คิมหันต์ไขกุญแจเข้าห้องอย่างเงียบเชียบตอนหกโมงเช้า เป็เวลาเดียวกับที่ผมกำลังจะลงไปอาบน้ำพอดี เรายืนสบตากันครู่หนึ่งที่หน้าประตูก่อนที่ผมจะหันไปทางอื่นไม่รู้ด้วยเหตุผลใดผมจึงไม่อยากมองเขาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคิดจะพลาดเลยสักครั้ง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งผมก็ยื่นมือออกไปจับลูกบิดประตูคิมหันต์เองก็ทำด้วย ดังนั้นมือของเราจึงวางทับซ้อนกันราวกับบังเอิญ
“รอเราก่อน”เขาพูดด้วยเสียงที่ฟังดูงัวเงีย “รอไปพร้อมกัน”
ทันใดนั้นอาการบ้านหมุนก็จู่โจมจนท้องไส้ตีลังกาผมเผลอบีบลูกบิดแน่นมากเสียมันอาจแหลกคามือขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าเป็เพราะน้ำเสียงหรือความอบอุ่นจากฝ่ามือของคิมหันต์ที่ทำให้ร่างกายอ่อนระทวย
ความเงียบปกคลุมภายในห้องตกผลึกเป็ความอึดอัดน่ากระอักกระอ่วน
ผมชักมือกลับเมื่อได้สติแม้จะอาลัยกับการจากลาฝ่ามือหนา แต่ผมก็ไม่ขอเสี่ยงให้ถูกจับได้ว่าร่างกายกำลังสั่นเทา
ผมกระแอมเพื่อกลบเกลื่อนก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ได้สิ แต่เร็วๆ หน่อยนะเดี๋ยวห้องน้ำเต็ม”
คิมหันต์ยิ้มให้เป็เชิงขอบคุณเขารีบไปหยิบข้าวของจำเป็แล้วจากนั้นเราก็ลงไปข้างล่าง
หลังจากเสร็จธุระที่ห้องน้ำผมก็รีบกลับขึ้นห้องไปแต่งตัว ขณะเดินก็คิดไปต่าง ๆ นานาด้วยหัวใจหวาดหวั่น
ผมเป็อะไรไปนะทำไมถึงยอมทำตามที่เขาขออย่างง่ายดายขนาดนี้
มันทำให้ผมเริ่มกลัวจริงๆ แล้วว่าสักวันผมอาจสูญเสียการควบคุมทางความคิดหากคิมหันต์เอ่ยขอในสิ่งที่ยั่วยวนความปรารถนาผมจึงได้แต่ภาวนาขอให้มีสติมากพอจะต่อต้านและพาตัวเองไปให้ไกลจากเขาเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
แต่แล้วในจังหวะที่คิมหันต์วิ่งเข้ามาจากด้านหลังพร้อมกับโอบไหล่ของผมเอาไว้กำแพงความคิดและความมั่นใจทั้งหมดก็พังทลายลงไม่เป็ท่า ผมไม่เหลือกระทั่งความสามารถที่จะทำอย่างอื่นนอกจากจ้องมองอีกฝ่าย
“เป็อะไรทำไมหน้าซีดจังไม่สบายหรือเปล่า” เขาถาม
“ป...เปล่าไม่ได้เป็อะไรแค่ง่วงนอนเฉย ๆ” ผมตอบอย่างตะกุกตะกัก รู้สึกเขินอายโดยไม่ตั้งใจ
“ถ้างั้นไปหาอะไรร้อนๆ กินก่อนเข้าวัดกันดีไหม”
ผมรู้สึกถึงแรงบีบที่หัวไหล่ซ้ายขณะที่เขาถามซึ่งมันทำให้สมองของผมว่างเปล่าในทันทีคิมหันต์ชะงักพร้อมกับมองหน้าผมด้วยสายตาแปลก ๆ
“แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็อะไร”เขาถามอย่างเป็ห่วง “นายดูเหมือนคนกำลังจะเป็ลมเลย”
“อือ...คงงั้นมั้ง”ผมแถไปตามน้ำ “รีบไปหาอะไรกินเถอะ หิวจะแย่แล้ว”
โอ้ เยซูมารีอา ยอแซฟ ทำไมหัวใจของผมถึงได้สั่นขนาดนี้
และผมคงเป็บ้าไปแล้วจริงๆ ที่หันไปมองเขา แต่ถ้าไม่ทำก็คงอดเห็นภาพที่งดงามจนหัวใจกระตุก ทั้งหยดน้ำซึ่งสะท้อนแสงแพรวพราวที่เกาะตามโครงหน้าหล่อเหลาและั์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นที่กำลังจ้องมา องค์ประกอบเ่าั้ยิ่งทำให้ยากจะเชื่อว่าชายคนนี้ไม่ใช่เทพบุตร
ผมหลงคิมหันต์หัวปักหัวปำไปแล้วสินะ
เมื่อเป็เช่นนั้นจึงสรุปได้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคิดมากให้วุ่นวายใจเพราะถึงอย่างไรผมก็ไม่มีทางทำอะไรได้เลย คิมหันต์จะเป็เหมือนดังสนามแม่เหล็กโลกส่วนผมคืออุกกาบาตเคว้งคว้างที่หลุดเข้าไปในรัศมีดึงดูด สุดท้ายก็จบลงด้วยการปะทะเข้ากับพื้นผิวและแหลกเป็เสี่ยงๆ
เราเรียนวิชาภาษาอังกฤษตอนสิบโมงเช้า โดยมีคุณพ่อฟิลิปชาวอิตาลีเป็อาจารย์ผู้สอนท่านเป็หนึ่งในคุณพ่อที่สามารถพูดได้หลายภาษา ซึ่งเมื่อก่อนผมเคยหาเวลาว่างมาเรียนภาษาละตินเพื่อจะได้ร้องเพลงเกรกอเรียนชานท์ประกอบพิธีมิสซาได้อย่างคล่องแคล่ว
อย่างไรก็ตามวันนี้คุณพ่อฟิลิปได้สั่งให้เราจับคู่เพื่อแปลบทความหลังจากสิ้นเสียงนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความชุลมุน สายตาของผมเผลอมองหาปราการโดยอัตโนมัติก่อนจะนึกได้อย่างเ็ปว่าเราไม่คุยกันแล้ว แต่อย่างน้อยการมีคิมหันต์ก็ช่วยเยียวยาและทำให้รู้สึกดีขึ้นผมจึงหันไปหาบุคคลซึ่งกำลังนั่งเท้าคางอย่างใจลอย
“คู่กันไหมคิม”ผมเอ่ยชวน
ขณะที่คิมหันต์กำลังจะอ้าปากพูดจู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงแข็งกระด้างดังขึ้นจากด้านหลัง
“คิมมึงคู่กับกูใช่ปะ”
ผมหันไปและเห็นว่าปราการกำลังยืนค้ำหัวเราอยู่มือทั้งสองล้วงกระเป๋ากางเกง ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่าเพราะที่ผ่านมาเราแทบไม่เข้าใกล้กันเลยแต่เมื่อได้เห็นแววตาสีเข้มที่เคยอ่อนโยนจ้องมองมาอย่างเ็าจึงตระหนักว่าเป็เขาจริงๆ
ผมขมวดคิ้ว
“เอ่อ...รันชวนกูแล้ว”คิมหันต์อธิบาย เขาดูท่าทางสับสน
“อะไรของมึงไหนเมื่อคืนมึงบอกถ้ามีงานคู่มึงกับกูจะทำด้วยกันไง ลืมไปแล้วเหรอว้ะ”ปราการโต้แย้ง
