สาวน้อยชาวนากับระบบยาพิศวง

    ตอนที่ 51 จิตใจโลภมาก (2/2)

    ทันทีที่สิ้นเสียงของหลี่หมิงเยว่ หญิงสองคนที่ถูกถามก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมา  พวกนางรีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมเสียดหู “จะได้อย่างไร! นี่เป็นทักษะที่สืบทอดกันมาในครอบครัวของพวกเรา เป็นเคล็ดลับที่ตกทอดมารุ่นต่อรุ่น จู่ ๆ จะให้มันแพร่ออกไปเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ข้าต้องเก็บไว้ส่งต่อให้ลูกหลานข้าสิ!”


    หลี่หมิงเยว่ที่ได้ยินคำตอบดังนั้น จากท่าทางที่ยิ้มแย้มก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที นางกวาดสายตาที่เยียบเย็นราวน้ำแข็งหมื่นปีมองเหล่ามนุษย์จิตใจหยาบกระด้างทั้งหลาย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา


    “พวกท่านว่านั่นเป็นทักษะที่สืบทอดกันมาในครอบครัวของพวกท่านไม่ให้เปิดเผย แต่กับทักษะการแปรรูปสมุนไพรของข้า พวกท่านกลับบอกว่าควรเปิดเผย บังคับขู่เข็ญให้ข้าสอนงั้นหรือ? พวกท่านกล่าวว่าจะส่งต่อทักษะของตัวเองให้ลูกหลาน แล้วทักษะของข้า ข้าไม่มีสิทธิ์เก็บไว้กับตัวเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานข้าหรอกหรือ?” คำพูดของหลี่หมิงเยว่ทำให้กลุ่มคนที่ถูกความโลภบังตาชะงักค้างไปทันที เมื่อได้สติจึงรู้ตัวว่าพวกเขาบีบบังคับคนคนหนึ่งให้ลำบากเสียแล้ว หากมองในมุมของบ้านนางซูนี่ก็เป็นทักษะที่สืบทอดกันมาเช่นกัน สายตาที่มองไปยังหลี่หมิงเยว่จึงมีความละอายใจปนอยู่ในนั้นหลายส่วน


    “ลุงป้าน้าอาทุกท่าน ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากสอน ไม่ใช่ว่าข้าดูถูก แต่การแปรรูปสมุนไพรนี้ต้องใช้ความชำนาญยิ่งนัก วัตถุดิบยานะไม่ใช่สิ่งของอื่น ๆ หากแปรรูปได้ไม่ดี ไม่เพียงจะไม่สามารถช่วยคนได้ แต่กลับจะนำพาไปสู่หายนะ เพราะยาที่ใส่วัตถุดิบไม่ครบหรือไม่ได้คุณภาพตามที่ควร จะทำให้ยาที่ควรจะใช้ช่วยชีวิตกลับกลายเป็นยาพิษทำร้ายคนแทน” เมื่อเห็นทุกคนได้สติกลับมาแล้ว หลี่หมิงเยว่ก็เลิกติดใจเอาความ และไม่คิดขุ่นเคืองคนเหล่านี้อีก นางพูดอธิบายออกไปอย่างใจเย็น


    “หมิงเยว่พูดถูก การแปรรูปสมุนไพรไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิด มันเป็นอย่างที่หมิงเยว่พูด หากประมาท ยาจะกลายเป็นยาพิษได้” เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของกลุ่มคน


    เมื่อทุกคนหันกลับไปจึงเห็นว่าเป็นผู้เฒ่าหลิวแห่งจี้ชื่อถังที่พาเด็กต้มยามาด้วย ที่จริงเขามาถึงที่นี่ได้พักหนึ่งแล้ว แต่หยุดยืนดูสถานการณ์อยู่ไกล ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของพวกชาวบ้าน และเมื่อได้ฟังคำตอบที่ตรงกับใจตนเองจากหลี่หมิงเยว่ ชายชราก็อดพูดออกมาบ้างไม่ได้


