(ต่อ)
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันเป็เอกลักษณ์ของโรงพยาบาลตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทำเอาธารธาราที่ยังคงนั่งพิงร่างสูงของกันตพลต้องนิ่วหน้า อาการคลื่นไส้เริ่มตีรวนขึ้นมาอีกระลอก จนต้องวิ่งเข้า-ออกห้องน้ำเป็ว่าเล่น กันตพลเองก็สาละวนสรรหาทั้งยาดม น้ำดื่มให้หญิงสาวไม่หยุดหย่อน ในระหว่างที่รอผลตรวจร่างกาย แต่เพียงได้ยินเสียงประกาศเรียกชื่อหญิงสาว กันตพลก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจโล่งอก ยิ่งหันมาเห็นรอยยิ้มบางเบาจากใบหน้าขาวซีดของธารธารา ยิ่งทำให้เป็ห่วง
“คุณธารธารา อัครภูวดล เชิญห้องตรวจสี่ค่ะ” เสียงพยาบาลเรียก กันตพลต้องคอยช่วยพยุงหญิงสาว พาเข้าไปในห้องตรวจเพื่อฟังผล
แพทย์หญิงเ้าของไข้ส่งยิ้มให้คนไข้อย่างมีไมตรี ก่อนจะเปิดผลตรวจจากห้องแล็บที่เพิ่งถูกส่งมาให้เมื่อครู่ พอเมื่อเห็นรายละเอียดที่ถูกบันทึกเอาไว้ ใบหน้าอิ่มก็ยิ้มอย่างยินดีกับรายงานในมือ กันตพลเห็นท่าทางอย่างนั้นก็โล่งใจ แต่ก็ยังเอ่ยถามอาการอย่างคนใจร้อน เพราะไม่เข้าใจสีหน้าและท่าทางของคุณหมอว่ามีเื่น่ายินดีอะไร ทั้งที่ธารธาราทำท่าทางราวกับจะล้มลงไปกองกับฟื้นเสียให้ได้
“ตกลงเพื่อนผมเป็อะไรครับคุณหมอ” กันตพลลุ้นกับคำตอบเสียยิ่งกว่าคนไข้ที่ส่งยิ้มเซียว ขบขันกับท่าทางของเพื่อนรักที่ลุ้นเสียยิ่งกว่าเธอที่เป็คนป่วย
“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่อ่อนเพลียเพราะพักผ่อนน้อย ส่วนอาการเวียนศีรษะกับอาเจียน อีกไม่นานก็คงค่อยๆ ทุเลาลง เป็อาการปกติทั่วไปของคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงนะคะ” รอยยิ้มที่ทั้งคู่เผยออกอย่างโล่งอกกับคำบอกเล่าว่าเธอไม่ได้เป็อะไรมาก ค่อยๆ หุบลงกลับแทนที่ด้วยใบหน้าตื่นตระหนกกับผลตรวจ
“คุณหมอว่าเพื่อนผมเป็อะไรนะครับ” กันตพลอึ้งกับคำบอกเล่า จนต้องถามย้ำอีกครั้งอย่างไม่เชื่อหู
“คุณธารธาราตั้งครรภ์ได้ 14 สัปดาห์แล้วค่ะ หมอขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ เดี๋ยวหมอจะจัดยาบำรุงให้ คุณแม่แค่ทานยาให้ตรงเวลาแล้วก็ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบห้าหมู่…….” คำแนะนำที่คุณหมอเอ่ยไม่ได้เข้าหูเลยแม้แต่ประโยคเดียว กระทั่งได้ยินเสียงพยาบาลเอ่ยเรียก และส่งบัตรคิวให้ ทั้งคู่ถึงได้สติกลับคืนมา
“เดี๋ยวกันต์ คุณหมอคะกว่าท้องมัน..จะโตจนเห็นได้ชัดจะซักกี่เดือน” ธารธาราถามอย่างกังวลใจ
“อันนี้ก็แล้วแต่คนนะคะ บางคนท้องจนคลอดไม่เห็นเลยก็มี แต่โดยปกติทั่วไปท้องเนี่ยจะไปเห็นชัดเอา่เดือนที่ 4-5 ค่ะ”
