รันต์ใช้เวลาสองวันเรียบเรียงสำนวนขอหมายค้น เขาทำมันอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่เคยทำ
เอกสารการเดินบัญชีที่นิชาให้มา พิกัดจีพีเอสของรถกวินทร์ในคืนที่เหยื่อหายตัว รายการสั่งซื้อสารฟอร์มาลีนผ่านบริษัทนอมินี เขาเรียงมันเป็ลำดับ อธิบายความเชื่อมโยง และตรวจสอบทุกคำก่อนจะส่งให้หมวดเอกนำไปยื่นผู้กำกับ
เขาคิดว่าเท่านี้น่าจะแน่นพอให้ได้หมายค้น หรือเรียกตัวสอบสวน
ห้านาทีหลังจากหมวดเอกออกไป ประตูห้องก็ถูกผลักออกแรง
ผู้กำกับทรงพลยืนอยู่ที่กรอบประตู แฟ้มสำนวนอยู่ในมือ ใบหน้าบึ้งตึง
“รันต์ แกกำลังทำอะไรของแก ค้นบ้านกวินทร์ ศิริวัฒน์เหรอ ด้วยหลักฐานพวกนี้เนี่ยนะ” เขาฟาดแฟ้มลงบนโต๊ะเสียงดัง
“หลักฐานมีความเชื่อมโยงครับท่าน เหยื่อหลายรายหายตัวไป เส้นทางการเดินทางของเขาตรงกับเวลาเกิดเหตุทุกครั้ง แถมสารฟอร์มาลีนปริมาณมากนั่น…” รันต์ลุกขึ้นยืน
ผู้กำกับทรงพลตัดบท “คุณกวินทร์เป็สปอนเซอร์มูลนิธิตำรวจ เขาบริจาคเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลตำรวจเดือนที่แล้ว และนามสกุลศิริวัฒน์ก็สนิทกับหลายกระทรวง แกจะเอาทั้งสถานีไปเสี่ยงกับตระกูลนั้น เพียงเพราะเอกสารที่ได้มาจากสาวไฮโซประวัติเสียเนี่ยนะ”
“แต่ผมตรวจสอบแล้วว่าจริงนะครับ”
“หลักฐานที่ไม่ได้มาแบบชอบธรรม มันใช้ได้ที่ไหนกันเล่า!”
รันต์นิ่ง ไม่ใช่ว่าเถียงไม่ออก แต่เพราะเขารู้ดีว่า ผู้กำกับทรงพลไม่คิดจะฟัง
“ฉันสั่งเบรกเื่นี้ ห้ามยื่นขอหมายค้น ห้ามเข้าหากวินทร์อีก ถ้าแกมีอะไรใหม่ที่แน่นกว่านี้ค่อยมาคุย ไม่อย่างนั้นฉันจะสั่งพักราชการแกทันที! ไปทำคดีอื่นซะ!”
เขาหันหลังออกไป ปิดประตูกระแทกเสียงดังแสดงความเกรี้ยวกราด
รันต์ยืนอยู่ในห้องที่เงียบลงทันที มองแฟ้มที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ เขาทำงานสองวัน แต่มันกลับสูญเปล่าในห้านาที เขายืนนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง และมองลงไปที่ถนนข้างล่าง
ข้างๆ รถของผู้กำกับ มีรถตู้สีดำที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจอดอยู่ รันต์จดป้ายทะเบียนนั้นไว้ แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ ก่อนจะโทรบอกรินทันที
เธอนั่งฟังโดยไม่พูดขัด
“ขอโทษจริงๆ ครับที่ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้เลย” เขาพูดตอนท้าย
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ คุณทำตามหน้าที่ทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ฉันคิดอยู่แล้วว่าอาจจะเป็แบบนี้”
