แสงแดดอุ่นยามสายลอดผ่านหน้าต่างห้องเข้ามา แต่มู่เฉินกลับเพิ่งลุกจากเตียงได้ไม่นาน เพราะเมื่อคืนเขาออกลาดตระเวนจนฟ้าสาง หลังจากล้างหน้าแต่งกายเรียบร้อย เขาผลักบานประตูออกไป ก็พบร่างของ จวินหลิ กำลังเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
มู่เฉินเพียงปรายตามองก็เข้าใจได้ทันที งานมาอีกแล้ว
ไม่นานนัก เขาถูกเรียกตัวให้ไปพบ เย่าหยาง ร่วมกับศิษย์ป้ายเงินอีกหลายคน ภายในห้องโถงใหญ่ เย่าหยางนั่งอยู่บนแท่นสูง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อีกเจ็ดวัน จะถึงกำหนดพิธีแต่งงานของ จวนสกุลกู่ ขุนนางระดับสูงล้วนมาร่วมงานครั้งนี้ ดังนั้นการดูแลความปลอดภัยไม่อาจมีช่องว่างได้ สำนักของเราก็มีหน้าที่ร่วมกับทหารและองครักษ์ในจวน”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียบทันที ทุกคนตั้งใจฟังอย่างไม่กล้าคิดเลินเล่อ หลังจากเย่าหยางสรุปเบื้องต้น จวินหลิเป็ผู้ลุกขึ้นอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ กำหนดให้แต่ละคนต้องสลับกันไปตรวจสอบพื้นที่ทั้งภายในและรอบ ๆ จวน ก่อนถึงวันงานจริง
เมื่อการประชุมสิ้นสุด ศิษย์แต่ละคนต่างแยกย้ายออกไป มู่เฉินเดินออกมายังลานด้านนอก เห็น ชางชง และ เสวี่ยอิง ยืนรออยู่แล้ว
เสวี่ยอิงรีบเข้ามาถามด้วยดวงตาเป็ประกาย
“นายท่าน! งานนี้เป็อย่างไรหรือเ้าคะ มีเื่ใหญ่จริงหรือไม่?”
มู่เฉินหัวเราะเบา ๆ ก่อนอธิบายพอสังเขปให้ฟัง และพลันนึกขึ้นได้ก็หันไปถามชางชงถึงเื่ที่ฝากให้ติดตามเมื่อคืน
ชางชงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“นางตื่นขึ้นยามฟ้าสาง เปิดประตูออกมาแล้วถามเพียงว่า… ใครเป็ผู้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ หลังจากนั้นก็แทบไม่พูดสิ่งใดต่อ”
เขาหยุดหายใจชั่วขณะ ราวกับนึกถึงบรรยากาศที่ยังติดค้างในใจ
“ข้าเดินตามนางไปได้ครู่หนึ่ง แต่นางหยุด หันมากล่าวคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงเ็า… เป็นัยว่าไม่ต้องติดตามอีก ข้าจึงไม่อาจทำอะไรได้นอกจากกลับมา”
มู่เฉินฟังแล้วเงียบไป ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม เพียงยกมือตบไหล่ชางชงเบา ๆ เป็เชิงให้กำลังใจ
หลายวันต่อมา มู่เฉินใช้เวลาไปกับการซักซ้อมและตรวจสอบพื้นที่ตามคำสั่ง ยามว่างก็พาผู้ติดตามทั้งสองไปฝึกฝนกระบวนยุทธ์ในลานของสำนัก เพื่อให้ทั้งคู่คุ้นเคยกับหน้าที่และเสริมความแข็งแกร่งไปพร้อมกัน
จนกระทั่ง วันมงคลของตระกูลกู่มาถึง
