เสียหน้าก็ช่างเถิด ตราบใดที่หน้าด้านพอ หน้าก็ไม่มีวันหมด แต่ศิลาิญญาที่เสียไปน่ะ มันเอาคืนมาไม่ได้นะ!
เสวียนจิ่วเซียนจวินมองไปยังฉู่หลินเฟิงด้วยความปวดใจอย่างยิ่ง "นายน้อย ท่านช่วยไม่หักเงินเดือนข้าได้หรือไม่ขอรับ?"
ฉู่หลินเฟิงตอบอย่างเที่ยงธรรมไร้ความลำเอียง "กฎของหอการค้า หากนำญาติมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกหักเงินเดือนสองส่วน"
เสวียนจิ่วเซียนจวิน "ข้าไม่ได้นำภรรยามาทำงานนะขอรับ!"
ส้านหงเซียว "เหลวไหล! จนถึงตอนนี้ข้ายังััได้ว่าภรรยาข้าอยู่ในอ้อมกอดเ้านะ!"
ฉู่หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก พลางพิจารณาอ้อมกอดที่ดูว่างเปล่าของเสวียนจิ่วเซียนจวินอย่างตั้งใจ
"จุ๊ ๆ " ไม่นึกเลยว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพจะเล่นกันดุเดือดขนาดนี้
คราวนี้ ต่อให้เป็คนหน้าด้านอย่างเสวียนจิ่วเซียนจวินก็ยังต้องอับอายจนหน้าแดงก่ำ ตวาดใส่ส้านหงเซียวว่า "ข้าแค่เอาหมอนข้างเสริมดวงของเ้ามาใบเดียว จำเป็ต้องใส่ร้ายป้ายสีกันขนาดนี้เชียวหรือ?"
เขาดึงเครื่องรางทรงยาวชิ้นหนึ่งออกมาจากคอ เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่ เครื่องรางจึงถูกหนีบเข้าไปในรักแร้อย่างไม่ระวัง ตอนดึงออกมาจึงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง
ส้านหงเซียวดีใจจนเนื้อเต้น พุ่งเข้าไปตามสัญชาตญาณ "ภรรยาจ๋า!"
เสวียนจิ่วเซียนจวินหลบได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นสิ่งนั้นไปตรงหน้าฉู่หลินเฟิง "นายน้อย ข้านำมาเพียงสิ่งนี้ มิได้นำญาติมาด้วย ดังนั้นหักเงินเดือนไม่ได้ใช่หรือไม่ขอรับ?"
ฉู่หลินเฟิงไม่กล้ารับภรรยาของผู้อื่น เขาเอนตัวไปข้างหลังเพื่อรักษาระยะห่าง และลอบมองภรรยาของคนอื่นอย่างระมัดระวัง
มันคือหมอนข้างทรงยาวที่ถูกย่อส่วนจนมีขนาดเท่าเครื่องราง บนนั้นเห็นได้ชัดว่ามีการปักด้วยฝีเข็มที่ละเอียดประณีตเป็รูปสตรีในชุดผ้าโปร่งบางเบา เสวียนจิ่วเซียนจวินส่งพลังิญญาเข้าไปเล็กน้อย ‘เครื่องราง’ ในมือก็กลายเป็หมอนข้างขนาดเท่าตัวคน รูปวาดหญิงผู้บำเพ็ญเพียรบนนั้นขยิบตาให้ฉู่หลินเฟิงอย่างเ้าเล่ห์
"เอาคืนมานะ!" ส้านหงเซียวคว้าไปทันที แล้วกอดหมอนข้างไว้ในอ้อมอกแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขที่ได้ของรักคืนมา
เสวียนจิ่วเซียนจวินคิดจะแย่งคืน แต่พอจะยกมือขึ้นก็อดทนไว้ได้ นี่คือหมอนข้างที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ซื้อใบหนึ่งก็ไม่ได้แพงนัก ฉู่หลินเฟิงไม่เข้าใจว่าเสวียนจิ่วเซียนจวินมีความชอบแปลก ๆ อะไร ถึงต้องไปขโมยมา
"เ้าไม่มีปัญญาซื้อหรือ?" เขาถาม
เสวียนจิ่วเซียนจวินพยักหน้าด้วยความละอาย "ซื้อไม่ไหวขอรับ"
ความจริงใจคือไม้ตายที่ร้ายกาจที่สุดเสมอ
ฉู่หลินเฟิงถึงกับเงียบกริบเพราะความซื่อสัตย์ของเขา ส่วนส้านหงเซียวปรายตามองเสวียนจิ่วเซียนจวินอย่างเหยียดหยาม พยายามเน้นย้ำความพิเศษของหมอนข้างใบนี้ให้ฉู่หลินเฟิงฟังว่า "นี่คือหมอนข้างเหอฮวนเซียนจื่อ รุ่นจำกัดจำนวนของร้านเทียนอี ว่ากันว่าในขั้นตอนการสร้างได้ใส่ขนไป๋เจ๋อลงไปด้วย สามารถนำโชคดีมาให้ผู้ได้ ใบหนึ่งราคาตั้งหนึ่งหมื่นศิลาิญญาระดับสูงเชียวนะ!"