“คุณรู้ว่ากวินทร์มีเส้นสายเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ เขาฉลาดพอที่จะสร้างเกราะก่อนที่จะทำอะไรทุกอย่าง แต่เกราะก็แค่ทำให้ใช้เวลานานขึ้น ไม่ได้ทำให้มันเป็ไปไม่ได้นี่คะ”
รันต์เงียบสักครู่ “คุณมีแผนอะไรอยู่ในหัวแล้วใช่ไหม”
“มีค่ะ คืนนี้เรามาเจอกันดีไหมคะ”
“ได้ครับ”
พวกเขานัดเจอกันที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำในคืนนั้น
รินมาถึงก่อน เธอนั่งอยู่ที่ม้านั่งริมน้ำ ลมยามค่ำพัดพาความชื้นของแม่น้ำมาปะทะหน้า เธอมองลงไปที่ผิวน้ำมืดๆ ข้างล่าง พลางนึกถึงจุดจบของนัทที่น่าจะไม่ต่างจากของตัวเองนัก
รันต์มาถึงสิบนาทีหลังจากนั้น เขานั่งลงข้างๆ เธอโดยไม่พูดอะไร
พวกเขานั่งอยู่เงียบๆ ด้วยกันสักครู่ ฟังเสียงน้ำและความวุ่นวายของเมืองที่ดังอยู่ไกลๆ
“ผมคิดว่าผู้กำกับทรงพลรับเงินกวินทร์ ผมไม่มีหลักฐาน แต่วันนี้ผมเห็นรถตู้สีดำคล้ายรถที่คอยขับสะกดรอยตามคุณจอดอยู่ข้างรถเขา เดี๋ยวผมจะตรวจสอบเงียบๆ” รันต์พูดในที่สุด
“คุณระแคะระคายบ้างไหมคะ ว่าเขาไม่ใช่คนที่ไว้ใจได้” รินถาม
“รู้สึกบ้าง แต่ไม่ได้รู้แน่ชัด”
“แล้วคุณจะทำยังไงกับผู้กำกับทรงพลคะ”
รันต์มองออกไปที่น้ำ “ผมเป็ตำรวจครับ ผมยังต้องทำงานในระบบ ยังต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ผมรู้ว่าผมอาจจะช่วยอะไรมากไม่ได้ในตอนนี้”
“แค่นี้คุณก็ช่วยฉันมากแล้วค่ะ”
รันต์ถามต่อ “คุณ้าให้ผมทำอะไรต่อไปดีครับ”
"แค่ให้คุณพร้อมเมื่อถึงเวลาค่ะ ฉันจะหาทางทำให้วินสารภาพเอง แต่ตอนที่เขาสารภาพ คุณต้องอยู่ที่นั่นพร้อมจับกุม”
“คุณตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ คุณนิชา” รันต์พูดช้าๆ พร้อมขมวดคิ้ว
“คุณไม่ต้องกังวลเื่นั้น แล้วปล่อยให้เป็หน้าที่ของฉันเองเถอะค่ะ”
รันต์มองหน้าเธอ แล้วพยักหน้าพร้อมกลืนน้ำลายลงคอ ด้วยความรู้สึกขนลุกซู่แปลกๆ เหมือนมีลมหนาวพัดผ่าน
เขาลุกขึ้น “นิชา ถ้าวันหนึ่งคุณพร้อมจะบอกความจริงทั้งหมด ผมก็สัญญาว่าจะฟัง ไม่ว่ามันจะดูน่าเหลือเชื่อแค่ไหนก็ตาม”
รินมองหน้าเขาที่แสงสลัวจากโคมไฟริมทางเดินฉาบฉาย เขาดูไม่ได้พยายามดึงข้อมูล แค่พูดในสิ่งที่เขา้าให้เธอรู้
“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดเบาๆ
รันต์เดินออกไป รินนั่งอยู่คนเดียวกับแม่น้ำและความเงียบ เธอยังไม่เห็นคำตอบชัดๆ ว่าจะทำให้วินสารภาพเองได้อย่างไร ทางตรงไม่ได้ผล เพราะเขาฉลาดเกินไป ทางระบบถูกปิดกั้น เหลือแค่ทางที่เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อมหรือเปล่า
นิชาเหยียดยิ้มลึกลับชวนขนลุก เกมกระดานนี้ถูกบีบให้เธอต้องก้าวเข้าสู่ด้านมืดอย่างสมบูรณ์พร้อม และเธอกำลังจะใช้อำนาจปรโลกตลบหลังระบบมนุษย์ในพริบตา
เหลืออีก 79 วัน