ั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง มู่เฉินและผู้ติดตามก็ต้องรายงานตัวที่หน้าจวนสกุลกู่ เขาสวมชุดเครื่องแบบสีเหลืองของสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ทับด้วยเกราะอ่อน ดาบประจำตัวห้อยอยู่ที่เอว ป้ายสำนักและหน้ากากเหล็กเล็กสำหรับปิดบังใบหน้า่บนแขวนอยู่ข้างหน้าเอว เตรียมพร้อมยามจำเป็ต้องปกปิดตัวตนในบางภารกิจ
ด้านหน้าจวนตระกูลกู่โอ่อ่าอลังการ ประตูใหญ่สูงตระหง่านแกะสลักลวดลายัและเมฆมงคลอย่างประณีต สองฟากมี ทหารและองครักษ์ของตระกูลกู่ ยืนเรียงรายเป็ระเบียบ พร้อมรับแขกผู้มาเยือน
ตำแหน่งของมู่เฉินอยู่ด้านซ้ายของประตูใหญ่ มู่เฉินยื่นหลังคนของสกูลกู่ ถัดออกมาหนึ่ง่ตัวคือชางชง และด้านหลังอีกหน่อยคือเสวี่ยอิง ทั้งสามต่างยืนเรียงอย่างสงบเคร่งครัด
เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง ความคึกคักก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด เสียงกลองแตรบรรเลงอย่างยิ่งใหญ่ ถนนด้านหน้าเต็มไปด้วยขบวนรถม้าประดับผ้าแพรสีแดงสด ขุนนาง ข้าราชการ และเหล่าบุคคลชั้นสูงทยอยมาถึงทีละกลุ่ม เสียงทักทาย อวยพร และหัวเราะเฮฮาดังก้อง
หญิงสาวในชุดงดงามประดับหยกหยาดเงาเดินคู่มากับบุรุษผู้มีอำนาจ บ้างก็หยุดสนทนากับเ้าภาพ บ้างก็เดินตรงเข้าสู่จวนราวคลื่นมหาสมุทรไหลหลาก ม่านสีแดงสดห้อยลงตามแนวประตู สายลมพัดปลิวสะบัดราวกับเปลวไฟ
บรรยากาศยิ่งใหญ่จนผู้คนธรรมดาไม่อาจละสายตาได้ ทุกสายตาจับจ้องไปยังงานมงคลนี้ซึ่งเต็มไปด้วยเกียรติยศและอำนาจ
และมู่เฉิน… เพียงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความอลังการนั้น ดวงตาคมกริบจับจ้องทุกความเคลื่อนไหว ไม่ลืมหน้าที่สำคัญที่สุดของตน
เมื่อฟ้าเริ่มสางใกล้ได้ฤกษ์มงคล เสียงฆ้องกลองดังก้องไปทั่วทั้งถนนใหญ่ แเื่และขุนนางทยอยหลั่งไหลเข้ามาที่จวนสกุลกู่ไม่ขาดสาย บรรยากาศหน้าประตูจวนคึกคักยิ่งกว่างานใด ๆ ที่มู่เฉินเคยพบ
ท่ามกลางความตึงเคร่งนั้น เสวี่ยอิง ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้มู่เฉิน ก่อนจะกระซิบเสียงแ่
“นายท่าน ข้าขอตัวไปห้องน้ำเพียงครู่”
มู่เฉินใบหน้าขรึมเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเป็การอนุญาต นางจึงเดินจากไปอย่างสงบ
ไม่นานนัก เสวี่ยอิงก็กลับมา คราวนี้ท่าทางรื่นเริงราวกับคนเพิ่งได้ของล้ำค่า นางก้าวเข้ามาแล้วผลัก ชางชง เบา ๆ ให้ถอยไปเล็กน้อย ก่อนแทรกเข้ามาใกล้มู่เฉิน กระซิบที่ข้างหูด้วยแววตาเ้าเล่ห์