ธารธาราสอบถามอาการอีกหลายข้อก่อนจะขอตัวออกมา กันตพลมองร่างบางที่เอาแต่นั่งนิ่งั้แ่ออกมาจากห้องตรวจก็ยิ่งหนักใจกว่า แม้ว่าจะสงสัยมานานแต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็อย่างนั้นจริงๆ จนกระทั่งได้ยินห้องจ่ายยาเรียกชื่อ จึงสะกิดเตือนหญิงสาวให้ได้สติ
“ธารา แกรอฉันอยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหนล่ะ เดี๋ยวฉันไปเอายาก่อน” กันตพลลูบใบหน้าหญิงสาวอย่างห่วงใยในความรู้สึก ก่อนจะลุกออกไปยังห้องจ่ายยาที่อยู่ไม่ไกล
ธารธาราพยักหน้ารับรู้แต่ก็กลับมานั่งนิ่งไม่ไหวติง ถ้อยคำบอกเล่าของคุณหมอยังดังก้องอยู่เต็มสองหู ‘เธอกำลังจะมีลูก’ มือบางสั่นระริกยามลูบลงบนหน้าท้องแบนราบที่อีกไม่นานจะค่อยๆ โตขึ้นพร้อมกับร่างน้อยๆ ที่อยู่ในตัวของเธอ รอยยิ้มแสนสุขถูกส่งให้กับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ เอ่อล้น เมื่อนึกถึงพ่อของลูก ‘แม่จะทำยังไงดี’ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ที่เธอเอาแต่คิดวนไปมากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จนไม่ทันได้สังเกตร่างสูงคุ้นตาที่กำลังยืนมองเธออย่างยินดีที่ได้พบ
“สวัสดีครับ ธารา” ภาษาไทยสำเหนียงแปร่งทักเธอจากเก้าอี้ด้านข้างทำให้หญิงสาวสะดุ้งใ พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับชายหนุ่มที่เธอเกือบจะลืมไปแล้ว
“คุณราฟาเอล มาเมืองไทยั้แ่เมื่อไหร่คะ แล้วนี่มาทำอะไรที่โรงพยาบาล ไม่สบายหรือเปล่า หรือว่ามาเยี่ยมใครคะ” ประโยคถามไถ่ที่มากเสียจนร่างสูงต้องเลิกคิ้วมองล้อเลียน
“ก่อนจะให้ผมตอบคำถาม เรียกผมว่าราฟน์สักคำเถอะ ราฟาเอลฟังแล้วปวดหูจริงๆ” ชายหนุ่มจ้องหญิงสาว ที่ตอนนี้ใบหน้าแดงเรื่อขึ้นอย่างน่าเอ็นดู “งั้นเอาเป็ว่าผมมาเมืองไทยได้สองสามวันแล้ว ผมสบายดี แล้วก็แค่แวะมาทำธุระที่นี่ ผมตอบครบทุกข้อหรือยัง” แววตากรุ้มกริ่มที่ส่งมาให้ ทำเอาธารธาราต้องรีบหลบสายตาเป็พัลวัน เธอมักจะหายใจไม่ทั่วท้องทุกครั้งที่ต้องเจอสายตาแบบนี้จ้องมอง
“แล้วคุณจะกลับเมื่อไหร่คะ” ธารธาราเอ่ยถามตะกุกตะกัก หาเื่อื่นมาคุย แต่ไม่กล้าสบตาคมคู่นั่น
“อ้าว ยังไม่ทันไร ก็ไล่กันซะแล้ว คุณนี่เป็เ้าบ้านที่ไม่น่ารักเอาซะเลยนะธารา” มือหนายกขึ้นบีบจมูกดื้อรั้นอย่างหมันเขี้ยว พร้อมทั้งเอ่ยถามกลับอย่างนึกห่วง เพราะเพิ่งจะสังเกตเห็นสีหน้าของหญิงสาวซีดเซียวจนน่าใ
“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย เป็อะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงอ่อนโยน ถามออกมาอย่างห่วงใยทำให้ลำคอของหญิงสาวรู้สึกตีบตันจนพูดไม่ออก เพราะนึกเปรียบเทียบชายหนุ่มตรงหน้ากับใครบางคน แต่หญิงสาวก็พยายามส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ทั้งยังตอบคำถามที่เขากำลังรอคำตอบอย่างตั้งใจฟัง
