คนของมู่ช่างเปิดแผงขายสุราข้างทาง เมื่อเหลือบไปเห็นหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์เขาก็แสร้งเคาะขวดสุราเปล่าเป็สัญญาณราวห้าครั้ง
มู่โจวเหลือบไปมองแล้วหันมายิ้มกับพี่ชาย “นั่นคนของท่านใช่หรือไม่”
“เ้าทายถูก ไปๆ นั่งเสียก่อน จิบสุราสักหน่อย อากาศ่นี้เย็นลงมากแล้ว” มู่ช่างยกมือขึ้นตบบ่าน้องชายแล้วพผลักให้มู่โจวเดินไปที่โต๊ะริมสุด
สองพี่น้องนั่งลง เ้าของแผงสุราก็รีบเดินนำสุราและจอกมาวางลงที่โต๊ะ “ท่านมาได้จังหวะพอดี ข้าเปิดแผง คนน้อยขอรับ”
มู่โจวลดเสียงลง “เป็อย่างไรบ้าง”
“หน้ากากจิ้งจอกแดงที่หายตัวไป่หนึ่งเพิ่งกลับมาขอรับ”
มู่ช่างขมวดคิ้ว “หายไปตั้งหกเจ็ดเดือนแล้วมิใช่หรือ รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”
“ไม่ทราบขอรับ เพียงแต่ข้ารู้สึกว่าคนผู้นี้รูปร่างเปลี่ยนไปสักหน่อย”
“อย่างไร”
“เขาเตี้ยกว่าคนก่อน แต่วรยุทธ์เหมือนกันมาก”
ยามนั้นมีชายหนุ่มสองสามคนเดินเข้ามาจับจองที่นั่งอีกโต๊ะ เ้าของแผงสุราจึงต้องรีบไปต้อนรับ
“พี่ช่าง ผู้ใดคือหน้ากากจิ้งจอกแดง”
“คนผู้นี้คือหัวหน้านักเลงถนนนี้ วรยุทธ์ร้ายกาจมาก ขนาดหยวนจื่อจิงยังสู้ไม่ได้ คนผู้นี้ขับไล่อันธพาลกลุ่มเดิมออกจากไป๋เติ้งโหลง แล้วตั้งตัวเป็หัวหน้า เขาช่วยหยวนจื่อจิงดูแลความเรียบร้อย มิให้นักเลงต่างถิ่นหรือคนชั่วทำเื่ผิดกฎหมายบนถนนนี้”
“เขาได้ประโยชน์อันใด” มู่โจวย่นหัวคิ้ว
“พวกเ้าของกิจการจ่ายเงินสนับสนุนเขาเป็รายเดือนเพราะเห็นว่ากลุ่มจิ้งจอกแดงคอยดูแลความสงบเรียบร้อยและไม่ขูดรีดค่าคุ้มครอง อยากให้เท่าใดก็จะได้รับการดูแลเท่านั้น ไม่มีการก่อกวน ได้ยินว่าหน้ากากจิ้งจอกแดงผู้นี้ไม่รับเงินทอง แต่นำมาแบ่งให้ลูกน้องทั้งหมด”
“เป็คหบดีใจบุญหรือไรกันจึงไม่รับเงินทอง”
“ข้าเองก็สงสัยเหมือนเ้า คนของข้าแฝงตัวไปอยู่ในกลุ่มจิ้งจอกแดงผู้หนึ่ง รู้เห็นพฤติกรรมคนผู้นี้ก็ยังกล่าวยกย่องอยู่ไม่ขาดปาก ท่านไป๋ของพวกเขา ไม่รับเงินแม้สักอีแปะ มีคนชื่อฉินอี้ไปรับเงินจากพวกเ้าของร้านค้าแล้วนำมาแบ่งให้ลูกน้องทุกคนอย่างยุติธรรม”
มู่โจวยกยิ้มมุมปาก “คนผู้นี้คงมิใช่คนในสำนักมือปราบหรอกนะ”
