ณ เมือง Y
ในฐานะที่เป็โรงเรียนซึ่งมีคุณภาพการสอนที่ดีที่สุดของเมือง ที่นี่จึงมีความเป็น้ำหนึ่งเดียวกันเป็อย่างมาก
นอกจากนักเรียนสายวัฒนธรรมโดยทั่วไปแล้ว ยังมีกลุ่มนักเรียนสายศิลปะและสายศิลปะการต่อสู้ด้วย
ที่นี่มีขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่ และถูกแบ่งออกเป็สามวิทยาเขตใหญ่ ๆ
แน่นอนว่าถ้าหากเทียบกับวิทยาเขตศิลปะและศิลปะการต่อสู้ หากรวมทั้งสองสายเข้าด้วยกันก็มียังพื้นที่เล็กกว่าสายวัฒนธรรมอยู่ดี
วันนี้เซี่ยฮุยไม่ได้ไปเรียนที่วิทยาเขตเดิมแล้ว เขาเดินมาที่วิทยาเขตสายศิลปะการต่อสู้ซึ่งตั้งอยู่ทิศเหนือสุดของโรงเรียน
แม้ว่าจะอยู่ในโรงเรียนเดียวกันและไม่ได้ห่างจากกันเท่าไหร่นัก
แต่สิ่งที่ทำให้เซี่ยฮุยตกตะลึงจนอ้าปากค้างก็คือเ้าของร่างคนเดิมไม่เคยมาเหยียบที่นี่
เท่าที่เขาจำความได้ นักเรียนจากทั้งสามวิทยาเขตใหญ่แทบไม่เดินเข้าไปในวิทยาเขตอื่นเลย นอกจากวิทยาเขตของตัวเอง
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็เป็อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้แต่ละวิทยาเขตแตกต่างกันออกไป ตามหลักจิตวิทยาของทั้งสามวิทยาเขต การดูถูกวิทยาเขตอื่นที่ไม่ใช่วิทยาเขตของตัวเองจึงเป็เื่ปกติ
หลังจากเดินเข้ามาด้านในวิทยาเขตศิลปะการต่อสู้ เซี่ยฮุยก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
ไม่มีเสียงของคุณครูที่กำลังสอนหนังสือ ไม่เห็นนักเรียนที่เดินหอบหนังสือเข้าชั้นเรียน และไม่มีกลุ่มนักเรียนนั่งจับกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อพูดคุยกันระหว่างรอเรียนวิชาต่อไป
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่นักเรียนสายศิลปะการต่อสู้
วิ่ง...ชกมวย...ยกน้ำหนัก...นี่คือวิธีการฝึกฝนหลังจากผ่านการทดสอบในตอนนี้ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ที่นี่
“ไม่ต้องแปลกใจหรอก ที่นี่แตกต่างจากวิทยาเขตวัฒนธรรม แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกแค่สองเดือนแต่ครูคิดว่าเธอน่าจะคุ้นชินกับมันในเร็ว ๆ นี้”
เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของเซี่ยฮุย ครูที่เดินนำเขาเข้ามาที่นี่ก็รีบอธิบายทันที
เซี่ยฮุยพยักหน้าตอบกลับไปโดยไม่พูดอะไร และเดินตามหลังครูคนนั้นเข้าไปด้านในอย่างเงียบ ๆ
ผ่านไปได้ไม่นาน เซี่ยฮุยก็เดินมาถึงสถานที่แห่งใหม่ซึ่งเป็แผนกศิลปะการต่อสู้ระดับต้น
ใช่แล้ว...วิทยาเขตศิลปะการต่อสู้ไม่มีการแบ่งเป็ห้องเหมือนกับที่เขาเคยอยู่ ที่นี่แบ่งออกเป็สามแผนกคือระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง
นักเรียนที่มีคุณสมบัติเข้ามาเรียนที่นี่จะได้เข้าสู่ระดับต้นเป็ด่านแรก หลังจากผ่านการฝึกฝนแล้วก็จะได้รับการสอบเลื่อนขั้นเพื่อเข้าสู่ระดับกลางตามลำดับ
