .. อ่อนแอเกินไปที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ พลัน !! ร่างกายกลับชะงักค้างอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อได้พบเห็นใบหน้าของคุณหนูแสนอาภัพอีกครั้ง โชคร้ายนักที่จะไม่มีผู้ใดได้พบเจอความงดงามราวนางอัปสรสวรรค์ผู้ร่วงหล่นลงจากชั้นฟ้าเฉกเช่นคุณหนูอีก
    ดวงตาทอประกายงดงามราวดวงจันทรานั้นหลบเลี่ยงอยู่ภายใต้เปลือกตาที่แนบชิดปิดสนิท คิ้วที่ดูดกดำคล้ายรูปจันทร์เสี้ยวดูน่าค้นหาอย่างมากเช่นเดียวกับจมูกโด่งที่เชิดรับกันอย่างเข้าที นางมีใบหน้าเรียวเล็กที่น่าสัมผัสราวกับห้วงเสน่ห์หาที่ยากจะต้านทาน ประกอบกับริมฝีปากที่อวบอิ่มดึงดูดใจชายทุกผู้ได้อย่างหมดสิ้น ด้วยความงดงามของใบหน้างามนี้ สมควรอย่างยิ่งที่นางจะกลายเป็นหญิงงามล่มแคว้นล่มนครได้อย่างง่ายดาย
    นอกจากนั้นรูปกายคุณหนูยังนับว่าดึงดูดใจชายได้มากยิ่งนัก ด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป และที่สะดุดตายิ่งคงจะเป็นผิวกายที่ขาวสะอาดประดุจหิมะ ทั้งยังแลดูเนียนนุ่มน่าสัมผัสอยู่มากเลยทีเดียว แม้ที่ผ่านมานั้นร่างกายของคุณหนูผู้นี้จะมิได้รับสิ่งของบำรุงมากนัก แต่กระนั้นแล้วก็มิอาจกลบความงดงามที่ติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิดของนางได้เลย คิดแล้วก็น่าเวทนานัก หากนางสามารถใช้เวทย์ศาสตราเช่นพี่น้องคนอื่น ๆ แล้วล่ะก็ บางทีชะตาชีวิตของนางอาจพลิกผันราวพลิกตลบฝ่ามือเป็นแน่
    วินาทีที่ได้มองพิศใบหน้างามนั้นอีกครา ชายทั้งสองต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความทรงจำที่ผ่านมาต่างโลดแล่นเข้าสู่หัวสมอง ชะตาแสนโชคร้ายของคุณหนู ความเมตตาที่นางมีให้แม้ตัวเองจะลำบาก แต่กระนั้นหากพวกเขาไม่ทำผู้รับเคราะห์กรรมจะกลายเป็นบิดาและมารดาของเขาเอง
    หลังผ่านไปหลายต่อหลายนาที ชายทั้งสองพลันได้สติอีกครั้งหนึ่ง พวกมันต่างยกร่างของคุณหนูนางนั้นออกจากโลงอย่างนิ่มนวล พลางนำร่าง ๆ นั้นเคลื่อนย้ายไปใกล้กับริมขอบของน้ำตกมโหฬารที่น่าหวาดกลัวนั่น
    ณ ตอนนั้นเองพี่ชายของเสี่ยวกัง พลันหยิบบางอย่างที่เหน็บเอาไว้ข้างเอวของเขาออกมา มันคือมีดสั้นแสนคมกริบจากตระกูลคู่อริของตระกูลเยว่ ตระกูลซู่นั่นเอง ดูท่าแล้วหญิงร้ายเหล่านั้นจะมิได้วางแผนแค่เพียงให้นางตายไปเฉย ๆ เสียแล้ว พวกนางพยายามจัดฉากว่าตระกูลซู่ ขโมยศพของคุณหนูผู้แสนอาภัพไป ทั้งยังใช้มีดของตนปักแทงลงไปยังร่างของคุณหนูผู้แสนอาภัยแม้นางจะตายไปแล้วก็ตาม
    ซึ่งถ้าหากพบศพของคุณหนูในอีกหลายวันต่อมา พลางได้เห็นมีดของตระกูลซู่เสียบแทงไปยังร่างของนางแล้วล่ะก็ ตระกูลเยว่ก็จะมีหนทางในการเอาผิดตระกูลซู่ได้ นี่นับเป็นการยิงปืนนกเดียวได้นกถึงสองตัว แต่ทุกสิ่งต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า มีดนั่นต้องปักไปยังหัวใจของคุณหนูแสนอาภัพ และพวกเขาจะต้องหาร่างของนางให้เจอ
    “ท่านพี่ !! ท่านอย่าคิดบ้า ๆ นะ” เสี่ยวกังกล่าวร้องเตือนไปยังพี่ชายของตน
    “ข้าไม่มีทางเลือก !!” พี่ชายของเสี่ยวกังกล่าวตอบ เขากระชับมีดนั่นในมือพลางเตรียมแทงลงไปยังหัวใจของคุณหนู
    “ไม่ !!” เสี่ยวกังกล่าวตวาดออกมา พลางกระโจนสุดตัวปัดมีดในมือของพี่ชายออกไป