“ธาราไม่สบายนิดหน่อยค่ะ กันต์เลยพามาหาหมอ”
“ดูแลตัวเองหน่อยสิ เอาเป็ว่าคุณหายเมื่อไหร่ ผมจะมารับไปเที่ยวดีไหม ตอบแทนที่คุณยิ้มให้วันนี้” ประโยคยาวเหยียดที่ราฟาเอลพร่ำพูด ทำให้ธารธาราหัวเราะได้อย่างสบายใจกับรางวัลที่ชายหนุ่มขี้ตู่ขึ้นมา หาเื่ชวนเธอเที่ยว
“เห็นคุณหัวเราะได้แบบนี้ค่อยดีหน่อย งั้นผมไปก่อนนะ แล้วค่อยเจอกัน” ร่างสูงของราฟาเอลลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยขอตัวกลับออกไป แต่ก็ยังไม่วายหันกลับมามองร่างบางอีกครั้ง และเมื่อเห็นกันตพลดินเข้ามาหาหญิงสาว ราฟาเอลจึงเร่งฝีเท้าเดินออกไปอย่างหมดห่วง
สวนสาธารณะซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงพยาบาลมากนัก เป็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองในยามเย็นหลังเลิกงาน ร่างบางนั่งมองไปรอบๆ รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ดวงตาคู่สวยเฝ้ามองผู้คนที่ต่างก็พากันมานั่งพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมร่วมกัน ภาพเ่าั้เรียกรอยยิ้มน้อยๆ ของเธอให้รู้สึกมีสดชื่นขึ้น โดยเฉพาะภาพครอบครัวเล็กๆ ที่มี พ่อ แม่ ลูก นั่งเล่น หยอกล้อกันอย่างมีความสุขใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะพลันหายไปจากวงหน้าสวย เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง
หากเื่นี้เกิดขึ้นก่อนที่ทิชากรจะก้าวเข้ามา เธอคงจะไม่รอช้าเลยที่จะเอ่ยบอกข่าวน่ายินดีนี้กับพ่อของลูก แต่ตอนนี้เธอไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าข่าวนี้ จะน่ายินดีสำหรับเขาไหม กันตพลเพิ่งเดินกลับเข้ามา สองมือหอบหิ้วถุงของกินพะรุงพะรัง จนดูไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง ใบหน้ายิ้มแย้มส่งมาให้ก่อนที่สาธยายอาหารที่เขาไปกว้านซื้อมาเพื่อเอาใจหลาน ไม่ใช่เอาใจเธออย่างที่คิด
“นี่ลูกชิ้นปลาทอด ผลไม้สด ผลไม้ดอง หวานเย็น ไอติมมะนาวของโปรดแกก็มีนะแกจะกินอะไรล่ะ ฉันซื้อมาตั้งแยะ” มือหนาส่งเมนูเด็ดมาจ่อให้ถึงปากบังคับกลายๆ ว่าอย่างไรเสีย เธอก็ต้องกิน ถ้าไม่อยากมีปัญหา ธารธาราได้แต่จำใจรับบรรดาสารพัดของกินที่เพื่อนรักสรรหามาให้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะรู้สึกผะอืดผะอมอยากจะอาเจียนขนาดไหนก็ต้องทนฝืนกลืนลงไป อย่างน้อยเธอจะได้มีแรงเพื่อคิดหาทางออกสำหรับเื่นี้
“กันต์ขนซื้อมาทำไมตั้งเยอะแยะ ธารากินไม่ไหวแล้วนะ” ธารธาราขมวดคิ้ว เมื่อเริ่มอิ่ม แต่ก็ต้องฝืนกินเข้าไปทั้งๆ ที่แทบจะกลืนลงคอไม่ไหว แต่ก็ต้องทนเพื่อลูก