ส่วนแผนกระดับสูง ได้ยินมาว่าเป็อันดับสูงสุดของศิลปะการต่อสู้ มีเพียงปรมาจารย์ที่ก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตพิเศษเท่านั้นที่จะเลื่อนเข้าสู่ระดับสูงได้ ซึ่งระดับสูงนี้ต่างก็เป็เป้าหมายที่ดึงดูดให้เหล่านักเรียนของสายศิลปะการต่อสู้แก่งแย่งกันเพื่อเข้าไปอยู่ในนั้น
“หลังจากนี้ถ้าหากมีปัญหาอะไร เธอมาหาครูที่นี่ได้ตลอดนะ”
หลังจากครูผู้นำทางนำเซี่ยฮุยเดินมาถึงห้องพักครูที่หรูหรา เขาก็พูดต่อไปว่า “ถึงแม้ว่าครูจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงเปลี่ยนมาเรียนสายนี้ก่อนสอบปลายภาคแค่สองเดือนแบบนี้ แต่ในเมื่อเธอมีคุณสมบัติสามารถเข้าสู่ระดับต้นของที่นี่ได้ เธอก็กอบโกย่เวลาสุดท้ายนี้ให้ดีที่สุดแล้วกันนะ แต่ครูขอบอกไว้ก่อนเลยนะ...ถ้าเธอไม่มีคุณสมบัติที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูก็คงยื่นเื่สมัครสอบให้เธอไม่ได้”
“ขอบคุณครับครูหลี่ ผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถครับ”
เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยฮุยที่ดูซื่อๆ หลี่ต้าป้าวก็อดส่ายหน้าไม่ได้ อันที่จริงเขาก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของเด็กนักเรียนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเท่าไหร่นัก
ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้เมื่อลุกขึ้นยืน พวกเขาต่างก็มีความโอหังอวดดีอยู่ในตัวรวมถึงส่งพลังสังหารออกมาจากร่างกายกันทั้งนั้นแหละ!
ถ้าหากมีแค่ความพยายาม ก็คงเดินอยู่บนเส้นทางศิลปะการต่อสู้ได้ไม่นาน
“อื้ม”
หลังจากเอนตัวลงบนเก้าอี้ที่นุ่มสบาย หลี่ต้าป้าวก็โบกมือใส่เขา “ออกไปได้แล้ว”
เซี่ยฮุยปิดประตูและเดินออกจากห้องไป
“หาว!”
หลังจากเซี่ยฮุยเดินออกมาจากห้องพักครู เขาก็หาวออกมาหวอดใหญ่ด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
สายตาของหลี่ต้าป้าวที่มองมาที่เขาไม่ได้เป็มิตรเลยสักนิด เขาเห็นสายตาของอีกฝ่ายเต็มสองลูกตาว่าคนคนนั้นมองเขาด้วยสายตาแบบไหน คำพูดที่อีกฝ่ายพูดพล่ามตลอดทางทำให้เขาแอบรู้สึกเบื่อเล็กน้อย
เขาหันกลับไปมองประตูห้องพักครูพร้อมกับกำหมัดแน่น
“ฟังก์ชันเสริมของฉันเจ๋งกว่าที่พวกนายจินตนาการแน่นอน”
เขาแอบระบายความอัดอั้นภายในใจ หลังจากนั้นเซี่ยฮุยก็เริ่มคิดพิจารณาต่อว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป
นักเรียนศิลปะการต่อสู้มีรูปแบบการเรียนการสอนอย่างอิสระ นอกจากการประเมินรายวัน ครูผู้สอนที่อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้มีหน้าที่สอนอะไร
ทั้งหมดนี้จำเป็ต้องตระหนักรู้และตามหาเส้นทางที่เหมาะสมด้วยตัวพวกเขาเอง
หลังจากเจอเส้นทางที่เหมาะสม ครูจะเป็คนแนะนำเส้นทางที่นักเรียนเลือกเดินว่าพวกเขาต้องทำอย่างไรจึงจะเดินอยู่บนเส้นทางนี้ และต้องทำอย่างไรเพื่อพัฒนาเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