ซึ่งนั่นทำให้คิมหันต์เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ผมมองเขาด้วยท่าทางของคนที่ไม่รู้เลยว่าไปตกลงอะไรแบบนี้ไว้ แต่ถึงแม้คิมหันต์จะดูลำบากใจผมก็แอบหวังว่าเขาจะตอบตกลงคำชวนของผม
อย่างไรก็ตามปราการได้ดับฝันนั้นไปเรียบร้อยด้วยการลากแขนข้างหนึ่งของคิมหันต์และพาไปยังอีกฝั่งหนึ่งของห้องเรียน ผมมองตามด้วยความรู้สึกอึ้งไม่น้อยช่างเป็การกระทำที่ล่วงเกินจริง ๆ
เมื่อพวกเขานั่งลงแล้วคิมหันต์จึงหาจังหวะส่งสายตามาเป็เชิงขอโทษผมทำได้แค่ยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะก้มหน้าเพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกผิดหวัง
ผ่านไปสักพักผมจึงได้ยินสำเนียงเหน่อแปลกหูดังขึ้นข้างๆ
“มีคู่หรือยัง”เสียงนั้นถาม
ผมเงยหน้าขึ้นและพบกับเด็กหนุ่มตัวเล็กผู้มีชื่อว่าตงเปียนเขาเป็ลูกครึ่งไทยจีนผู้มีผิวขาวและหน้าตาจิ้มลิ้มโดดเด่นกว่าใครทั้งหมดในห้องเรียน
ผมกะพริบตาปริบๆ ขณะจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างงุนงง
“ว่าไง” เขาถามย้ำพลางขมวดคิ้ว“มีคู่หรือยัง”
ผมดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็วและตอบกลับไป
“ยังเลยเอ่อ...ถ้างั้นเราคู่กันไหม”
ตงเปียนพยักหน้าตอบรับและยิ้มให้จากนั้นเขาก็นั่งลงที่โต๊ะของคิมหันต์ด้วยความกระตือรือร้น
แต่ขณะนั่งเรียนอยู่นั้นผมก็พบว่ามันช่างยากเหลือเกินที่จะเพ่งสมาธิอยู่กับงานแปลบทความสมองเอาแต่นึกถึงภาพสีหน้าเ็าของปราการและการที่เขาลากแขนคิมหันต์อย่างเสียมารยาทก็ทำให้ผมหงุดหงิด
ผมทำอะไรให้เขาไม่พอใจกันแน่นะผมคิดขณะคอยเหลือบมองไปทางปราการ
ผมไม่เข้าใจกับเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเลยและถึงแม้จะอยากเอ่ยถามปราการออกไปตรง ๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับมีบางอย่างยับยั้งเอาไว้ ผมคิดว่าอาจเป็ได้ทั้งความทะนงตนและศักดิ์ศรี คุณจะประหลาดใจมากหากรู้ว่านักเรียนศาสนาอย่างผมบูชาสองสิ่งนี้มากกว่าเลือกจะรักษามิตรภาพ
ดังนั้นทั้งหมดที่ผมทำก็คือเลือกที่จะนิ่งเฉยเสมือนไม่ใส่ใจทั้งๆ ที่ทรมานเจียนตาย เพราะในความรู้สึกคือผมไม่ได้ทำอะไรผิด เขาต่างหากที่ควรจะเป็ฝ่ายสำนึกที่ทำร้ายจิตใจของผม
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด!
