“เอาล่ะพวกเ้ามานั่งรวมกันตรงนี้ในขณะที่กำลังพักกันอยู่ข้าจะสาธิตกระบวนท่าใหม่ให้พวกเ้าดู”
เสียงของหม่าหลงได้ดังขึ้นซึ่งทำให้เป็จุดสนใจของเหล่าเด็กที่กำลังเหน็ดเหนื่อยทอดร่างอยู่ติดกับพื้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำกล่าวว่ากระบวนท่าใหม่เหล่าเด็กๆก็ไม่รอช้าก็ได้รีบพยุงกายอันเหน็ดเหนื่อยขอตนนั้นไปรวมตัวกันตรงด้านหน้าหม่าหลงอย่างรวดเร็วไม่เว้นแต่ิหย่งเล่อและหวังต้าจิน
“กระบวนท่าที่ 4ที่พวกเ้าได้เรียนไปนั้นเป็หนึ่งในกระบวนท่าพื้นฐานการรบของกองทัพที่ซึ่งกระบวนท่าทั้งหมดนั้นมี5 กระบวนท่าด้วยกันโดยกระบวนท่าใหม่ที่ข้าจะสอนในวันนี้ก็คือกระบวนท่าสุดท้ายของกระบวนท่าพื้นฐานที่ซึ่งเรียกได้ว่าเป็กระบวนท่าไม้ตายที่เอาไว้พิฆาตสังหารศัตรูเอาล่ะมองดูให้ดีๆ อย่าได้ละสายตาเชียวล่ะ”
ไม่รีรอหลังจากที่อธิบายความเป็มาของกระบวนท่าแล้วนั้นหม่าหลงก็ได้ค่อยๆผ่อนลมหายใจร่างกายของเขานั้นคล้ายกับูเาสูงใหญ่ลูกหนึ่งที่ตั้งตรงตระหง่านอยู่ไม่ช้าหม่าหลงก็ได้ค่อยๆ ออกกระบวนท่าพื้นฐานที่ได้เคยสอนไปแล้ว 4 กระบวนท่าอย่างช้าๆ และเมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดของกระบวนท่าที่ 4 ที่ซึ่งกระบวนท่าต่อไปนั้นเป็กระบวนท่าใหม่ที่เหล่าเด็กๆตรงหน้าจะได้เรียนรู้
“อย่าได้ละสายตาล่ะ”
เสียงของหม่าหลงนั้นถูกส่งออกจากปากอย่างแ่เบาพร้อมทั้งการเคลื่อนไหวของหม่าหลงนั้นคล้ายกับว่าเป็การพุ่งกระโจนมุ่งตรงเข้าหาเป้าหมายของเหล่าสัตว์ป่าท่วงท่าของหม่าหลงนั้นเป็การกระโจนไปด้านหน้าและใช้มือซ้ายพุ่งแทงตรงออกไปแต่ไม่ทันไรก็ชักมือซ้ายกลับพร้อมกับแทงมือขวาพุ่งตรงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วซึ่งความเร็วระหว่างการแทงออกไปและชักกลับระหว่างสองมือนี้นั้นรวดเร็วเป็อย่างมากถ้าหากหม่าหลงนั้นสามารถที่จะเร็วได้มากกว่านี้นั้นสามารถที่ทิ้งภาพติดตาไว้ได้เลยทีเดียว
ถึงแม้นการที่พุ่งตัวแทงมือซ้ายออกไปและชักกลับแปรเปลี่ยนเป็การโจมตีด้วยมือขวาแทนนั้นถ้าหากเพียงลองทำกันดูแล้วนั้นกลับรู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวนั้นดูไม่ลื่นไหลและไม่เพียงเท่านั้นยังดูขัดกันอีกด้วยเหล่าเด็กที่นั่งมองดูอยู่ต่างก็ลองๆแทงมือและชักกลับเปลี่ยนมือกันบ้างแต่ยิ่งทำยิ่งรู้สึกไม่ลื่นไหลแตกต่างจากที่ได้เห็นหม่าหลงแสดงให้ดูเมื่อสักครู่
หม่าหลงเมื่อเห็นเหล่าเด็กที่กำลังลอกเลียนแบบกระบวนท่าที่ตนได้แสดงให้ดูที่ซึ่งเหล่าเด็กๆต่างก็เหมือนมีความไม่เข้าใจหรืองุนงงอยู่กับกระบวนท่าทีตนได้แสดงให้ได้เห็นเมื่อสักครู่นี้เด็กบางคนนั้นเมื่อสักครู่นั้นมองเห็นเพียงแค่การพุ่งแทงมือข้างซ้ายออกไปเพียงเท่านั้นพอรู้ตัวอีกทีมือขวาก็หยุดอยู่กลางอากาศแล้วแทบจะตามการเคลื่อนไหวไม่ทัน