    “เสี่ยวกัง !! เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า ??” พี่ชายของเสี่ยวกังกล่าวออกมา ในขณะเดินไปอีกทางเก็บมีดเล่มนั้น “แค่นี้ก็นับว่าเลวทรามมากพอแล้วท่านพี่ . .. ข้าไม่. .. ข้าจะไม่ยอมให้ท่านใช้มีดนั่นกับคุณหนูเด็ดขาด”
    เสี่ยวกังกล่าวตอบ พลันกลับตัวอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งไปยังร่างของคุณหนู พลางแบกร่างของคุณหนูขึ้นอย่างนิ่มนวล จากนั้นเขาก็โยนร่างของคุณหนูลงไปในน้ำตกมโหฬารนั่นในทันทีเป็นเสียงดัง ตู้มมมมมม !! ใหญ่ ท่ามกลางสายตาที่กำลังตกตะลึงอย่างที่สุดของชายอีกคนหนึ่ง
    “เสี่ยวกัง !! นี่เจ้า. .. รู้ตัวหรือไม่ ว่าเจ้าทำอะไรลงไป ?”
    พี่ชายของเสี่ยวกังกล่าวออกมา ใบหน้าดูเขียวคล้ำจนแทบดำมืด ไม่คิดเลยว่าจะถูกขัดขวางเอาไว้ ต่อแต่นี้ก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้คนของหญิงร้ายพวกนั้นตามหาร่างของนางได้พบ หาไม่แล้ว. .. เฮ้ออ. ..เขาไม่อยากที่จะคิดเลย
    เสี่ยวกังหาได้กล่าวตอบอันใดไม่ แข้งขาของมันพลันทรุดลงสู่พื้นกระแทกกับผืนดินบริเวณนั้นอย่างสุดแรง ดวงตาแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิดอย่างที่สุด หมัดทั้งสองต่างกำแน่นเช่นเดียวกับเล็บที่จิกเข้าไปในเนื้อจนก่อให้เกิดโลหิตไหลซิบออกมา ในขณะที่ปากของเขาก็พร่ำตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง “คุณหนู ขอท่านจงสาปแช่งสารเลวเช่นข้าเถอะขอรับ แต่ข้าขอสัญญาต่อท่าน การตายของท่านในวันนี้ ข้าเสี่ยวกังจะไม่ให้มันเสียเปล่าอย่างแน่นอน !!”
    หลังจากนั้นเสี่ยงกังก็เดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะกล่าวกับพี่ชายของมันเลยสักคำ พี่ชายของเสี่ยวกังพยายามกล่าวเรียก แต่ดูแล้วจะไร้ผล เสี่ยวกังคล้ายร่างที่ไร้ซึ่งวิญญาณไปเสียแล้ว และวันนั้นเองที่เสี่ยวกังได้หายตัวไป มิได้กลับไปยังตระกูลเยว่อีกเลย
                ซ่า. .. ซ่า. .. ซ่า. ..
    คลื่นน้ำไหลทะลัก เคลื่อนตัวไปตามทิศทางเดิม ๆ หลายพันปีแล้วที่มันเป็นมาเช่นนี้ที่แห่งนี้คือที่ ๆ สายน้ำทั้งห้าสายที่แสนสำคัญของแคว้นเซี่ยต่างไหลบ่ามารวมกัน ก่อนจะทิ้งตัวลงไปกลายเป็นน้ำตกมโหฬารที่ใหญ่โตเกินกว่าจะวัดขนาดของมันได้ ระยะความสูงระหว่างด้านบนสุดและปลายของน้ำตกนั้น มาจมีการกะเกณฑ์ เพราะมันสูงมาก. .. สูงจนมิอาจมองเห็นส่วนปลายของน้ำตกได้เลย หากมองจากด้านบนสุดนั้นร่างของหญิงสาวเคลื่อนคล้อยไปตามสายน้ำขนาดใหญ่ ที่กำลังไหลบ่าไปยังน้ำตกมโหฬารนั้นอย่างรวดเร็ว มองจากที่ไกล ๆ นั้นล้วนใกล้เคียงกับมดตัวเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในสายน้ำใหญ่ แม้ร่างกายจะเปียกชุ่มและถูกพัดพาอย่างรุนแรงถึงเพียงนั้น แต่ก็น่าประหลาดใจนักที่ร่างของนางกลับมิได้ถูกกลืนกินจากมวลมหาคลื่นน้ำลูกยักษ์ที่พัดพามาลูกแล้วลูกเล่าเลย
    และในตอนนั้นเอง ที่คิ้วดกดำคล้ายจันทร์เสี้ยวของนางพลันขมวดเข้าหากันอย่างช้า ๆ เปลือกตาแลดูจะหนักอึ้งอยู่สักหน่อย แต่ในที่สุดแล้วมันก็เปิดออกเผยให้ดวงตาทอประกายราวจันทราคู่นั้น
    “เกิดอะไรขึ้น. .. ? แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ?”