“ไอ้รันมึงเหม่ออะไรเนี่ย”ตงเปียนถามพร้อมกับมองอย่างตำหนิ “มาช่วยกูหาคำศัพท์เดี๋ยวนี้เลย”
“เออ โทษที ๆ”ผมสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบทำตัวเป็สนใจกับงาน
จนกระทั่งถึง่พักกลางวัน ปราการยังคงยึดคิมหันต์ไว้อย่างเหนียวแน่นไม่ปล่อยให้มีโอกาสพูดหรือถามผมว่า้าไปนั่งด้วยกันไหม ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆในกลุ่มก็พากันห้อมล้อมคิมหันต์ราวกับเป็บอดี้การ์ดไปตลอดทาง ผมมองอย่างเซ็ง ๆขณะเดินตามหลังมากับตงเปียน
แม้แต่กับข้าวฝีมือป้าเรียมก็ไม่อร่อยเหมือนเคยผมเคี่ยผักในจานไปมา สมองกำลังนึกถึงความเป็ไปได้ว่าสักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วคิมหันต์คงไม่จำเป็ต้องมีผมอีกต่อไปแล้วตอนนี้เขาสามารถเลือกคบใครเป็เพื่อนก็ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนล้วนยินดีอย่างยิ่งเพราะใครๆ ต่างก็อยากเป็เพื่อนกับคิมหันต์กันทั้งนั้น
ส่วนผมมันก็แค่เด็กผู้ชายธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่นพอจะดึงดูดความสนใจของใคร ๆ แล้วจะมีเหตุผลพิเศษอันใดที่คิมหันต์อยากจะสนิทสนมกับผมต่อไปหากเขา้าเป็ขวัญใจมหาชนไม่มีเลย
ยกเว้นแต่ว่าเขา้าสิ่งอื่นที่มีค่ามากกว่านั้นอย่างเช่นบ้านของหัวใจที่เป็สุขไปชั่วนิรันดร์ หรือบางสิ่งที่ทำให้จิติญญาอิ่มเอมไม่รู้จบซึ่งถ้าหากใช่มันก็ง่ายมากและเขาก็ไม่จำเป็ต้องดิ้นรนให้เหนื่อยเลย เพราะผมพร้อมจะมอบมันให้แก่คิมหันต์เสมอไม่ว่าเขาจะ้าหรือไม่ก็ตาม
ผมเผลอยิ้มที่มุมปากน่าตลกชะมัดที่เมื่อเช้าผมยังเปี่ยมไปด้วยความสุขจากััของคิมหันต์จากน้ำเสียงของเขาและความอบอุ่นที่แผ่มาจากฝามือหนาทว่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถัดมาผมกลับเศร้าหมองและดูเหี่ยวเฉาราวกับดอกไม้ขาดแสง บ้าจริงๆ
“ไม่หิวเหรอ” ตงเปียนถามด้วยเสียงเหน่อๆ ตามแบบฉบับของเขา ดวงตาตี่คู่นั้นจ้องมองมาที่ผม
“อืม”ผมตอบสั้น ๆ แต่เมื่อรู้สึกว่าออกจะห้วนไปหน่อยจึงรีบเสริมว่า“กูไม่ชอบกินผัดผัก”
แล้วตงเปียนก็มองผมด้วยสายตาจับผิดราวกับว่าพยายามอ่านความคิดของผมอยู่
“มีเื่ไม่สบายใจหรือเปล่ากูเห็นมึงเหม่อ ๆ ั้แ่ตอนเรียนวิชาอังกฤษแล้วนะ” เขาถามต่อ
ผมเกือบเผลออ้าปากรู้สึกใที่ตัวเองแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น ผมคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อปรับร่างกายและความคิด
“เห้ยไม่มีอะไรหรอกมึงกูสบายดี” ผมโกหกหน้าตาย “ก็แค่ง่วงนอนอะ เมื่อคืนกูอ่านหนังสือจนดึกเลย”
ผมรู้ว่าตงเปียนไม่เชื่อสังเกตได้จากแววตาที่แสดงความคลางแคลงใจ หากแต่เขาก็ไม่ถามซักไซ้ต่อ