“พลัง...ความเร็ว...พลังทางกายภาพ...ตอนนี้ความแข็งแกร่งของฉันอยู่ระดับ 2 แล้ว สิ่งเหล่านี้เหนือมาตรฐานการสอบเข้าวิทยาลัยแน่นอน”
“ส่วนที่เหลือ...ก็แค่ลองเล่นดู”
เป็เพราะการเปลี่ยนแปลงของระบบ เซี่ยฮุยจึงไม่จำเป็ต้องตั้งหน้าตั้งตาออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
ตราบใดที่มีแต้มเสริมความแข็งแกร่ง เลเวลของอาชีพก็จะเพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ระบบจะช่วยเพิ่มพลังทางกายภาพรวมถึงเลเวลของเขาให้สูงขึ้นแบบควบคู่กันไป
ตอนสอบเซี่ยฮุยต้องควบคุมความสามารถของตัวเอง และห้ามเผยความแข็งแกร่งพิเศษที่อยู่ในตัวของเขาออกมาให้คนอื่นรับรู้
นักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ระดับต้นที่ฝึกฝนได้ไม่กี่ปี จู่ ๆ กลับมีความสามารถและกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษ อีกทั้งยังมีเลเวลที่สูงลิ่ว ถ้าหากคนอื่นรู้คงต้องสงสัยในตัวเขาแน่ ๆ
เซี่ยฮุยไม่อยากให้ตัวเองต้องเจอกับความยุ่งยาก ดังนั้นเขาจึงต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจจะก่ออันตรายให้ตัวเอง
เขาเอนตัวนอนลงบนพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม เซี่ยฮุยมองไปยังกลุ่มสาวน้อยที่กำลังฝึกฝนกันอย่างกระตือรือร้นด้านล่าง และไม่มีท่าทีว่าจะเข้าร่วมกับพวกเธอแม้แต่น้อย
“เปลี่ยนผู้เฝ้าสังเกตการณ์ใหม่อีกแล้ว!”
เมื่อแอบมองผ่านช่องว่างของพื้นหญ้าสีเขียว เขารู้สึกได้ว่ามีสายตาของใครกำลังมองมา ผู้ชายสวมใส่ด้วยชุดนักเรียนกำลังชำเลืองมองมาทางฝั่งที่เขานอนอยู่เป็ระยะ
เซี่ยฮุยมองปราดหนึ่งและไม่ได้สนใจอีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนแอบมาสะกดรอยตามเขา
ความแข็งแกร่งของคนคนนั้นไม่สามารถทำอันตรายเขาได้ เซี่ยฮุยจึงแสร้งทำเป็มองไม่เห็น
“หรือจะเป็คนทางฝั่งนั้น?”
เซี่ยฮุยสนใจคนที่เป็คนสั่งการซึ่งอยู่เื้ัของคนคนนี้เป็อย่างมาก ของที่ชายเสื้อกันลมมอบให้เขาในคราวก่อนทำให้ค่าสเตตัสของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ถ้าหากคนที่สั่งการเป็ผู้ที่อยู่ด้านมืด เขาก็คงต้องเป็ผู้ส่งสารแห่งความยุติธรรมอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะ
ลงมือคืนนี้ก็แล้วกัน
เมื่อนึกถึงผู้สังเกตการณ์่หลายวันมานี้ ทางฝั่งนั้นคงได้รับข่าวใหม่มากมายเกี่ยวกับตัวเขา จะเป็ศัตรูหรือพันธมิตร คงได้รู้กันคืนนี้แหละ
เซี่ยฮุยรู้สึกพึงพอใจกับกฎและข้อบังคับของวิทยาเขตศิลปะการต่อสู้เป็อย่างมาก
่บ่ายเขาใช้เวลาไปกับการเอนตัวนอนลงบนพื้นหญ้าและซึมซับสายลมเย็นสบายใน่ฤดูร้อน บรรยากาศที่แสนอบอุ่นทำให้เขารู้สึกฟินจนหลับไปตอนไหนไม่รู้
หลังจากตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เซี่ยฮุยก็เหลือบมองเวลาบนสายรัดข้อมือ