    ผู้เฒ่าหลิวเดินไปที่ประตูและหันกลับมามองชาวบ้านด้านนอกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดเสริมขึ้น “นอกจากนี้ จี้ชื่อถังไม่ได้ยอมรับซื้อจากทุกคน ยาสมุนไพรที่แปรรูปจากคนที่ไม่เข้าใจเรื่องยาแทบจะเรียกว่าไร้ค่า จี้ชื่อถังของพวกเราไม่กล้ารับเอาไว้หรอก”


    “ปู่หลิวท่านมาแล้วหรือ รีบเข้าไปในห้องเถิด ตั้งแต่ฝังเข็มคราวก่อน ท่านแม่ข้าก็ดีขึ้นเยอะเลย ปู่หลิว พวกข้าพี่น้องต้องรบกวนท่านแล้ว ได้โปรดช่วยท่านแม่ข้าด้วยเจ้าค่ะ” หลี่หมิงเยว่นำพาผู้เฒ่าหลิวเข้าไปในบ้านโดยไม่สนใจหันกลับมามองพวกชาวบ้านนอกประตูอีก


    ทันทีที่หลี่หมิงเยว่หันกลับมา นางก็เห็นว่าหลี่ชงยืนอยู่ข้างหลังตน และมองมาด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวหมิงเยว่ เรื่องนี้เจ้าจัดการได้ไม่เลวเลย ไม่เพียงทำให้พวกเขารู้ว่าเจ้าไม่อาจรังแกได้โดยง่าย แต่ยังทำให้พวกเขาเข้าใจในเหตุผลและตระหนักในคุณธรรมอีกด้วย ไม่เลว ๆ ไม่เลวจริง ๆ”


    หลี่ชงพึงพอใจกับท่าทางของเด็กหญิงเมื่อครู่นี้เป็นอย่างมากจึงเอ่ยชมไม่ขาดปาก ก่อนหันไปทักทายผู้มาใหม่


    “พี่หลิว ท่านมาแล้วหรือ พอฝังเข็มให้นางซูเสร็จแล้วพวกเราไปดื่มที่บ้านข้ากันสักหน่อย ท่านจะว่าอย่างไร” ผู้นำตระกูลหลี่พูดกับผู้เฒ่าหลิวเสียงร่าเริง


    “ดีเลย! วันนี้ข้าไม่มีธุระที่ไหนแล้ว ข้าเองก็มีเรื่องที่อยากคุยกับเจ้าอยู่พอดี” ผู้เฒ่าหลิวเองก็ตอบตกลงอย่างไม่เกรงใจ


    “ปู่หลิว ปู่ผู้นำตระกูล พอหมิงเยว่ทำอาหารสองสามจานเสร็จแล้วจะนำไปให้พวกท่านกินแกล้มเหล้านะเจ้าคะ เมื่อวานข้าเพิ่งทำหัวหมูตุ๋นไว้พอดี กินเป็นของแกล้มเหล้าอร่อยยิ่งนัก” หลี่หมิงเยว่เองก็เอ่ยปากสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ


    “ดี แม่หนู เช่นนั้นปู่ก็จะไม่เกรงใจเจ้าแล้วเช่นกัน ตัดไส้กรอกมาให้ข้าด้วยหนึ่งจานนะ” ผู้เฒ่าหลิวไม่ลืมที่จะกระซิบสั่งอาหารจานโปรดในตอนท้าย


    “ปู่หลิวไม่ต้องห่วง ข้าจะทำอาหารที่ท่านชอบไปให้หลาย ๆ จานเลยเจ้าค่ะ” ขณะที่ปากเล็ก ๆ เอ่ยคำรับปากผู้เฒ่าหลิว ขาสองข้างก็ก้าวเดินไปด้านหน้าด้วย