“เหล่าฟางไปดูแล้ว บอกว่าในสำนักมือปราบไม่มีคนฝีมือดีขนาดหน้ากากจิ้งจอกแดง” มู่ช่างหน้าส่ายหน้า รินสุรากระดกใส่ปาก
“ขนาดนั้นเชียว ท่านพูดเช่นนี้ ข้าชักอยากจะลองประมือกับท่านไป๋ผู้นี้เสียหน่อยแล้ว”
“รอค่ำกว่านี้สักหน่อย เขาน่าจะมาเดินตรวจตรา”
“เอ๋! มาตรวจตอนดึกหรือ”
“อืม ่หัวค่ำเป็หน่วยมือปราบออกมาตรวจ ่ดึกหน่อย ท่านไป๋กับลูกน้องก็จะออกมา”
หยวนจื่อจิงนำกลุ่มมือปราบออกเดินลาดตระเวนั้แ่ต้นถนนไป๋เติ้งโหลงไปจนเกือบสุดถนน พอมองเห็นบุรุษสองคนสะดุดตาก็มองอย่างพินิจ ครั้นแน่ใจว่าเป็สองพี่น้องสกุลมู่ก็เดินเข้าไปทักทาย
“คุณชายรองมู่ คุณชายสามมู่ พวกท่านมาถึงเมืองหลวงั้แ่เมื่อใด”
มู่ช่างกับมู่โจวลุกขึ้นยืนประสานมือทักทายตามมารยาท ทั้งสองฝ่ายเคยพบเจอกันหลายครั้ง เมื่อคราวเกิดฏ
“ข้าเพิ่งมาถึงเมื่อตอนสายนี่เอง ท่านพ่อสั่งให้นำของขวัญเข้าไปคารวะใต้เท้าหยวน คงจะได้เข้าไปในวันพรุ่งนี้”
หยวนจื่อจิงยิ้มน้อยๆ เขารู้ว่านั่นมิใช่การเข้าไปขอพบบิดา หากแต่มู่ช่างคงจะมาเพื่อดูตัวน้องสาวของเขาซึ่งเป็คู่หมายที่ฮ่องเต้้าประทานให้ต่างหาก น้องสาวของเขายังไม่รู้เื่นี้ ไม่รู้ว่านางจะคิดอ่านเช่นไร
“พรุ่งนี้ท่านพ่อกับข้าจะอยู่ต้อนรับท่านทั้งสองเอง แต่ตอนนี้คงต้องขอตัว เมื่อคืนวานเกิดเหตุสลดที่ถนนใกล้ๆ ขุนนางกลุ่มหนึ่งถูกลอบทำร้าย มีผู้เสียชีวิตสองคน ตอนนี้ยังจับกุมคนร้ายไม่ได้ ข้าจึงต้องตรวจตราอย่างเข้มงวด”
มู่ช่างผายมือ “เชิญคุณชายหยวนตามสบายเถิด”
สองพี่น้องลุกขึ้นเดินไปตามถนนที่จุดโคมไฟสว่างไสวสวยงาม พวกเขาเดินย้อนไปยังต้นถนน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงคนต่อยตีกัน
ถนนไป๋เติ้งโหลงทั้งกว้างและยาว ท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ คนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมทำร้ายบุรุษสองคน
“เ้าคิดว่าพวกข้าไม่กล้าหรือไร บังอาจเอาชนะคุณชายของเราตั้งหลายตา”
ฟังคำพูดพวกนี้ มู่ช่างและมู่โจวก็พอจะเดาออกว่าพวกเขาเพิ่งออกมาจากบ่อนการพนันใหญ่ที่มีชื่อว่า “จินเป่าเซียง”
ชายหนุ่มในอาภรณ์ที่น้ำเงินหรูหรายืนกอดอกอยู่ไม่ไกล “ดีๆ จัดการมันให้หมอบ ต่อไปมันจำได้จำข้าได้”
พลั่ก!