หลังจากทานข้าวเสร็จเราสองคนก็แยกย้ายกันผมมองนาฬิกาข้อมือและพบว่ายังมีเวลาเหลืออีกสามสิบนาทีก่อนจะเริ่มเรียนวิชาถัดไปดังนั้นจึงตัดสินใจไปที่วัดน้อยเพื่อสวดภาวนา มันเป็สถานที่ที่ผมไปเยือนเสมอเวลามีเื่ไม่สบายใจ
แม้ปกติตอนพักเที่ยงที่นี่จะไม่ค่อยมีคนเพราะส่วนใหญ่ต่างใช้เวลาสนุกสนานกันที่สนามกีฬาและสวนหย่อมหากแต่วันนี้กลับมีผู้คนมากทีเดียว บางคนก็นั่งสวดภาวนา บ้างก็สวดสายประคำ ผมมองบรรยากาศนิ่งสงบตรงหน้าก่อนจะเลือกที่นั่งว่างเปล่าทางฝั่งซ้ายคุกเข่าลงและสูดหายใจเข้าลึก
“เดชะพระนามพระบิดาและพระบุตร และพระจิต อาแมน”
ผมเอ่ยเบา ๆ พร้อมกับทำสำคัญมหากางเขนอย่างสำรวมผิดกับสายตาที่เพ่งมองไปยังตู้ศีลในแบบที่แม้แต่ลูซิเฟอร์ก็ยังไม่บังอาจ ก่อนจะเปิดบทสนทนากับพระบิดาในหัวข้อที่แม้แต่พวกคุณพ่อก็จะไม่มีวันได้ยิน
ดูเหมือนทุกอย่างจะกลับมาเป็ปกติในตอนบ่ายคิมหันต์กลับมานั่งที่เดิมเราได้คุยกันนิดหน่อยก่อนที่คุณพ่อจะเดินเข้ามาในห้องและสั่งให้เราเปิดหนังสือเรียน
อย่างไรก็ตามมันเป็บ่ายที่อากาศสุดแสนจะอบอ้าวพัดลมเพดานถูกปรับระดับความเร็วขั้นสูงสุดมันจึงหมุนเร็วจี๋เหมือนกังหันลมบ้าคลั่ง พวกเราหลายคนคลายเนกไทและปลดกระดุมเม็ดบนสุดออกต่างพากันนั่งเรียนวิชาที่เหลือเท่าที่ความกระตือรือร้นจะเอื้ออำนวย
แต่ถึงจะร้อนทว่าเปลือกตาของผมกลับหนักอึ้งแทบจะปิดผมมองคุณพ่อเขียนตัวหนังสือหวัด ๆ บนกระดานดำด้วยสายตาที่เบลอสะลึมสะลือ เช่นเดียวกับเสียงต่างๆ ที่ลอยเข้าหูนั้นเหมือนดังแว่วมาไกล ๆ จากสรวง์
ตอนแรกผมคิดว่าฝันไปจึงไม่ได้เอาใจใส่ัันุ่มนวลบนหลังเท้าขวาแต่จากนั้นไม่นานเมื่อรู้สึกถึงแรงเสียดสีคลอเคลียแ่เบาตรงบริเวณหัวเข่าผมจึงเบิกตาโตทันทีและแม้ว่าจะสวมกางเกงสแล็คเนื้อหนา แต่ผมก็สามารถรับรู้ได้ถึงกล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแกร่งของคนข้างๆ
“นั่งดี ๆ สิ เดี๋ยวก็โดนคุณพ่อดุเอาหรอก”คิมหันต์กระซิบบอกโดยไม่หันมามอง
แล้วจากนั้นเขาก็ใช้เท้าซ้ายตบลงบนเท้าขวาของผมเบาๆ
พระเ้า! ผมแน่ใจว่ายังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถใช้ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาเรียนผมไม่ได้บอกพระองค์ไปเมื่อตอนเที่ยงหรอกหรือว่าขอให้ช่วยปกป้องจากการผจญแล้วทำไมถึงปล่อยให้ซาตานนำผมมาทิ้งไว้ที่สนามประลองที่ซึ่งอาจตายได้ทุกเมื่อ
่จังหวะหนึ่งผมหันไปมองคิมหันต์ด้วยความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วจึงเริ่มคิดในใจอย่างบ้าคลั่ง
นายมันก็แค่รูมเมทคนหนึ่งฉันไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น มันเป็ความผิดของนายที่เกิดมาดูดีและทำให้ฉันอิจฉาแถมยังมาปรากฏตัวในความฝันตามหลอกหลอนเหมือนผี ฉันจะขอเกลียดขี้หน้านายและอย่ามาััตัวฉันอีก!
