เกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 72 คนสกุลเฝิงมาเยือน

            ระหว่างทางกลับบ้านเจิ้งหยวนลอบเข้าไปหยิบเต้าหู้ก้อนหนึ่งออกมาจากมิติวันนี้เธอตั้งใจจะทำปลาไหลตุ๋นเต้าหู้ให้ทุกคนได้ลองชิมกัน

            หลังจากเข้าบ้านมาเฉินชุ่ยอวิ๋นพลันเหลือบไปเห็นชามกระเบื้องใส่เต้าหู้ในมือเจิ้งหยวนอย่างพอดิบพอดีโชคดีที่เจิ้งหยวนมีไหวพริบ เธอเอ่ยโดยไม่รอให้มารดาถามแต่อย่างใด“นี่อาสามให้มาน่ะค่ะ” ยุคสมัยนี้ต้องมีคูปองเต้าหู้ถึงจะซื้อเต้าหู้ได้บ้านอาสามมีไม่เคยขาดมือแต่จุดประสงค์หลักที่เจิ้งหยวนโยงไปถึงอาสามคราวนี้ก็เพื่อปิดบังที่มาของเต้าหู้เท่านั้น

            เฉินชุ่ยอวิ๋นหรี่ตาลง แล้วเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง “จริงเหรอ?”

            เจิ้งหยวนทำหน้าจริงแท้แน่นอน “จริงอยู่แล้วเต้าหู้บ้านอาสามมีเยอะจนกินไม่หมด เลยให้ฉันมาก้อนหนึ่ง”

            ครั้นเฉินชุ่ยอวิ๋นมองบุตรสาวอย่างแน่ชัดแล้วจึงค่อยคลี่ยิ้มแช่มชื่นสีหน้าที่ห่อเหี่ยวตลอดก่อนหน้านี้พลันดูดีขึ้นมาทันตาเห็น ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายแค่นเสียงเอ่ยว่า “ดีที่อย่างน้อยเขาก็ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง!”

            เฉินชุ่ยอวิ๋นหันหลังกลับเข้าห้องไปเมื่อเห็นหลังของผู้เป็นแม่พ้นสายตาไปแล้ว เจิ้งหยวนจึงยกมือขึ้นลูบจมูกเบาๆพลางผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เพียงแค่คุณแม่เธอดีใจก็มากพอแล้ว

            ผ่านช่วงที่รีบเก็บเกี่ยวและหว่านเมล็ดไปแล้วตอนนี้งานในท้องนาจึงว่างลงไปโดยปริยาย เหล่าชาวบ้านเลยสบายกายกันชั่วคราวฝั่งโรงเรียนก็เปิดภาคการศึกษาแล้วเจิ้งเจวียนกับเจิ้งเทียนเลี่ยงออกไปเรียนหนังสือกันตั้งแต่เช้ากลุ่มเย็บปักก็เริ่มกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง เฝิงหมิงเยว่เลยเข้าตำบลด้วยส่วนเจิ้งเทียนหมิงตามเจิ้งเฉวียนกังผู้เป็นพ่อไปยังสำนักงานกองวันนี้ต้องจัดสรรปันส่วนฟืนกันซึ่งก็คือพวกฟางข้าวของข้าวสาลีที่แห้งสนิทแล้วติดไฟง่ายนั่นแหละที่บ้านจึงเหลือเพียงเจิ้งหยวน เฉินชุ่ยอวิ๋น และเด็กเล็กอีกสองคนเพียงเท่านั้น

            เจิ้งหยวนไปทำอาหารที่ห้องครัว ส่วนเฉินชุ่ยอวิ๋นซักผ้าอยู่ตรงลานบ้าน

            ย่างเข้าสู่เที่ยงวัน อยู่ๆ ที่บ้านก็มีแขกมาเยือนกะทันหัน

            “ชุ่ยอวิ๋นชุ่ยอวิ๋นอยู่บ้านไหม?”

            “อยู่ๆอ้าว พี่สะใภ้หลี่ไม่ใช่เหรอนั่น หยวนหยวน หยวนหยวน? รีบออกมาเร็ว แม่สามีแกมาหา!”