ใกล้จะเลิกเรียนแล้ว
เซี่ยฮุยล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและเดินกลับบ้านด้วยท่าทางผ่อนคลาย
ไม่ต้องแบกกระเป๋าเรียนให้เหนื่อย เป็อิสระแบบนี้ช่างยอดเยี่ยมดีจริง ๆ
เซี่ยฮุยแอบเหล่ตามองผู้สังเกตการณ์ที่ยังคงสะกดรอยตามเขา จากนั้นเขาก็เดินกลับบ้านตามปกติ
หลังจากกินข้าวมื้อเย็นเสร็จ เขาก็มานั่งเอนตัวลงบนโซฟาและเปิดดูข่าวสารเรื่อยเปื่อยเพื่อฆ่าเวลา เพียงไม่นานเข็มนาฬิกาก็เดินทางมาถึง่สี่ทุ่ม
ได้เวลาแล้ว
เซี่ยฮุยจ้องไปที่หน้าต่างห้อง ผู้สังเกตการณ์คนนั้นหมุนตัวเดินกลับไปแล้ว เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องก็พบว่าไม่มีสิ่งผิดปกติอื่น ๆ
เขาเปิดหน้าต่างออกไปและะโลงมาด้านล่าง การเคลื่อนไหวของเขาราวกับนินจาไร้เสียง หลังจากนั้นเขาก็รีบเดินตามผู้เฝ้าสังเกตการณ์ไปอย่างไม่รอช้า
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้าไปในวิลล่า เซี่ยฮุยที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดก็แสดงท่าทางประหลาดใจออกมาทางสีหน้า
“บ้านของเจี่ยปิงอวี่ไม่ใช่เหรอ? เธอส่งคนมาสะกดรอยตามฉันแบบนี้ หรือว่าสงสัยอะไรฉัน?”
เซี่ยฮุยใจเต้นตึก ๆ หลังจากมองไปที่กำแพงบ้านที่ถูกปกคลุมด้วยวัชพืชสีเขียว เขาก็รีบปีนขึ้นไป้าทันที
เขาแอบเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านใน หลังจากนั้นก็ตัดสินใจะโเข้าไปด้านในบ้านของเจี่ยปิงอวี่
ตอนที่เซี่ยฮุยมาถึงขอบหน้าต่างก็พบว่าผู้เฝ้าสังเกตการณ์คนนั้นกำลังรายงานความเคลื่อนไหวให้ใครบางคนที่อยู่ในบ้านฟัง
“คุณหนูใหญ่ครับ พวกผมสะกดรอยตามเป้าหมายมาหลายวันแล้ว ่นี้เขามีแค่เดินทางไปโรงเรียนและกลับบ้านตามปกติเท่านั้น ไม่ได้ออกไปที่อื่น ไม่ได้ติดต่อกับคนนอกแม้แต่คนเดียว เขาใช้ชีวิตปกติเหมือนกับเด็กมัธยมธรรมดาทั่วไปครับ”
“เป้าหมายย้ายสายการเรียนไปอยู่สายศิลปะการต่อสู้แล้ว พวกเราต้องติดตามเขาต่อไปไหมครับ”
“ไม่ต้องแล้วล่ะ บอกให้คนของนายยกเลิกการติดตามได้เลย ่สองวันนี้เตรียมตัวให้พร้อม วงในมีข่าวเพิ่มเติมเข้ามาแล้ว ่ค่ำของวันมะรืน แก๊งเฮยหลางจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้าที่โรงเหล็กร้างทางทิศตะวันตกเฉียงใต้”
“ครับคุณหนูใหญ่”
หลังจากเสียงฝีเท้าเดินออกจากห้องไป ภายในห้องก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
เซี่ยฮุยที่ยืนอยู่ด้านนอกหรี่ตามองเข้าไปด้านในห้องก็ไม่พบเงาของใครแม้แต่คนเดียว วิลล่าหรูแห่งนี้มีทั้งหมดสี่ชั้น ดูเหมือนว่าคุณหนูใหญ่คนนั้นจะเดินขึ้นไป้าแล้วสินะ
“วันมะรืนงั้นเหรอ...”
เซี่ยฮุยเม้มปาก ช่างเป็ข่าวที่เหนือความคาดหมายจริง ๆ
หลังจากนั้นเซี่ยฮุยก็เดินออกจากวิลล่าไปอย่างเงียบ ๆ ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น...