“ข้าไปสืบทราบมาแล้ว ว่าเ้าสาวเป็ผู้ใด… เ้าสาวเป็คนตระกูลฮวา”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจมู่เฉินสะดุดเต้นแรง เขาข่มตนให้สงบตาจ้องไปข้างหน้า
เสวี่ยอิงยังคงเล่าต่อเสียงแ่
“ได้ยินว่าเ้าสาวเป็บุตรีของอนุนายท่านตระกูลฮวา ว่ากันว่านางงดงามล้ำเลิศจริงแท้ แต่นางเพิ่งเข้ามาอยู่เมืองหลวงได้ไม่กี่เดือน และนับแต่นั้นมาก็แทบไม่เคยก้าวออกนอกจวนเลยสักครั้ง มีคนลือว่านางอาจมิได้เต็มใจแต่งกับตระกูลกู่…”
มู่เฉินยิ่งฟังยิ่งรู้สึกราวกับโลกทั้งใบแคบลง หัวใจสั่นสะท้านคล้ายเข้าใจสิ่งที่กำลังจะได้ยินต่อไป
เสวี่ยอิงยกมุมปากเล็กน้อย ก่อนกระซิบคำสำคัญที่ทำให้เืในกายมู่เฉินแทบหยุดไหล
“อ้อ… เห็นว่าเ้าสาวชื่อ ฮวาอี้หรง”
ทันทีที่ชื่อ “อี้หรง” ลอยมาตามลม มู่เฉินราวกับถูกแรงฟาดฟันลงกลางอก สายตาเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ ความทรงจำเก่าในแคว้นไกลโพ้นผุดขึ้นอย่างไม่อาจกีดกั้น ภาพหญิงสาวผู้หนึ่งที่เคยยิ้มอ่อนโยนให้เขาในหลาย่เวลา…
หัวใจเขาเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะ ร่างกายยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู แต่ในใจกลับปั่นป่วนราวพายุ
เสวี่ยอิงกล่าวต่อ
"ดีน่ะที่ข้าเกิดมาเป็คนธรรมดา หากเกิดเป็บุตรสตรีขุนนางคงอกแตกตายที่ต้องทำตัวเหมือนข้าวของ เพื่อแลกเปลี่ยนอำนาจและความสัมพันธ์ทางการเมือง"
พอพูดมาถึงตรงนี้มู่เฉินก็ยกมือโบกให้เงียบลง เสวี่ยอิงที่เหมือนกำลังสนุกก็ผิดหวังเล็กน้อยก่อนถอยออกไปเล็กน้อยยืนประจำตำแหน่งของตน
มู่เฉินหยิบหน้ากากเหล็กบางประณีตขึ้นมาสวมปิดบังใบหน้าส่วนบน หน้ากากนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อปิดบังตัวตนยามทำภารกิจสำคัญอีกต่อไป แต่ตอนนี้มันปิดบังแววตาแดงกล่ำที่ยากจะควบคุมได้
เสวี่ยอิงที่สงสัยกำลังจะเข้าไปถามมู่เฉินถึงเหตุผล แต่ก็ถูกชางชงจับชายเสื้อและส่ายหัวเบา ๆ ให้เสวี่ยอิงสงบไว้ เสวี่ยอิงจึงถอยกลับไป สายตากลับพลันสะดุดกับหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นจากใต้ขอบหน้ากากลงสู่พื้น
มู่เฉินตอนนี้แข็งทื่อและเ็ป อย่าว่าแต่เกิดเหตุร้าย เพียงลมพัดแรงสักหน่อยก็พร้อมจะพังลงแล้ว คนติดตามทั้งสองแม้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พลอยหม่นหมองเมื่อเห็นเ้านายของตนเ็ปเช่นนี้
มู่เฉินนึกถึงคำพูดของเสวี่ยอิงเมื่อครู่ ก่อนจะย้อนคิดถึงครั้งหนึ่งที่ตนเคยถามอี้หรงว่า
“ชีวิตลูกคุณหนูดีอยู่แล้ว เหตุใดถึงไปเป็ศิษย์สำนักตำหนักเมฆาให้ลำบาก?”