“เอาล่ะเอาล่ะข้าจะแสดงให้ดูอีกทีก็แล้วกัน”
หม่าหลงก็ได้ร่ายรำกระบวนท่าพื้นฐานทั้ง4ไปอย่างรวดเร็วและเมื่อเข้าสู่กระบวนท่าสุดท้ายหม่าหลงตั้งใจที่จะลดความเร็วในการออกกระบวนท่าลงเพื่อที่จะให้เหล่าเด็กๆบางคนที่ตามการเคลื่อนไหวไม่ทันได้เห็นถึงกระบวนท่าการโจมตีได้ชัดขึ้น
เมื่อกระบวนท่าที่ถูกปล่อยออกไปมีการทำให้ช้าขึ้นแล้วนั้นเหล่าเด็กๆที่นั่งจ้องมองต่างก็เห็นการออกกระบวนได้อย่างชัดเจนและมีบางคนนั้นมองออกถึงเส้นสายกลในที่ทำให้กระบวนท่านั้นมีความไหลลื่นถึงแม้จะมีความขัดแย้งกันอยู่ภายในกระบวนท่าก็ตามเมื่อหม่าหลงได้แสดงกระบวนท่าเสร็จแล้วนั้นก็ได้ใช้สายตากวาดมองเหล่าเด็กๆที่กำลังนั่งจ้องตนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากเรียนรู้กระบวนท่าสุดท้ายนี้
แต่ในขณะที่หม่าหลงจะได้เปิดปากพูดในสิ่งที่จะทำต่อไปในการฝึกวันนี้ก็ได้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าที่ซึ่งเมื่อมองดูภายในกลุ่มของเหล่าเด็กๆนี้นั้นจะพบได้ว่าเด็กชายผู้นี้นั้นมีความเป็ผู้ใหญ่มากกว่าและมีร่างกายภายนอกที่ใหญ่พร้อมทั้งเหล่ามัดกล้ามตามแขนได้ยกมือขึ้นเพื่อที่กล่าวถามบางอย่างกับหม่าหลง
“มีอะไรรึฉินจง”
หม่าหลงที่เห็นเด็กชายคนนั้นและนั้นก็ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่จะทำการฝึกในขั้นต่อไปแต่ได้เปิดปากกล่าวถามถึงการที่เด็กชายคนนั้นได้ยกมือขึ้นเด็กชายคนนั้นมีอายุ 17ปีซึ่งถือว่าเป็คนที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่มของเด็กยี่สิบกว่าคนนี้แล้วและยังเป็หัวหน้าของเหล่าเด็กๆในที่แห่งนี้ด้วย
“ท่านลุงหม่ากระบวนท่าเมื่อสักครู่นี้นั้นเป็การโจมตีที่ใช้พลังปราณในการใช้ออกซึ่งกระบวนท่าด้วยใช่ไหม”
ฉินจงได้กล่าวในสิ่งที่ตนเองสงสัยออกมาอย่างรวดเร็วในกลุ่มของเหล่าเด็กๆที่นั่งอยู่นี้นั้นเมื่อได้ยินในสิ่งที่ฉินจงกล่าวแล้วนั้นเหล่าเด็กเกือบทุกคนต่างก็แสดงสีหน้างุนงงและสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่ฉินจงกล่าวออกมาเพราะเด็กๆเ่าั้มองไม่เห็นหรือััไม่ได้ถึงการใช้พลังปราณในการใช้ออกกระบวนท่าเมื่อสักครู่แม้แต่น้อยแต่ก็มีอีกสองถึงสามคนที่มีความสงสัยใคร่รู้เฉกเช่นเดียวกับฉินจงซึ่งิหย่งเล่อก็เป็หนึ่งในนั้น
ถึงแม้ว่าเหล่าเด็กๆที่คนในที่นี้นั้นได้เรียนรู้ในการฝึกฝนลมปราณแล้วนั้นแต่ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าได้เหยียบลงบนวิถีแห่งการบ่มเพาะที่แท้จริงมีเพียงสามหรือสี่คนเพียงเท่านั้นที่ได้ก้าวเหยียบลงบนวิถีนี้โดยสามารถที่นำปราณที่อยู่ตามธรรมชาติมาใช้ในการฝึกฝนจนเข้าสู้ขั้นรวบรวมลมปราณที่ซึ่งเป็หนึ่งในเก้าขอบเขตล่างแห่งการฝึกลมปราณวิถีเซียนะ