            เจิ้งหยวนที่กำลังจะเติมเชื้อเพลิงใส่ใต้หม้อ มือพลันชะงักค้างคุณแม่ของเฝิงเจี้ยนเหวินมาหรือ? เธอมาทำอะไรกัน? ถอนหมั้นหรือ? หรือมาขอคำชี้แจงจากสกุลเจิ้งเกี่ยวกับข่าวลือก่อนหน้านี้? ไม่ถึงหนึ่งวินาทีก็มีความคิดห้าหกอย่างผุดขึ้นในหัวเจิ้งหยวน เธอยัดฟืนเข้าใต้หม้อและลุกพรวดเดินไปยังหน้าประตูครัวทันที

            กลางลานบ้าน เฉินชุ่ยอวิ๋นเช็ดมือกับกางเกงครั้งสองครั้งแล้วพูดว่า“เข้าไปนั่งในบ้านกันเถอะค่ะ หยวนหยวน ไปรินชาร้อนมาสิ”

            เฉินชุ่ยอวิ๋นดูประหม่าเจิ้งหยวนรู้ดีว่าทำไมแม่ของเธอถึงประหม่าเพียงนี้เธอจึงรีบนำชาร้อนไปส่งให้ที่ห้องโถง อันที่จริง ก็อยากฟังว่าพวกเขาพูดอะไรกันด้วย

            ในตัวบ้านร่มเย็นกว่าลานบ้านข้างนอกค่อนข้างมากเจิ้งหยวนยกถ้วยชาเข้ามา จึงได้ยินหลี่จินจือถามพอดีว่า “ชุ่ยอวิ๋นเอ๋ยเธอบอกฉันมาตามตรงดีกว่า ข่าวลือพวกนั้นในหมู่บ้านพวกนั้นตกลงเป็นความจริงหรือเปล่า?”

            เธอจับมือของเฉินชุ่ยอวิ๋นไว้แน่น คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมปลายหางตาพลันกวาดไปเห็นเจิ้งหยวนเดินเข้ามาพอดี เลยเบนสายตามาที่เจิ้งหยวนแทน

            เจิ้งหยวนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างกายหลี่จินจือแล้วจึงค่อยลอบสังเกตหลี่จินจือเจิ้งหยวนเกือบลืมใบหน้าแม่สามีผู้ที่ไม่มีวาสนาต่อกันในชาติก่อนไปแล้วว่าเป็นอย่างไรเมื่อก่อนพวกเขาสองครอบครัวไปมาหาสู่ทั้งยังคอยส่งของขวัญอวยพรช่วงฉลองตรุษจีนทุกปี ตัวเธอเองยังเคยได้รับอั่งเปาจากหลี่จินจือหลายครั้งแต่หลังจากเจิ้งหยวนหนีออกจากบ้าน คล้ายวาสนาสิ้นสุดลงเพราะเธอไม่เคยพบกับอีกฝ่ายอีกเลย

            หลี่จินจือสวมเสื้อยืดสีเรียบที่ซักจนซีดจางทว่าสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีรอยปะชุนบนเสื้อผ้ามองแวบเดียวก็รู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ไม่เลว เธอมีดวงตาสองชั้นหลบในสันจมูกมีโหนกนูนเล็กน้อย ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติเพราะเพิ่งผ่านช่วงเก็บเกี่ยวหน้าร้อนมาตราบใดที่ไม่ใช่คนตากแดดแล้วไม่ดำก็ล้วนแต่คล้ำขึ้นกันทั้งนั้นคนเราเมื่อหน้าหมองจะดูแก่ลง ซ้ำร้ายเธอยังมีผมขาวแซม มองด้วยตาเปล่าเช่นนี้ เธอดูอายุมากกว่าเฉินชุ่ยอวิ๋นสักยี่สิบกว่าปีมีลักษณะเหมือนแม่สามีในชนบททั่วไป

            แต่ทว่าพอลองคิดดูดีๆ แล้ว เฝิงเจี้ยนเหวินก็ยี่สิบห้าปีแล้วก่อนหน้าเขายังมีพี่ชายอีกสามคน ดังนั้น หลี่จินจือย่อมอายุไม่น้อยอยู่แล้ว

            หากเจิ้งหยวนไม่รู้จักเธอคงเรียกเธอยามอยู่ข้างนอกว่าคุณยายอย่างสุภาพแน่นอนแต่เมื่อรู้ว่าเธอเป็นคุณแม่แท้ๆ ของสามีในอนาคต จึงเรียกเธอว่า “คุณป้าคะ”