[ว้าว! มีค่าเท่ากับหนึ่งในแปดส่วนของท่านเลยนะ!]
เสียงอุทานของเจียงซินทำให้ฉู่หลินเฟิงได้สติ เนื่องจากทางนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวมาสักพัก หลินเยี่ยนจึงกังวลว่าจะมีเื่เกิดขึ้น จึงพาเจียงซินมาตรวจสอบสถานการณ์ เ้าตัวเล็กชะโงกคอ มองดูหมอนข้างในอ้อมกอดของส้านหงเซียวอย่างละเอียด
[มีขนไป๋เจ๋อตรงไหนกัน? กล่าวเกินจริงชัด ๆ แต่มีธูปนำทางดอกท้อ ซึ่งช่วยเพิ่มดวงความรักได้ อืม... บางทีนี่อาจจะนับเป็การเสริมดวงอย่างหนึ่ง? ถึงอย่างนั้นก็ไม่คุ้มกับหนึ่งหมื่นศิลาิญญาระดับสูงหรอก! พวกเขาสามารถปล้นได้โดยตรงแท้ ๆ แต่กลับคืนหมอนข้างให้ใบหนึ่ง ช่างใจดีเหลือเกิน]
สำหรับฉู่หลินเฟิงในอดีต ศิลาิญญาหนึ่งหมื่นก้อนระดับสูงนั้นไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่ตอนนี้กระเป๋าของเขาว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าหน้าตนเอง ท่ามกลางความรังเกียจของเจียงซิน ฉู่หลินเฟิงจึงตระหนักได้ว่าร้านเทียนอีไม่เคยหลอกคนจนจริง ๆ
หลินเยี่ยนอายุมากกว่าฉู่หลินเฟิงไม่กี่ปี จึงมีความรู้มากกว่าเล็กน้อย เขารู้ว่าหญิงผู้บำเพ็ญเพียรที่ดูเย้ายวนบนหมอนข้างคือเหอฮวนเซียนจื่อ เ้าสำนักเหอฮวนคนปัจจุบัน หมอนข้างใบนี้ขายหนึ่งหมื่นศิลาิญญาระดับสูง คาดว่าแปดส่วนของราคาคงหมดไปกับรูปปักขนาดเท่าตัวคนนี้
เพียงแต่ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรที่มีนิสัยรักสะอาดเล็กน้อย หลินเยี่ยนไม่สามารถเข้าใจตรรกะของเสวียนจิ่วเซียนจวินได้ "ของที่มีรูปเหอฮวนเซียนจื่อมีตั้งมากมาย หากเ้าอยากได้ ก็ไปซื้ออันที่ราคาถูกกว่านี้สิ เ้าจะขโมยอันนี้ไปทำไม?"
เสวียนจิ่วเซียนจวิน "อันอื่นเสริมดวงไม่ได้ มีแต่อันนี้ที่ทำได้ขอรับ"
หลินเยี่ยนไม่เชื่อ สงสัยว่าเขาจะมีรสนิยมพิเศษอะไรบางอย่าง
เสวียนจิ่วเซียนจวิน "ข้าอยากเสริมดวงให้ร่ำรวยขอรับ"
หลินเยี่ยนเชื่อทันที ช่างเป็ความปรารถนาที่เรียบง่าย สมถะ และเป็สากลเสียจริง
แม้ว่าส้านหงเซียวจะเป็อาชญากรที่ถูกประกาศจับ แต่แดนิญญาเทียนเฉิงก็ยังคุ้มครองสิทธิของนักโทษ เมื่อเสวียนจิ่วเซียนจวินยอมรับว่าเขาเป็คนขโมยหมอนข้างมา ฉู่หลินเฟิงจึงคืนของให้ส้านหงเซียว "ตอนนี้ไปแบกเรือเหาะิญญาได้แล้วใช่หรือไม่?"
เมื่อเหลือบมองซิวโก่วระดับหลอมความว่างเปล่าที่นั่งยืดอกอยู่ข้างเจียงซิน ส้านหงเซียวก็ไม่กล้าขัดขืน "จะไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ"
ฉู่หลินเฟิงหันไปมองเสวียนจิ่วเซียนจวินอีกครั้ง "เื่หมอนข้าง ไม่หักเงินเดือน"
"จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!" เสวียนจิ่วเซียนจวินรีบขานรับ
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพทั้งสองสบตากัน และมองไปยังซิวโก่วพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ระดับหลอมความว่างเปล่ามีตบะสูงกว่า ย่อมแบกเรือเหาะิญญาได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
"นายน้อย ท่านผู้นี้ต้องไปกับพวกเราด้วยหรือไม่..."