ิหย่งเล่อที่ได้ยินคำกล่าวถามของฉินจงนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดเพราะตัวของเขานั้นก็ััได้เหมือนกันว่าในกระบวนท่าสุดท้ายของหม่าหลงนั้นได้มีการใช้พลังปราณในการแสดงกระบวนท่าิหย่งเล่อในโลกนี้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้นั้นก็นับได้ว่ามีพร์ในการฝึกฝนระดับหนึ่งถึงแม้จะไม่เท่าฉินจงที่ซึ่งเป็คนที่เรียกได้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีเด็กที่มีพร์แบบเขานั้นปรากฏขึ้นเพียง1 คนในรอบ 100 ปีเพียงเท่านั้น
ถึงแม้นจะรับรู้ได้ว่าในกระบวนท่าสุดท้ายของหม่าหลงที่ได้แสดงออกว่ามีการใช้พลังปราณแต่ถ้าหากเป็ิหย่งเล่อคนก่อนนั้นคงเพียงััได้เพียงการเคลื่อนไหวของปราณธรรมชาติที่เปลี่ยนไปในอากาศเพียงเท่านั้นทำได้เพียงคาดเดาว่าหม่าหลงนั้นใช้ออกด้วยพลังปราณทำให้ปราณในธรรมชาตินั้นมีการกระเพื่อมแต่สำหรับิหย่งเล่อในตอนนี้นั้นสามารถมองเห็นและบอกได้ถึงการปลดปล่อยและการเคลื่อนไหวของพลังปราณของหม่าหลงได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งถึงขั้นเหนือกว่าฉินจงซะด้วยซ้ำถ้าหากตั้งใจจ้องมองดีๆ
“ใช่แล้วล่ะ ข้านั้นได้ใช้พลังปราณเข้ามาช่วยซึ่งยิ่งเคล็ดวิชาหรือกระบวนท่าในระดับที่สูงขึ้นไปต่างก็ต้องพลังปราณในการโคจรแสดงกระบวนท่าหรือเคล็ดวิชาออกมาเท่านั้นยกเว้นว่าคนผู้นั้นจะก้าวเดินอยู่บนวิถีเซียนวรยุทธ์ที่ซึ่งฝึกฝนวิถีแห่งกายาที่แข็งแกร่งอันเป็นิรันดร์ที่ซึ่งนับว่าหาได้ยากมากนักจะใช้พลังของกายาที่ได้ฝึกฝนมานั้นแสดงกระบวนท่าหรือเคล็ดวิชาที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังปราณมากนักหรือไม่ใช้เลยแต่ก็สามารถที่จะแสดงพลังของกระบวนท่าหรือเคล็ดวิชาออกมาได้รุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าเหล่าผู้ใช้ปราณเลยด้วยซ้ำจากที่ข้าเคยได้ยินมาตลอดทั่วทั้งหมู่บ้านสิบกว่าหมู่บ้านที่อยู่ภายในพื้นที่หุบเขาเมฆาของเรานี้นั้นไม่มีสักคนเดียวที่เดินอยู่วิถีนี้”
หม่าหลงได้กล่าวตอบบอกถึงความจริงว่ากระบวนท่าที่ได้ใช้ออกไปในตอนสุดท้ายนั้นเป็กระบวนท่าที่ต้องใช้พลังปราณเข้ามาเกี่ยวข้องในการใช้ออกไม่เพียงเท่านั้นยังได้กล่าวถึงเื่ราวเล็กๆ น้อยๆเกี่ยวกับวิถีการฝึกตนอีกรูปแบบหนึ่งที่ซึ่งเป็หนึ่งในวิถีอันมากมายภายในโลกใบนี้ให้เหล่าเด็กๆนั้นได้รับฟัง