“ฉันซื้อมาบำรุงหลาน แกมีหน้าที่กินก็กินเข้าไปไม่ต้องบ่น” ดวงตาเรียวเล็กตวัดค้อน เมื่อเห็นริมฝีปากน้อยๆ ของหญิงสาวยื่นออกแสดงอาการดื้อดึง
“ห้ามมาแผลงฤทธิ์กับฉันนะยะยัยธารา ต่อไปนี้แกต้องกินแต่ของที่มีประโยชน์รู้ไหม ถ้าขืนแกไม่ยอมกินอะไรเลยกว่าหลานฉันจะคลอดออกมาคงเหลือตัวเท่าไส้กรอก” กันตพลไม่พูดเปล่าทั้งยังทำท่าทางประกอบ ให้เธอเห็นว่าลูกของเธอจะเป็อย่างไรหากยังดื้อรั้นเช่นนี้
“ลูกกันต์น่ะสิเป็ไส้กรอก” คุณแม่คนใหม่ตีหน้าั์ให้เพื่อนรัก แล้วยอมอ้าปากรับผลไม้ชิ้นสุดท้ายในมือชายหนุ่มอย่างจำใจ
“นี่ถ้านายคามน์รู้ คงจะดีใจจนเนื้อเต้นแหงๆ ฉันว่านายนั่นต้องเห่อกว่าฉันเป็ร้อยเท่า ที่นี่แหละแกเตรียมตัวนั่งอยู่เฉยๆ จนกลายเป็ง่อยได้เลยยัยธารา” กันตพลเอ่ยออกมาอย่างไม่คิดอะไร เพราะกำลังดีใจที่ครอบครัวของเพื่อนรักจะมีความสุขเสียที ไม่ต้องมากังวลว่าจะมีมือที่สาม ที่สี่ ที่ห้ามาแย่งไป แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นท่าทางนิ่งงันของหญิงสาว กันตพลที่รู้จักธารธาราดีกว่าใครก็รีบพูดดักความคิดนั้นไว้อย่างรวดเร็ว
“ธารา แกต้องบอกคามน์นะ” เสียงทุ้มดุเตือน เมื่อเห็นความสับสนในแววตา
“แต่…..” ธารธาราทำท่าจะค้าน แต่กันตพลที่ไวกว่ากลับไม่ยอมให้เพื่อนได้เอื้อนเอ่ยความคิดเลวร้ายนั้นออกมา “อย่าแม้แต่จะคิดนะ แกจะเล่นบทนางเอกเสียสละอะไรก็ได้ ฉันไม่เคยว่า ไม่เคยไม่เห็นด้วย แต่ต้องไม่ใช่เื่นี้ หลานของฉันต้องมีพ่อ มันไม่ยุติธรรมที่แกจะมองแต่ความรู้สึกของตัวเอง จนลืมความรู้สึกของเด็กที่กำลังจะเกิดมา อย่าคิดอะไรตื้นๆ เด็ดขาด เพราะถ้าธาราไม่บอกกันต์นี่แหละจะบอกคามน์เอง” เมื่อแน่ใจว่าสิ่งที่ตนคิดเอาไว้ไม่ผิดไปจากการคาดเดากับความคิดไม่เข้าท่าที่ธารธารากำลังจะทำ กันตพลจึงตีหน้านิ่งขัดขวางอย่างไม่เห็นด้วย
“อย่าทำแบบนั้นนะกันต์ ถ้ากันต์รักเรา” ธารธาราร้องห้าม เธอยังไม่อยากให้เขารู้ เธอกลัวเหลือเกินว่าคามินทร์จะไม่ยอมรับ ในเมื่อทิชากรกลับมาแล้ว เธอกับลูกจะมีความหมายอะไรในสายตาของเขา
“งั้นก็ต้องบอก นี่ไม่ใช่เื่เล็กๆ นะธารา” กันพลพยายามเกลี้ยกล่อมหญิงสาว ที่แสดงออกว่าไม่้าให้พ่อของลูกรู้เื่นี้ชัดเจน
“ธาราไม่อยากให้คามน์รู้” เสียงเบาราวกระซิบหลุดสารภาพออกมาจากริมฝีปากบาง ทำให้เกิดเค้ารอยกังวลบนใบหน้าของคนฟัง เสียงถอนหายใจที่ดังออกมา เขาเข้าใจความรู้สึกของหญิงสาว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนถึงความเป็จริง ที่ธารธาราไม่สามารถหลีกหนีได้