ครั้งนั้นอี้หรงตอบว่า
“ข้าไม่ได้อยากเป็ลูกคุณหนูสูงศักดิ์... ข้าอยากเพียงเข้าสำนักยุทธจักร ข้าใฝ่ฝันในอิสระ ข้าอยากออกไปท่องโลกกว้าง ข้าอยากกำหนดชีวิตของตนเอง”
วันนั้นมู่เฉินเพียงพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่วันนี้กลับเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่านางหมายถึงสิ่งใด
ตลอดหลายเดือนมานี้ มู่เฉินเฝ้ารอคอยการได้พบกันอีกครั้งในเมืองหลวง เขาอยากจะพูดคุยและขอโทษในวันจากลา คำพูดมากมายที่เตรียมไว้ กลับไม่มีสิทธิได้พูดอีกแล้ว มู่เฉินไม่คิดเลยว่าการจากครั้งนั้น...จะเหมือนการจากไปทั้งชีวิต
ในใจยามนี้เต็มไปด้วยโทษทัณฑ์ต่อตัวเอง ที่ครั้งนั้นสามารถทำให้ทุกอย่างจบได้ดีกว่านี้ แต่กลับจมอยู่ในความทุกข์และมองไม่เห็นความลำบากของอี้หรงเลย
เสียงฆ้องกลองปี่แตรดังมาแต่ไกล ขบวนเ้าสาวกำลังใกล้เข้ามา ใจมู่เฉินสั่นสะท้าน กำหมัดแน่นราวกับจะหัก เสียงเครื่องดนตรีประดังเข้ามาดังประหนึ่งคมกระบี่ทิ่มแทงไม่หยุดหย่อน
เกี้ยวเ้าสาวจอดลงหน้าประตู มู่เฉินจ้องมองไม่วางตา ร่างน้อย ๆ ที่คุ้นเคยค่อย ๆ ก้าวออกมาอย่างช้า ๆ นางสวมชุดมงคลสีแดงสง่า ผ้าคลุมหน้าปิดบังดวงตาและความรู้สึก ทุกก้าวที่นางก้าวเข้ามา โลกทั้งใบของมู่เฉินพลันเงียบสงัด เสียงโห่ร้องครึกครื้นพลันถูกตัดออกจากโสตประสาท
เ้าสาวเดินบนพรมแดงตรงเข้ามาใกล้ แต่ทุกก้าวยิ่งเหมือนห่างไกลสุดฟ้า มู่เฉินชายตามองด้วยใจปวดร้าว ไม่มีใครเข้าใจถึงความเ็ปนี้ได้ นอกจากชางชงและเสวี่ยอิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ และเห็นน้ำตาที่เอ่อล้นในดวงตาของมู่เฉิน
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า คำพูดของอี้หรงในวันจากลายังดังก้องในใจ
“โปรดลืมข้าเสีย...”
ยิ่งนึกถึงวันจากลาที่เมืองเฮยซานก็ยิ่งปวดร้าวราวกับหัวใจถูกฉีกออก
เสียงประกาศการคำนับฟ้าดินดังสนั่นเหมือนฟ้าดินถล่ม การคำนับบิดามารดาดังก้องราวมหาสมุทรไร้ที่สิ้นสุด และสุดท้าย คำนับคู่สมรส... ดั่งการจากลาไปตลอดกาลระหว่างเขาและนาง
มู่เฉินเ็ปเกินจะพรรณนาได้ งานมงคลเต็มไปด้วยเสียงยินดี แต่เขากลับยืนนิ่งราวกับร่างไร้ิญญา จนพิธีสิ้นสุด แขกเรือนทยอยกลับ ท้องฟ้ามืดสนิท แต่มู่เฉินยังคงยืนนิ่งดังเดิม
คนของจวนสกุลกู่เริ่มเอะใจจึงเข้ามากล่าวขอบคุณเป็เชิงบอกว่า หน้าที่เขาสิ้นสุดแล้ว แต่มู่เฉินไม่ตอบคำใด ชางชงจึงรีบออกหน้ารับแทน ก่อนจะดึงมู่เฉินให้เดินออกมาพร้อมเสวี่ยอิง
ทั้งสามเดินช้า ๆ ไปตามท้องถนนยามค่ำ มู่เฉินเอ่ยเสียงอ่อนแรงสั่นเทา
“พวกเ้ากลับไปก่อนเถอะ...”
ชางชงกับเสวี่ยอิงยังลังเลไม่กล้าไปไหน จนกระทั่งมู่เฉินย้ำอีกครั้งอย่างจริงจัง ทั้งสองจึงจำใจโค้งคำนับแล้วจึงผละไป
มู่เฉินเดินล่องลอยไร้จุดหมาย ผ่านประตูเมืองที่มีทหารเวรยามเฝ้าอยู่ แม้มีคนสงสัย แต่ไม่มีใครทัก เพราะเห็นว่าเป็คนสำนักคุ้มภัยในชุดปฏิบัติการ
เขาเดินออกนอกเมืองไปไกล เพียงอยากหาที่สงบไร้ผู้คน จนกระทั่งเจอทะเลสาบแห่งหนึ่ง มู่เฉินจึงะโออกมาสุดเสียงระบายความอัดอั้นและเ็ป
ยามนี้ แม้ อี้หรง ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เหมือนจากกันสุดฟ้า ไม่อาจแม้แต่จะเอ่ยคำทักทายกันได้อีก...