เหล่าเด็กๆต่างก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นเป็อย่างมากเมื่อกล่าวถึงพลังปราณและยิ่งแสดงสีหน้าตื่นเต้นมากขึ้นไปอีกเมื่อหม่าหลงได้กล่าวถึงเื่การฝึกวิถีแห่งเซียนวรยุทธเหล่าเด็กๆ ส่วนมากต่างก็อยากฝึกพลังปราณให้ได้โดยเร็วถึงแม้นภายในโลกใบนี้จะไม่ขาดแคลนปราณธรรมชาติมิหนำซ้ำยังอุดมสมบูรณ์ท่วมท้นมากถ้าหากว่าเทียบกับโลกเก่าของิหย่งเล่อแต่สำหรับเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในที่ห่างไกลภายในป่าเขาแบบหมู่บ้านของเขาแล้วนั้นการที่ฝึกพลังปราณนั้นแทบจะเรียกได้ว่ายากมากๆเพราะภายในหมู่บ้านนั้นมีการบอกเล่าสืบทอดการฝึกแบบปากต่อปากกันมาภายในหมู่บ้านเพียงเท่านั้นไม่ได้มีเคล็ดวิชาหรือวิธีการสืบทอดการฝึกปราณอย่างพวกเหล่าตระกูลหรือราชวงศ์ภายในเมืองใหญ่ที่มีวิธีการฝึกของตนเอง
เหล่าเด็กๆภายในรุ่นนี้นั้นถือว่านับเป็รุ่นแห่งอัจฉริยะเลยทีเดียวถ้าหากเทียบกับรุ่นก่อนเพราะในรุ่นนี้นั้นเหล่าเด็กๆบางคนเฉกเช่นฉินจงและิหย่งเล่อนั้นสามารถที่ชักนำพลังปราณธรรมชาติมาใช้ในการบ่มเพาะได้แล้วถ้าหากเทียบกับรุ่นก่อนๆ นั้นถือว่าเร็วกว่ามากหลายปีเลยทีเดียวซึ่งรุ่นนี้ถือได้ว่าเป็รุ่นความหวังของหมู่บ้านเลยทีเดียวที่จะสามารถที่จะกราบอาจารย์เข้าสู่สำนักของเหล่าเทพเซียนแท้จริงบนูเาอันศักดิ์สิทธิ์เ่าั้
“ก็อย่างที่พวกเ้าเห็นถึงบอกว่าข้านั้นจะสอนกระบวนท่านี้ให้กับพวกเ้าแต่ก็อย่างที่พวกเ้าได้ฟังที่ข้าอธิบายไปกระบวนท่านี้นั้นจำเป็ที่ต้องใช้พลังปราณในการใช้ออกดังนั้นข้าคงสอนให้พวกเ้าไม่ได้ทั้งหมดทุกคน”
ในขณะที่หม่าหลงนั้นได้กล่าวอธิบายเกี่ยวกับการที่จะสอนกระบวนท่าใหม่นี้นั้นทำให้เหล่าเด็กๆที่เคยมีความตื่นเต้นภายในดวงตานั้นเกิดความเศร้าหมองอย่างรวดเร็วหม่าหลงที่เห็นอย่างนั้นก็เหมือนจะมีคำบางคำที่จะกล่าวออกมาแต่ก็ได้กลืนคำพูดนั้นลงไป
“ท่านลุงหม่าไม่ใช่ว่ามีอีกวิธีที่ไม่ต้องใช้พลังลมปราณในการแสดงกระบวนท่าตามที่ท่านได้บอกไปเมื่อสักครู่ไม่ใช่หรอท่านลุงหม่า”
ในขณะนั้นก็ได้มีเสียงของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังนอนเอนกายอยู่บนพุงอันอวบอ้วนของเด็กชายอีกคนหนึ่งได้กล่าวออกมาผู้ที่ซึ่งกล่าวออกมานี้นั้นก็คือหม่าหย่งเล่อแต่หม่าหย่งเล่อที่กล่าวออกมานี้นั้นก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าอีกวิธีหนึ่งนั้นจะเป็วิถีของเซียนวรยุทธที่ซึ่งยากกว่าของเหล่าผู้ฝึกปราณมากนักแต่อย่างน้อยสำหรับเหล่าเด็กคนอื่นไม่สามารถใช้ออกซึ่งพลังปราณได้นั้นนับว่าเป็อีกวิธีหนึ่งที่ยังสามารถที่จะฝึกได้ถึงแม้นจะยากกว่าก็ตามิหย่งเล่อเพียงกล่าวออกมาเพื่อที่จะให้ความหวังของเด็กคนอื่นเพียงเท่านั้นทางด้านฉินจงที่นั่งอยู่ไม่ไกลเมื่อได้ยินคำกล่าวของิหย่งเล่อนั้นก็ได้แต่ลอบส่ายหัวเพียงเท่านั้นเขานั้นถึงเขาก็พอมีความคิดที่จะกล่าวออกไปเฉกเช่นิหย่งเล่อแต่เพียงว่าเขาคิดว่าจะเป็เพียงฝันลมๆแร้งๆ เพียงเท่านั้นเลยไม่ได้กล่าวออกไป