มันอาจเป็ไปได้ที่ผมจะปั้นใจเกลียดเขาผมคงทำได้หากบังคับใจให้เด็ดเดี่ยว เหมือนดังนักมวยที่พยายามปั้นอารมณ์ขึงขังเพื่อที่จะตะบันหน้าอีกฝ่ายได้อย่างไม่เกรงกลัวและแน่นอนผมคงประสบความสำเร็จถ้าไม่บังเอิญว่าคิมหันต์กำลังเลื่อนข้อศอกสีเข้มเข้ามาอย่างแยบยลเหมือนหมาป่าก่อนจะกระทุ้งเบา ๆ ที่แขนซ้ายของผมราวกับกำลังขย่ำลูกแกะด้วยความเมตตา
“ยังอีก ก็บอกว่าให้นั่งดีๆ ไง” เขาย้ำอีกครั้ง คราวนี้หันมามองด้วย
“อือ” ผมตอบและจ้องมองข้อศอกที่ยังแนบชิดกับแขนของผมไม่ยอมไปไหน
แล้วก่อนที่ซาตานจะคิดวางแผนอื่นได้ทันผมก็ลุกขึ้นและขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ โดยพยายามเดินหลบเลี่ยงเพื่อไม่ให้ใคร ๆสังเกตเห็นความผิดปกติที่เป้ากางเกง
การผจญมาพร้อมกับความทรมานทั้งทางกายและจิตใจ แน่นอนว่าผมเคยถูกผจญนับครั้งไม่ถ้วน มันรู้สึกแย่มากและเป็สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดในโลกนี้
ทำไมคนเราต้องผ่านเื่ยุ่งยากลำบากใจในเมื่อสุดท้ายพระองค์ก็จะทรงชุบชูเราหลังออกมาจากตู้แก้บาปหรือไม่ก็ขจัดมันไปโดยแค่ตรัสเพียงพระวาจาเดียว
เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผมบังเอิญได้ยินเพื่อนๆ คุยกันเื่ผู้หญิง ความแปลกแยกทำให้ผมหายใจไม่ออกราวกับน้ำท่วมปอด คงเป็เพราะผมไม่เข้าใจว่ามันรู้สึกอย่างไรกับความปรารถนาเกินควบคุมที่จะเอื่อมมือไปััขาอ่อนของผู้หญิงริมฝีปากหรือยอดทรวงอก
ในบรรดาเพื่อนผู้หญิงอันน้อยนิดของผมธิดาเป็เด็กสาวหน้าตาสวยที่สุด เธอไว้ผมยาวและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าลายลูกไม้สบายตาผิวขาวเนียนของเธอทำให้ผมนึกถึงแผ่นศีลเสมอ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสุกใสมาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนหวานที่ทำให้ความโศกเศร้าต้องยินดีธิดามีทุกอย่างที่ชายหนุ่มทั้งหลายถวิลหา เธอคือสมบัติล้ำค่าของชายชาตรีผู้มีใจสุภาพ
ขณะที่ผมนึกถึงทุกกระเบียดนิ้วบนตัวธิดาพยายามค้นหาจุดที่อาจกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกวูบหวิวอย่างเปิดใจทว่าผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความชื่นชมเพราะพระเ้าทรงทุ่มเทเวลาสร้างเธอมาอย่างประณีตงดงาม
ธิดาทำให้ผมอยากละทิ้งทุกสิ่งเพื่อไปเดินเล่นในสวนดอกไม้เธอทำให้ผมอยากมีกลิ่นกายหอมละมุนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือสีชมพูเรียวบางคู่นั้นผมอยากมีมือแบบเธอ ผมอยากเข้าใจว่าจะเกิดความรู้สึกอย่างไรหากใช้มันลูบคลึงส่วนนั้น
