สูงขึ้นไปบนเชิงเทินหินที่เสียดแทงยอดเมฆ สายลมกรรโชกแรงจนธงทิวสะบัดเสียงดังพรึ่บพรั่บ ทว่าร่างของบุรุษผู้หนึ่งกลับยืนนิ่งสงบราวกับเป็ส่วนหนึ่งของป้อมปราการ
“เสวี่ยนห้าว” องค์ชายสามแห่งจินหลิง ยืนตระหง่านท้าทายลมหนาวในชุดเกราะเกล็ดปลาสีฟ้าหม่นแต้มประกายเงิน ยามต้องแสงแดดอ่อนๆ มันดูเลือนรางและเวิ้งว้างราวกับท้องฟ้าหน้าหนาวที่ปราศจากเมฆหมอกมาบดบัง สมศักดิ์ศรีผู้นำแห่ง “ทัพฟ้าไร้เมฆา” (天穹無雲軍) ที่ศัตรูต่างครั่นคร้าม
ท่ามกลางเสียงกลองศึกของฝ่ายศัตรูที่ดังกึกก้องมาจากเบื้องล่าง เสวี่ยนห้าวไม่ได้ะโสั่งการด้วยโทสะ ไม่ได้เร่งเร้าไพร่พลด้วยความตื่นตระหนก แม้แต่ลมหายใจของเขาก็ยังคงจังหวะสม่ำเสมอ ผิดแผกจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในเบื้องหน้า
นิ้วเรียวยาวขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี เอื้อมไปแตะคันธนูคู่กายที่ชื่อว่า “ไร้เงา” อย่างคุ้นชิน มันคือคันธนูสีดำด้านขนาดใหญ่ แกะสลักลวดลายเมฆาที่ถูกฉีกกระชาก ตัวคันธนูโค้งงดงามแต่แฝงกลิ่นอายสังหาร เส้นเอ็นขึงตึงเปรี๊ยะราวกับสายพิณมรณะที่พร้อมจะดีดบรรเลงเพลงบาดขั้วหัวใจของผู้ฟังทุกคนที่หลงเข้ามาในท่วงทำนองแห่งความตาย
“องค์ชายสามพะยะค่ะ...” แม่ทัพกองธนูผู้ยืนอยู่เื้ัก้าวเข้ามาใกล้อย่างนอบน้อม แต่อดไม่ได้ที่จะมีน้ำเสียงสั่นเครือ “ทัพหลงเฉิงบุกเต็มกำลังตามคาด ดูเหมือนพวกมันจะทุ่มสรรพกำลังเพื่อทุบประตูตะวันออกให้แตกในคราเดียว!”
เสวี่ยนห้าวทอดสายตามองลงไปยังทะเลฝุ่นเบื้องล่าง พยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“ดี… ถ้าเขาอยากจบ ข้าก็จะจบให้มันชัดเจน”
“แต่วันนี้... ทำไมพวกมันถึงบุกหนักมือผิดสังเกต?” แม่ทัพธนูเผลอหลุดปากตั้งข้อสังเกต ก่อนจะรีบก้มหน้าลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังก้าวก่ายความคิดของผู้บัญชาการ
แต่เสวี่ยนห้าวกลับไม่ได้ถือสา เขาเปรยออกมาเสียงเบาหวิว ราวกับกำลังสนทนากับสายลมที่พัดผ่าน
“เพราะมีคนอยากให้จบกระมัง...” ั์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย แฝงนัยยะลึกลับ
“...และคงมีคนอยากให้เริ่มใหม่”
คำพูดกำกวมนั้นทำให้คนข้างกายรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ ราวกับมีไอเย็นะเืแผ่ออกมาจากร่างของผู้เป็นาย
เสวี่ยนห้าวกวาดสายตาลงสู่สมรภูมิอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือคลื่นสีดำทะมึนของเกราะเหล็กที่กำลังโถมเข้าใส่กำแพงเมืองดุจเกลียวคลื่นบ้าคลั่ง และใจกลางของพายุเหล็กนั้น...มีบุรุษผู้หนึ่งโดดเด่นสะดุดตาเกินใคร
แม่ทัพใหญ่หลงเฉิง กู้เทียนอี้
เสวี่ยนห้าวไม่เคยปะทะกับคนผู้นี้ในสนามรบโดยซึ่งหน้า เคยได้ยินเพียงความบ้าบิ่นและความดุดันของอีกฝ่ายจนชินชา แต่ทว่าครั้งนี้...ทันทีที่สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างบนหลังม้าสีนิล ความรู้สึกบางอย่างกลับตีตื้นขึ้นมาในอก
มันไม่ใช่ความโกรธแค้น ไม่ใช่ความหวาดกลัว... แต่มันคือความวูบไหวที่อธิบายไม่ได้ หัวใจที่เคยสงบนิ่งดุจผิวน้ำ กลับเต้นผิดจังหวะกระตุกวูบไหว เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาดีดสายพิณในใจเขาให้เพี้ยนไปคีย์หนึ่ง
‘ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน... ทำไมข้าถึงรู้สึก…เหมือนเคย...’
เขาหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึกเพื่อกดข่มความรู้สึกประหลาดนั้นให้จมดิ่งลงไปในก้นบึ้งของจิตใจ หน้าที่ของเขาคือปกป้องจินหลิง ไม่ใช่มาพะวงกับความรู้สึกที่ไร้แก่นสารเช่นนี้
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสับสนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นเฉียบ เด็ดขาด และว่างเปล่าดุจท้องฟ้าไร้เมฆ สมเป็ผู้นำทัพฟ้าไร้เมฆา
“ส่งคำสั่ง!” น้ำเสียงของเขากังวานก้อง แม้ไม่ะโแต่ก็ได้ยินชัดเจนไปทั่วแนวป้อมปราการ “ให้หน่วยเกาทัณฑ์ชั้นหนึ่งประจำตำแหน่ง... ง้างสายรอ!”
มือขวาของเขาคว้าลูกธนูหัวเหล็กกล้าสามดอกขึ้นมาพาดสายพร้อมกัน การกระทำที่เหนือสามัญสำนึกทำให้ทหารรอบข้างกลั้นหายใจ
“และเตรียม... ‘สามดาราปลิดิญญา’”
เสียงรับคำสั่งดังกระหึ่มพร้อมเพรียง ทหารธนูฝีมือดีที่สุดของจินหลิงเรียงแถวหน้ากระดานจนแน่นขนัด ปลายลูกศรนับพันดอกสะท้อนแสงตะวันยามเช้าเป็ประกายวาววับ ราวกับพายุฝนเหล็กที่กำลังตั้งเค้า รอคอยเพียงคำบัญชาเดียวเพื่อร่วงหล่นลงมาล้างผลาญศัตรูให้สิ้นซาก!