ส้านหงเซียวยังพูดไม่ทันจบ ซิวโก่วก็เห่ากระโชกขึ้นมาทันที "โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!"
ท่านปู่หมาอย่างข้ามีหน้าที่คุมพวกเ้านะ! หมาผู้จัดการ เข้าใจหรือไม่?
มันดุมากจนทำให้เสวียนจิ่วเซียนจวินและส้านหงเซียวสะดุ้งโหยง ไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว รีบวิ่งไปใต้เรือเหาะิญญา แล้วช่วยกันแบกเรือเหาะิญญาไว้คนละด้าน
ต่อให้ซิวโก่วยินดี ฉู่หลินเฟิงก็ไม่กล้าให้มันทำงานนี้ เพราะตบะระดับหลอมความว่างเปล่าของซิวโก่วถูกเจียงซินช่วยยกระดับขึ้นมา ซึ่งสามารถคงไว้ได้ในระยะเวลาจำกัด หากต้องไปแบกเรือเหาะิญญา หลังจากสิ้นเปลืองพลังิญญาจำนวนมาก ตบะจะลดลงจากระดับหลอมความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นก็จะไม่มีใครกดส้านหงเซียวไว้ได้
"นายน้อย พวกเราจะบินไปทางไหนขอรับ?" เสียงของเสวียนจิ่วเซียนจวินดังขึ้นจากใต้เรือเหาะิญญา
หลินเยี่ยนส่งเจียงซินให้ฉู่หลินเฟิง จากนั้นนำเหรียญอีแปะและกระดองเต่าออกมาเสี่ยงทายอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็ได้ผลการทำนาย เขาขมวดคิ้วมองเหรียญอีแปะสามเหรียญในมือพลางนิ่งเงียบ จากนั้นจึงเสี่ยงทายอีกครั้งเพื่อคำนวณซ้ำ แล้วเขาก็นิ่งเงียบอีกครั้ง
ฉู่หลินเฟิงถามด้วยความไม่เข้าใจ "ศิษย์พี่รอง เกิดอะไรขึ้นหรือ? คำนวณไม่ได้หรือขอรับ?"
"ไม่ใช่ คำนวณได้ เพียงแต่..." หลินเยี่ยนมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ผลการทำนายสองครั้งติดกันชี้ไปทางเดียวกัน คือรอดตายหวุดหวิด"
ทะเลเมฆสามารถปิดกั้นความลับ์ได้ในระดับหนึ่ง เพื่อให้ผลการทำนายแม่นยำ หลินเยี่ยนจึงใช้ตนเองเป็เป้าหมายในการทำนาย เพื่อหาเส้นทางออกจากที่นี่ หากแม้แต่เขายังได้ผลลัพธ์ว่ารอดตายหวุดหวิด แล้วผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาจำนวนมากบนเรือเหาะิญญาจะรอดชีวิตได้อย่างไร?
เจียงซินเหลือบมองผลการทำนายในมือของหลินเยี่ยน และเดาได้คร่าว ๆ
[น่าจะเป็เพราะทางออกต้องผ่านอาณาเขตของอสูรเมฆาระดับข้ามทัณฑ์ตัวนั้นสินะ ต่อให้อสูรเมฆาระดับข้ามทัณฑ์ไม่อยู่ แต่พลังที่หลงเหลืออยู่ตรงนั้นก็จะโจมตีเรือเหาะิญญา การป้องกันของเรือเหาะิญญาไม่เพียงพอ ต้องแตกเป็เสี่ยง ๆ แน่ ถึงตอนนั้น คนบนเรือเหาะิญญาคงลำบากแน่ ๆ ]
ฉู่หลินเฟิงดูผลการทำนายไม่เป็ แต่เขาสามารถได้ยินเสียงในใจของเจียงซิน จึงรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อ "ศิษย์พี่รอง ก่อนออกเดินทางท่านคำนวณว่าเรือเหาะิญญาจะมีเคราะห์ แต่บอกว่าแค่ใแต่ไม่มีอันตรายไม่ใช่หรือ? ทำไมตอนนี้กลายเป็รอดตายหวุดหวิดไปได้?"
หลินเยี่ยน "รอดตายหวุดหวิด ก็เป็รูปแบบหนึ่งของใแต่ไม่มีอันตรายนั่นแหละ"
ยิ่งเข้าใกล้ความจริง ผลการทำนายก็ยิ่งแม่นยำ หลินเยี่ยนสงสัยอย่างยิ่งว่าเมื่อตนเองไปถึงอาณาเขตของอสูรเมฆาระดับข้ามทัณฑ์ตัวนั้นแล้วเสี่ยงทายอีกครั้ง คงจะคำนวณได้ว่าตอนหนีออกมา ตนเองจะเสียแขนข้างไหน หรือขาหักข้างไหนกันแน่