    “อืม ฟื้นตัวได้ไม่เลว แม่หนู ยาบำรุงของเจ้าไม่เลวเลยจริง ๆ ในห้าวันนี้ก็ทำมาให้มากสักหน่อย หลังจากนี้ห้าวันให้เปลี่ยนเป็นกินยาสามวันครั้ง แล้วก็อีกเจ็ดวันหลังจากนั้นข้าจะมาฝังเข็ม เมื่อถึงตอนนั้นต้องเตรียมของอร่อยไว้ให้ข้าด้วยเล่า!” ผู้เฒ่าหลิวดึงเข็มเงินออกจากร่างนางซูอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก และหันไปสั่งกับเด็กหญิงที่อยู่ด้านข้าง


    “ปู่หลิววางใจได้เลยเจ้าค่ะ ข้าสัญญาว่าจะทำอาหารที่ท่านชอบทานที่สุด” หลี่หมิงเยว่กับหลี่หมิงหัวมองมารดาที่กำลังนอนหลับของตน หลังจากช่วยห่มผ้าให้นางแล้ว จึงเดินออกจากห้องไปพูดคุยกับผู้เฒ่าหลิว


    ทางด้านหลี่ชงที่เห็นว่าเหลือคนที่ยังไม่มารับเงินอีกเพียงไม่กี่ครอบครัวจึงวางงานในมือลง มอบให้เป็นหน้าที่ของลูกชายทั้งสอง จากนั้นจึงพาผู้เฒ่าหลิวไปที่บ้านของตน


    “พี่หญิงใหญ่ พี่ช่วยข้าหั่นหัวหมูกับไส้กรอกพวกนี้หน่อย แล้วก็หูหมูพวกนี้ด้วย ปู่หลิวชอบมันมากจริง ๆ” ในมือของหลี่หมิงเยว่ถือหม้อใส่แม่ไก่แก่ที่ลุงเหวินเพิ่งชำแหละแล้วส่งมาให้ นางจะใช้มันมาทำยาบำรุงให้มารดาและซือเหนียง


    เมื่อนึกถึงมารดาขึ้นมา ครั้งนี้ต้องขอบคุณผู้เฒ่าหลิวมากจริง ๆ นางจึงตั้งใจจะทำอาหารเพิ่มให้เขาหลายจานสักหน่อย ก่อนหน้านี้นางให้พี่ชายคนโตซื้อเนื้อหมูมาชิ้นหนึ่ง  อีกเดี๋ยวนางจะนำมาทำหมูผัดซีอิ๊ว!


    ไส้กรอกหนึ่งจาน หูหมูหนึ่งจาน หัวหมูหนึ่งจาน และหมูผัดอีกหนึ่งจาน อาหารสี่อย่างน่าจะเพียงพอแล้ว ถึงอย่างไรท่านย่าบ้านผู้นำตระกูลก็น่าจะเตรียมอาหารไว้บางส่วนเช่นกัน


    เมื่อมองอาหารในตะกร้า จู่ ๆ หลี่หมิงเยว่ก็นึกถึงเหล้าองุ่นที่ทำไว้ขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้นางและพี่สาวเอาเหล้าองุ่นออกมากรองแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะได้ที่พอเหมาะจะกินได้พอดี พอลุงเหวินมา นางจะเอาออกมาเพื่อฝากกลับไปให้อาจารย์สักสองสามไหด้วย


    เด็กหญิงวิ่งไปที่เรือนปีกตะวันตก ตรงเข้าไปหยิบไหเหล้าองุ่นขนาดห้าจินออกมา ค่อย ๆ เปิดฝาออกอย่างระวัง ทันใดนั้น กลิ่นหอมหวานของสุราก็ฟุ้งกระจายและโชยปะทะจมูก น้ำตาแทบจะไหลลงมาถึงจมูก ต้องเป็นรสชาติที่ไม่เลวแน่นอน…  ไวน์และเหล้าองุ่นที่คุณตาคุณยายหมักทุกปีก็มีกลิ่นและรสแบบนี้นี่แหละ!