    หมิงเหม่ยรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วทั้งตัว กายคล้ายจะสูญสิ้นเรี่ยวแรงไปแทบสิ้น แม้แต่จะหายใจก็ยังยากลำบากอยู่ไม่น้อย คลื่นน้ำพลันตกกระทบใส่นางอยู่เป็นระยะ ๆ พร้อมความคิดของนางที่แล่นเข้ามา นางอยู่ที่ใด ? แล้วกำลังเกิดสิ่งใดขึ้นกับนางกันแน่ ?
    ครืนนนน. .. ครืนนนนน. ..
    ตู้มมมมมมมมมมม !!
    ณ ตอนนั้นเองคล้ายกระแสน้ำจะบ้าคลั่งมากขึ้น มันส่งเสียงดังอึกทึกยิ่งกว่าสมรภูมิใด ๆ ที่หมิงเหม่ยเคยเผชิญ และในตอนนั้นนั่นเองที่ร่างของหมิงเหม่ยร่วงหล่นลงไปพร้อมกับคลื่นน้ำจำนวนมหาศาล นางมิอาจขัดขืนใด ๆ ได้เมื่อยู่ต่อหน้าธรรมชาติที่แสนกราดเกรี้ยวเช่นน้ำตกมโหฬารนี้
    ร่างของหญิงสาวพลันร่วงหล่นลงไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางคลื่นน้ำจำนวนมหาศาล และเสียงดังสนั่นที่กลบทุกสิ่งอย่างที่นางสามารถได้ยิน หัวสมองของหมิงเหม่ยพลันคิดหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ในตอนนี้อย่างสุดกำลัง แม้ด้านล่างนั่นจะเป็นพื้นน้ำ แต่ก็ใช่ว่าตกลงไปแล้วจะไม่ตาย ด้วยความสูงมากถึงเพียงนี้ มันคงไม่ต่างกับตกใส่พื้นหินแข็ง ๆ เป็นแน่
    หากเป็นร่างเดิมของนางนั้น นางจะไม่กังวลหรือวิตกใด ๆ เลย ความสูงถึงเพียงนี้ล้วนมิได้ส่งผลใด ๆ ต่อเครื่องจักรไร้ความรู้สึกเช่นนางอยู่แล้ว แต่นั่นกลับต่างออกไปเมื่อร่างที่นางอาศัยอยู่นี้หาได้ใช่ร่างของนางไม่ ใช่ !! เพียงครู่เดียวนางก็พอทราบแล้ว ว่าร่างนี้มิใช่ร่างของนางอย่างแน่นอน
    นางมองไปยังมือของนาง ณ ตอนนั้นมือข้างขวาของนางดูจะมีอักขระบางอย่างที่นางคุ้นตายิ่งนัก อา. .. ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่กับข้า หมิงเหม่ยค้นพบทางรอดของนางแล้ว
    วินาทีนั้นนางกัดลงไปยังฝ่ามือข้างขวาของนาง มันก่อให้เกิดบาดแผลที่น่ากลัวอยู่สักหน่อย พร้อมโลหิตที่หลั่งทะลักออกมาจากบาดแผลนั่น โลหิตนั่นเคลื่อนย้ายออกไปหาได้เสียเปล่าไม่ พลัน !! มันกลับเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดาบยาวเรียวงามเล่มหนึ่ง ดาบสีเงินธรรมดา ๆ ที่ดูไม่ธรรมดา เพราะมันสามารถยืดตัวออกไปได้มากถึงห้าเมตร หรืออาจจะมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับหมิงเหม่ย
    ปึก. ..
    คมดาบสีเงินพลันปักไปยังหินผาของน้ำตกมโหฬารนั่น แต่ดูท่าแล้วนางยังมีแรงไม่มากพอที่จะประคองความเร็วไว้ได้ ร่างของนางยังคงร่วงหล่นลงไปด้วยความเร็วมากนัก
                ปึก. ..
    ด้วยเรี่ยวแรงที่อัดกำลังไปมากกว่าเดิม ดาบสีเงินดูเหมือนจะทะลวงหินผาได้มากยิ่งขึ้น แต่กระนั้นร่างของนางก็ยังคงร่วงหล่นลงมาด้วยความเร็วที่มากเกินไปอยู่ดี
    ครูดดด. .. ครูดดดดด. ..