ร่างของผู้ที่รุมทำร้ายกลายเป็เหยื่อถูกถีบกระเด็นออกไปทีละคน
“เ้า!” คุณชายที่ยืนกอดอกอยู่เมื่อครู่ ชี้นิ้วไปยังร่างโปร่งที่สวมหน้ากากจิ้งจอกแดง “เ้ากล้าทำร้ายคนของข้า”
คนของคุณชายเสเพลวิ่งถอยไปยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ด้านข้างซ้ายขวาของคุณชายตน พวกเขาเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ ‘จิ้งจอกแดง’ ดี หากยังคงดื้อดึงต่อไปอาจจะต้องกลายเป็ฝ่ายเจ็บหนักหรือพิการ
“คุณชายเผย ท่านก็รู้ว่ากฎของถนนสายนี้มีว่าอย่างไร ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามทะเลาะวิวาทและทำร้ายผู้อื่น ไม่เช่นนั้นข้ามีสิทธิ์จับเขาไปส่งสำนักมือปราบ”
เผยเหวินโหรวส่งสายตาเหยียดๆ ให้กับผู้สวมหน้ากากจิ้งจอกแดง "เ้าเป็เพียงนักเลงหัวไม้ มีสิทธิ์มาจับกุมบุตรชายท่านโหวอย่างข้าหรือ”
“ฮ่าๆ เผยเหวินโหรว เ้ามันก็แค่บุตรชายปลายแถว มิใช่โหวซื่อจื่อเสียหน่อย อีกอย่างข้าได้รับอนุญาตจากหัวหน้ามือปราบหยวนผู้คุมเขตนี้ เหตุใดจะมิกล้า”
คำพูดเยาะเย้ยของหน้ากากจิ้งจอกแดงทำเอาคุณชายเผยแทบกระอัก เขาเป็บุตรชายคนที่เจ็ดของซุนจิ้งโหว และเกิดจากอนุภรรยาคนที่ห้าที่มาจากครอบครัวค้าขาย ในจวนโหวจึงไม่ค่อยมีความสำคัญนัก เมื่ออยู่ภายนอกจวนมักจะจับกลุ่มกับสหายรังแกผู้ด้อยกว่า
“หลินเฉา สั่งสอนมันเดี๋ยวนี้” เขาหันไปสั่งองครักษ์ที่ถือดาบอยู่เยื้องไปด้านหลัง
คนผู้นี้ท่านตาเพิ่งว่าจ้างให้มาคุ้มครองเขาเมื่อไม่นานมานี้เพราะรู้ว่าอยู่นอกจวนเขาเกกมะเหรกเกเรเกรงว่าจะมีคนรังแก จึงได้สรรหายอดฝีมือจากสำนักคุ้มภัยมาจากภาคตะวันตกมาช่วยดูแลหลานชายที่เป็บุตรท่านโหวผู้นี้
หลินเฉาไม่รอช้า ชักกระบี่แล้วกระโจนเข้าหาหน้ากากจิ้งจอกแดง เขาได้ยินคำสรรเสริญเื่ฝีมือคนผู้นี้มาพอสมควร นึกอยากจะประมือด้วยอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำสั่งก็ไม่รอช้า รีบชักกระบี่เข้าหาในทันที
ในมือของหน้ากากจิ้งจอกแดง มีแส้อยู่เส้นหนึ่ง เพียงะโลอยตัวขึ้นฟาดแส้ออกไปก็ตวัดมัดข้อมือของหลินเฉาเอาไว้แน่น ทว่าหลินเฉาเองก็มิได้พลาดพลั้งง่ายอย่างที่ทุกคนคาด เขาโยนกระบี่ไปอีกมือและต่อสู้อย่างไม่ยั้งมือ
มู่ช่างกับมู่โจวก็เป็ส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่คอยลุ้นว่าชัยชนะจะเป็ของหน้ากากจิ้งจอกแดงอีกหรือไม่
“พี่ช่าง ข้าว่าวรยุทธ์ของคนผู้นี้ดูคุ้นตานัก”
“จริงด้วย ข้าก็รู้สึกคุ้นเช่นกัน” มู่ช่างพินิจพิเคราะห์ขณะดูการต่อสู้อย่างดุเดือด “อ๊า! ข้ารู้แล้ว”
มู่โจวหันมาสบตากับพี่ชาย เอ่ยคำพูดที่แ่เบาคำหนึ่ง “องครักษ์ลับ”
“ใช่!”
มู่ช่างเห็นด้วย เขาเองก็เคยพบปะกับองครักษ์ลับของเหลียนฮ่องเต้อยู่สองสามครั้ง ได้เห็นวรยุทธ์ของพวกเขากับตาและจดจำได้
หน้ากากจิ้งจอกแดงดึงเอาแส้คืนกลับมาอย่างรวดเร็วและใช้แส้ตวัดใส่คู่ต่อสู้ราวกับกำลังหยอกล้อ ทว่าบนร่างคนผู้นั้นกลับปรากฏรอยขาดของเสื้อผ้าและเกิดาแกระจายทั่วทั้งตัว
*************