    ‘ไม่ได้กลิ่นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ’ คนต่างยุคที่มาเข้าร่างเด็กหญิงต่างโลกรำพึงรำพันในใจ แต่มือก็ไม่ได้หยุด นางหยิบถ้วยและกระบวยที่ล้างจนสะอาดแล้วออกมา ตักเหล้าใส่ถ้วยก่อนจะรินใส่ปากลิ้มรส ละเลียดชิมรสชาติอย่างช้า ๆ รสขมปร่าและหวานล้ำของเหล้าองุ่นติดอยู่ภายในปาก นางหลับตาลงเพลิดเพลินไปกับกลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำเมา ดื่มด่ำรสชาติของเหล้าองุ่นหมักเอง


    เหล้าองุ่นจากองุ่นในยุคโบราณนั้นมีรสชาติดีกว่าไวน์จากองุ่นที่ปลูกด้วยปุ๋ยในโลกก่อนเสียอีก! ความหวานในเหล้านั้นกลมกล่อมกว่าของที่มีในโลกก่อนหลายส่วน นางยกสุรารสเลิศขึ้นจิบอีกครั้ง ลิ้นรู้สึกหวานล้ำ แต่ภายในใจกลับรู้สึกฝาดเฝื่อน… หากคุณตาคุณยายอยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี

    .

    .


    “ปู่ผู้นำตระกูล ปู่หลิว ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ” หลี่หมิงเยว่ หลี่อวิ๋นซู่ และหลี่อวิ๋นฮุยถือตะกร้ามากันคนละใบ ส่วนในมือของหลี่อวิ๋นห้าวนั้นอุ้มไหไว้ใบหนึ่ง เมื่อมาถึงหน้าบ้านของผู้นำตระกูลหลี่ก็ตะโกนขึ้นสุดเสียงทันที


    นางจูเดินออกมาจากในครัว เมื่อเห็นว่าเป็นพวกเด็ก ๆ บ้านหลี่หงจึงทักทายอย่างอบอุ่น “เด็ก ๆ มากันแล้วหรือ อาหารที่ข้าทำไว้ก็เสร็จพอดีเลย พวกเจ้านำของไปที่ห้องหลักก่อนนะ”


    “ย่าหก เช่นนั้นท่านไปทำงานต่อเถิดขอรับ พวกข้าจะนำของไปให้ที่ห้องหลัก ข้ามีเรื่องที่อยากจะพูดกับปู่ผู้นำตระกูลอยู่พอดี” หลี่อวิ๋นห้าวทักทายนางจูอย่างสุภาพ


    “เด็ก ๆ พวกเจ้ามาแล้วหรือ นำของอร่อยอะไรมาให้พวกข้าเล่า รีบเอาออกมาให้พวกข้าดูซิ” เสียงของหลี่ชงดังออกมาจากห้องโถงหลักทันที


    ทั้งสี่คนส่งเสียงตอบรับ ห้องโถงในขณะนั้นมีโต๊ะเก้าอี้วางรออยู่แล้ว โดยมีหลี่ชงและผู้เฒ่าหลิวที่กำลังนั่งพูดคุยกันอย่างออกรสประจำที่อยู่ หลี่อวิ๋นห้าวพาน้องสาวน้องชาย เข้าไปทักทายคนในห้อง จากนั้นจึงนำอาหารที่ตัวเองเตรียมมาวางบนโต๊ะ


    ในตอนนั้นนางจูเองก็พานางจางกับหลี่อวี้ลูกสาวของนางจางเข้ามาด้วย ทั้งสามคนต่างถือถาดที่เต็มไปด้วยอาหารหลายจาน สามสาวบ้านหลี่ชงลำเลียงจานอาหารวางลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว


    หลี่หมิงเยว่เองก็วางอาหารที่เตรียมมาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เมื่อนางจูเห็นอาหารที่เด็กหญิงเอามาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชื่นชม “เสี่ยวหมิงเยว่ ใครเป็นคนทำหมูผัดจานนี้หรือ สีสันงดงามกว่าที่ข้าทำยิ่งนัก แถมยังกลิ่นหอมยิ่งกว่าด้วย”

    .

    .

    .


    ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยชาวนากับระบบยาพิศวง ที่คุณอ่าน