    ดาบสีเงินครุดไปกับหินผานั่นอย่างรุนแรง ในขณะที่สองมือของหมิงเหม่ยพลันกระชับที่ด้ามดาบสีเงินนั่น นางมิมีทางปล่อยมันให้หลุดมือเป็นแน่ ในตอนนี้ดูเหมือนจะเหลืออีกเพียงร้อยเมตรแล้วเท่านั้นกว่าที่ร่างของนางจะตกกระทบเข้ากับผืนน้ำ ความเร็วที่ร่วงหล่นลงมานั้นนับว่าน้อยลงไปมากแล้ว แต่กระนั้นก็ยังถือว่าอันตรายอยู่พอควร
    ตูมมมมมมมมมม
    ที่สุดแล้วร่างของหมิงเหม่ยก็พลันกระแทกเข้ากับผืนน้ำที่กำลังบ้าคลั่งนั้น ดาบสีเงินพลันหายไปเมื่อทำหน้าที่ของมันจนเสร็จสิ้น ในขระที่หญิงสาวเองก็พยายามว่ายขึ้นเหนือผิวน้ำ หาไม่แล้วนางอาจมิสามารถลอยตัวสูงขึ้นมาได้อีก จากมวลน้ำมหาศาลที่กำลังไหล่บ่าลงมาอย่างไม่ขาดสาย
    “แฮ่กกก. .. แฮ่กกกก. ..” ทันใดนั้นร่างของหมิงเหม่ยก็โผล่พรวดขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้ในที่สุด ใบหน้าดูเหนื่อยอ่อนเป็นอย่างมาก จากการดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างบ้าระห่ำ นางพยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปในปอดให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ได้สำลักน้ำออกมาด้วย
    สายตาคมกริบของนางพลันมองหาผืนดิน เพราะด้วยร่างนี้นางคงมิอาจลอยตัวอยู่ในน้ำได้นานเป็นแน่ นางรู้สึกได้เลยว่าเรี่ยวแรงกำลังถดถอยมากขึ้นเรื่อย ๆ อากาศเหนื่อยอ่อนราวขาดใจเริ่มแสดงผลออกมาอย่างชัดเจน มันคือความรู้สึกที่นางพยายามจะปฏิเสธเพราะในโลกก่อนนั้น นางไม่เคยพบเจอความรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ด้วยร่างนี้มิใช่ร่างเดิมนั่น ภาระที่นางพบเจอจึงมิอาจเทียบกันได้เลย
    ในที่สุดแล้วหมิงเหม่ยก็พบผืนดินที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวขจี ห่างออกไปราวสองร้อยเมตรเป็นอย่างน้อย นางออกแรงว่ายอย่างสุดกำลัง ความเหนื่อยอ่อนถูกขับไล่ด้วยสภาวะจิตใจที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากเป็นคนอื่นแล้ว คงมิอาจทานทนได้นานถึงเพียงนี้
    “อึกกก. ..” เวลาต่อมานางก็สามารถว่ายจนมาถึงจุดหมายได้ในที่สุด ร่างกายที่อ่อนแรงและเปียกชุ่มไปด้วยน้ำนั้น พลันทิ้งตัวลงกับผืนดินในทันที ลมหายใจนับว่าแรงและหอบอยู่มาก แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับร่างกายส่วนต่าง ๆ ที่เย็นเยียบและชาจนแทบไร้ความรู้สึก
    “สารเลวตนใด โยนข้ามาในน้ำตกนี่กัน !! จากนี้ข้าจะตามหาเจ้า สาบานได้เลยเจ้าจะต้องไม่ตายดี. ..”หญิงสาวกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา แต่คำกล่าวนั้นล้วนเต็มไปด้วยโทสะอย่างมาก ยากนักที่เครื่องจักรไร้ความรู้สึกจะมีสภาวะเช่นนี้ มิใช่นางเริ่มแปรเปลี่ยนไปแล้วงั้นหรือ รู้สึกเหนื่อย รู้สึกโกรธแค้น หรือแม้กระทั่งกลัวที่จะตาย แปลกนัก !! หมิงเหม่ยไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
    จากนั้นหมิงเหม่ยก็พลันหมดสติไปอีกครั้งด้วยความเหนื่อยที่มากเกินกว่าร่างกายจะแบกรับได้ไหว นางจำยอมต่อความรู้สึกที่กดทับนี้พลางปล่อยให้มันคร่าสติของนางไป และในตอนนั้นเองที่ความทรงจำในโลกนี้ของคุณหนูผู้แสนอาภัพ พลันไหลบ่าเข้าใส่หัวของหมิงเหม่ย นางคือคุณหนูสี่แห่งตระกูลเยว่ หนึ่งในตระกูลหลักทั้งห้าของแคว้นเซี่ย และนามของนางก็คือ เยว่หมิงเหม่ย . ..