เหนือสิ่งอื่นใดผมอยากขอโอกาสเพียงหนึ่งวันที่จะได้ใช้เวลาสองต่อสองกับธิดามากกว่าเพื่อที่ผมจะได้พิสูจน์ความเป็ชายอย่างห้าวหาญโดยการมอบสัมพันธ์สวาทเร่าร้อนและจุมพิษหนักหน่วงจนเธออ่อนระทวยหรืออย่างน้อยก็ให้เวลาผมหนึ่งนาทีลองบอกรักเธอและคอยดูว่าผมจะรู้สึกอย่างไร
แต่ขณะเดียวกันมันช่างแตกต่างเมื่อเป็คิมหันต์ผมสามารถเกิดความ้าอย่างรุนแรงเพียงแค่มองเส้นเืปูดโปนเหมือนรากไม้ที่แขนของเขารู้สึกเสียวช่องท้องและใบหน้าร้อนวูบวาบเมื่อเขาหันมาสบตา บางทีผมอาจสำเร็จความใคร่ได้ง่ายๆ เพียงแค่คิมหันต์ััร่างกายของผมโดยบังเอิญ
ผมหลงไหลกล้ามแขนหัวไหล่หนากับความเป็ชายของเขาในทุก ๆ ส่วน
และใช่ ผมคงตายได้ในทันทีหากภาพแรกที่เห็นเมื่อเปิดประตูห้องคือร่างเปลือยเปล่ากำยำของเขาบนเตียงนอนริมหน้าต่าง
ภาพและจินตนาการนี้มีพลังขับเคลื่อนมหาศาลมันช่วยให้ผมปลดปล่อยออกมาในที่สุด ร่างของผมเกร็งกระตุกและเบาหวิวเสียงครางแ่เบาเล็ดลอดจากริมฝีปาก ผมถอนหายใจหนักหน่วง หลับตาลงทั้งรู้สึกดีและแย่มากในเวลาเดียวกัน
และแล้วภารกิจน่าอายก็จบลงอย่างรวดเร็วพอๆ กับที่ความคิดทั้งหลายที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
หลังออกจากห้องน้ำแทนที่จะรีบกลับขึ้นห้องเรียน ทว่าผมกลับพาตัวเองไปยังห้องทำงานของคุณพ่อกำนันซึ่งวันนี้รับหน้าที่เป็ผู้ฟังบาปแม้คุณพ่อจะดูประหลาดใจที่เห็นผมโผล่ไปแต่ก็ยินดีที่จะปฏิบัติหน้าที่เมื่อผมเอ่ยขออย่างนอบน้อม
เมื่อคุณพ่อนั่งลงและหันหน้าไปอีกฝั่งผมก็คุกเข่าลงทำสำคัญมหากางเขนและเริ่มต้นบอกบาป ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีข้อไหนพาดพิงถึงคิมหันต์หรือความ้าอันบิดเบี้ยวของผมเลยผมรู้ว่ามันไม่ถูกต้องที่ทำแบบนั้น แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเก็บมันเอาไว้ในส่วนลึกดำมืดของหัวใจ
ถ้าเช่นนั้นแล้วผมจะได้รับการอภัยจากพระเ้าไหมเื่นั้นผมไม่รู้เลย หรือบางทีมันอาจจะไม่สำคัญเลยก็ได้เพราะผมอาจทำไปเพราะความเคยชินที่ถูกปลูกฝังมานานก็แค่กระบวนการที่ช่วยให้รู้สึกขึ้น
อย่างไรเสียผมก็รู้ดีว่าซาตานนั้นรอดักตะครุบอยู่ที่หน้าประตูเมื่อก้าวออกไปเผชิญโลกภายนอกอีกครั้งมันเอาชนะผมได้เสมอเมื่อเป็เื่นี้ และทุกอย่างก็จะกลับสู่วังวนอันน่าอนาถเดิมๆ ที่ไร้จุดสิ้นสุด