“ยังไงคามน์ก็ต้องรู้ ท้องธาราต้องโตขึ้นทุกวัน จะปิดไปได้อีกนานแค่ไหน” กันตพลมองหน้าหญิงสาว พร้อมกับชี้ถึงหลักฐานไปที่หน้าท้องแบนราบที่ไม่ว่าจะปกปิดอย่างไร ก็ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
“ถ้าธาราไปอยู่ที่อื่น” ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองอันเหนื่อยล้าไร้สิ้นหนทาง
“ธารา แกยังไม่ได้บอกคามน์ด้วยซ้ำ แกจะคิดเองเออเองแบบนี้ไม่ได้ เมื่อก่อนแกยังยืนมองนายนั่นเดินจูงมือไปกับยัยทิชาได้หน้าตาเฉย แล้วตอนนี้แกจะกลัวอะไรอีก” กันตพลส่ายหน้ากับความคิดไม่เข้าท่า
“มันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นมีแค่เราที่ต้องเจ็บอยู่คนเดียว แต่นี่…ยังมีลูก” ไม่ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจอะไร แต่เธอก็มีเหตุผลของตัวเอง
มือหนากอบกุมบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “บอกคามน์เถอะนะ เชื่อกันต์สิ ถ้ามีอะไรกันต์ก็ยังอยู่ตรงนี้ไม่ได้ไปไหน อย่ากลัว ไม่มีอะไรต้องกลัว เชื่อกันต์นะ”
ธารธาราสบตากับกันตพลตัดสินใจพยักหน้ารับ ก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในออกก็พลันมลายหายไปในชั่วพริบตา รอยยิ้มสดใสถูกส่งให้คนตรงหน้าที่ยังรอลุ้นกับคำตอบจนตัวโก่ง
“ก็ได้ ธาราจะทำเพื่อลูก” มือเรียวสวยลูบหน้าท้องอย่างขอกำลังใจ ‘เธอจะทำทุกอย่างเพื่อลูก ต่อให้พ่อเขาไม่รักแม่ ก็ขอให้เขารักลูกของแม่ก็พอ’
ธารธารามองกันตพลทั้งน้ำตา เธอนึกไม่ออกเลยว่าถ้าวันนี้ไม่มีชายหนุ่มอยู่ข้างๆ จะเป็อย่างไร ร่างบางโผซบอกอุ่น สะอื้นราวกับเด็กเล็กๆ จนกันตพลต้องรีบโอ๋ เพราะไม่อยากต้องมาเล่นบทดราม่าไปกับหญิงสาว
“ขอบใจนะกันต์”
กันตพลดันร่างบางของหญิงสาวออกจากอก ช่วยซับน้ำตาให้อย่างเบามือ ดวงตาเรียวเล็กมองเพื่อนรักอย่างนึกเอ็นดู ธารธาราเป็ผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้ซึ้งถึงคำว่ามิตรภาพ ระหว่างเธอกับเขามันเป็ยิ่งกว่าคำว่าเพื่อน ไม่ว่าเขาจะสุขหรือทุกข์ขอแค่ให้เขาหันมาข้างๆ ก็จะพบธารธาราอยู่ด้วยเสมอ
เขายังจำมันได้ดีถึงหญิงสาวตัวเล็กๆ ในชุดนักศึกษานั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางแดดเปรี้ยงค่อนวัน กับสายฝนอีกค่อนคืน เพื่อช่วยเขาร้องขอความเห็นใจจากมารดา กับสิ่งที่เขาเลือกเป็ ร่างของชายชาตรีแต่หัวใจกลับอ่อนไหวเช่นสตรี ทำให้ชีวิตของเขาแทบสิ้นหวังกับคำว่าครอบครัว แต่เป็ธารธาราที่ยืนเคียงข้างเขาในวันนั้น จนเข้ามีทุกสิ่งในวันนี้
*** ไรท์ขอฝากรีดเดอร์ผู้น่ารักที่แวะเวียนมาหาตาคามน์กับหนูธารา คอมเม้นต์ แนะนำ ติ ชม พูดคุยกัน เพื่อเป็ทั้งกำลังใจและไรท์จะได้นำความคิดเห็นไปพัฒนา ปรับปรุงงานเขียนของตัวเองให้ดีขึ้นต่อไป ขอบคุณค่ะ