“ิหย่งเล่อที่เ้าพูดถึงคือวิถีของเซียนวรยุทธที่ข้าได้พูดไปเมื่อตะกี้ซินะเ้าไม่ได้ยินที่ข้าได้บอกอีกอย่างหรือไงว่ามันเป็วิถีที่ยากกว่าการฝึกปราณมากนัก”
หม่าหลงก็ได้เปิดปากกล่าวะโตอบกลับไปยังิหย่งเล่อทันทีเขาเข้าใจดีว่าิหย่งเล่อนั้น้าที่จะให้ความหวังแก่เหล่าเด็กๆคนอื่นแต่อย่างไรก็ตามนั่นก็ยังเป็อีกเส้นทางหนึ่งที่เรียกได้ว่ายากเย็นไม่แพ้กันเลยแม้แต่น้อย
“ท่านลุงหม่าถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถไปถึงขั้นเหยียบย่างลงบนวิถีแห่งเซียนวรยุทธได้แต่ก็ให้ฝึกฝนร่างกายเพิ่มพร้อมทั้งฝึกการออกกระบวนท่าควบคู่ไปด้วยข้าว่าถึงแม้นจะไม่สามารถแสดงพลังปราณควบคู่ไปด้วยแต่ข้าว่าก็ถือได้ว่าได้ฝึกกระบวนท่านั้นพร้อมทั้งแสดงพลังของกระบวนท่าออกมาได้ส่วนหนึ่งก็ยังดีไม่ใช่หรอขอรับ”
หม่าหลงที่ได้ยินคำกล่าวอธิบายของิหย่งเล่อนั้นก็ได้หยุดนิ่งคิดชั่วครู่นึงและก็ได้ใช้สายสายตากวาดมองไปเหล่าเด็กๆที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งได้ใช้สายตาจ้องมองพร้อมทั้งความคาดหวังที่ล้นเอ่อออกมาจากดวงตาอันไร้เดียงสาของเด็กๆเ่าั้หม่าหลงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่จำใจยอมรับกับสิ่งที่ิหย่งเล่อนั้นได้กล่าวมา
“ก็ได้ข้านั้นจะให้โอกาสกับพวกเ้าสักครั้งหนึ่งหลังจากจบจากการเรียนในตอนกลางวันถ้าหากใคร้าที่จะฝึกเพิ่มก็ให้อยู่ต่อพร้อมกับฉินจง ิหย่งเล่อ เปากวง ฟงหลินแต่ข้าจะขอบอกไว้ก่อนถึงแม้พวกเ้าจะได้ฝึกกระบวนท่าสุดท้ายนี้นั้นแต่ก็ต้องมีการฝึกในส่วนของร่างกายที่หนักยิ่งขึ้นสำหรับความคิดเห็นของข้าข้าว่าพวกเ้าเอาเวลาที่ว่านี้ไปฝึกฝนในส่วนของพลังปราณยังจะดีกว่าเสียอีกเอาล่ะแยกย้ายไปพักได้แล้วอย่าลืมเข้าเรียนต่อที่ห้องเรียนของท่านผู้เฒ่าล่ะ”
หม่าหลงได้รีบกล่าวบอกกับเหล่าเด็กๆอย่างรวดเร็วและได้รีบหันหลังและก้าวเดินไปอย่างรวดเร็ว เหล่าเด็กๆที่เหลือเมื่อได้ยินเช่นนั้นต่างก็ได้ะโโลดเต้นพร้อมทั้งแสดงออกถึงความตื่นเต้นอย่างรวดเร็วทางด้านของิหย่งเล่อนั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำเพียงยิ้มที่มุมปากและค่อยๆหลับตาลง
ทางด้านฉินจงนั้นก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาเพียงแต่ส่ายหัวเบาๆและค่อยๆ ลุกเดินออกไปจากลานฝึกอย่างช้าๆพร้อมกับเด็กชายอีกสองคนเดินตามหลังไปติดๆ เหล่าเด็กๆคนอื่นนั้นต่างก็ได้เข้ามาแสดงความขอบคุณกับิหย่งเล่ออย่างรวดเร็วแต่ก็ถูกหวังต้าจินะโไล่ตะเพิดออกไปอย่างรวดเร็ว