            ดวงตาสองข้างของหลี่จินจือจดจ้องบนใบหน้าเจิ้งหยวนเมื่อก่อนเธอเคยชมชอบรูปโฉมของเด็กสาวคนนี้มากขนาดไหนแต่กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันก็ไม่ชอบมากเท่านั้นรูปร่างหน้าตาเหมือนคนเจ้าชู้หลายใจไม่มีผิดเลย! ตอนนี้เธอค่อนข้างกังวลพอสมควร หากแต่งงานกันจริงๆ แล้วต่อไปลูกชายกลับเข้ากองทัพ เหลือภรรยางดงามปานหยกบุปผาเช่นนี้อยู่ในบ้าน เธอจะไม่สวมหมวกเขียวให้เขาใช่ไหม? นี่ยังไม่ทันแต่งงานชื่อเสียงเรียงนามก็ฉาวโฉ่แบบนี้แล้ว ว่ากันว่าแมลงวันย่อมไม่ตอมไข่ที่ไร้ช่อ [1] หากเธอซื่อตรงจริงๆ ญาติผู้พี่คนนั้นจะเหยียบย่ำเธอข้างนอกหรือ? พวกเธอเป็นครอบครัวเดียวกันนะ!

            หลี่จินจือได้แต่กังขาอยู่ในใจความจริงเธอค่อนข้างเอนเอียงไปทางคำพูดของเจิ้งสยามากกว่า

            “เจิ้งหยวนเอ๋ยเธอบอกความจริงป้ามาเถอะเธอไม่อยากแต่งงานกับเฝิงเจี้ยนเหวินของพวกเราเลยหาคนรักใหม่ในเมืองเหรอ?”

            “คุณป้าคะ”เจิ้งหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆทันใดนั้นจิตวิญญาณของราชินีภาพยนตร์ก็ประทับร่างทันที เธอกัดริมฝีปากล่างแสร้งตีสีหน้ากล้ำกลืนฝืนทน “พวกเขาลือกันส่งเดชทั้งนั้น ฉันไม่ได้ทำเลยและไม่เคยไม่อยากแต่งกับพี่เจี้ยนเหวินด้วย จริงๆ นะคะ พี่เจี้ยนเหวินยอดเยี่ยมเสียขนาดนั้นทำไมฉันต้องทิ้งคนดีๆ ไปหาใครที่ไหนก็ไม่รู้ในเมืองอีกล่ะ? คุณป้า ฉันไม่ได้โง่งมนะคะ ถึงตอนเด็กจะยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร พี่เจี้ยนเหวินก็ไม่ชอบมาเล่นกับฉัน ฉันถึงได้หมางเมินเขาแต่พอโตขึ้นฉันก็รู้ความแล้ว สี่ล้อรถ มีดหนึ่งเล่ม ธงสีแดงแห่งการปฏิวัติปลิวสะบัดทั้งสองด้าน [2] พี่เจี้ยนเหวินเป็นถึงทหาร หมู่บ้านแถบนี้ไฉนเลยจะมีผู้ชายดีกว่าพี่เจี้ยนเหวินกัน เขาไม่เพียงหน้าตาหมดจดเท่านั้น ยังเป็นทหาร เถรตรงซื่อสัตย์ ประพฤติตนเหมาะสม คนในเมืองนอกจากมีสำมะโนครัว มีอะไรดีกว่าพี่เจี้ยนเหวินบ้าง? อีกอย่างต่อให้มีสำมะโนครัวในเมืองแล้วอย่างไรเล่า เงินเดือนก็ไม่ใช่ว่าจะสูงกว่าพี่เจี้ยนเหวินนี่…” เจิ้งหยวนชมเฝิงเจี้ยนเหวินเป็นคุ้งเป็นแคว

            หลี่จินจือยิ่งฟัง คิ้วยิ่งคลายออกมากขึ้นเรื่อยๆสำหรับเธอลูกชายย่อมดีที่สุดในใต้หล้า เจิ้งหยวนพูดโดนใจเธอเข้าเต็มเปา ใช่ไหมเล่า ลูกชายเธอเป็นคนดีมากหากเป็นดังเช่นข่าวลือจริงเจิ้งหยวนคงสมองกลับถึงทิ้งบุรุษแสนดีอย่างลูกชายเธอไปคบชู้ข้างนอก

            “พี่เจี้ยนเหวินดีขนาดนี้ใครไม่อยากแต่งด้วยบ้าง ญาติผู้พี่ฉัน เจิ้งสยา เธอก็อยากแต่งถึงอยากทำลายชื่อเสียงของฉัน เพราะเธอจะได้แต่งเข้าไปแทนค่ะ…”

            “คิดว่าตัวเองคู่ควรหรือยังไง!”หลี่จินจือตบโต๊ะดังปังทันทีที่สิ้นเสียงเจิ้งหยวนพร้อมตวาดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธ

            ครั้นเจิ้งหยวนสร้างอารมณ์ร่วมได้ประมาณหนึ่งแล้วดวงตาคู่โตพลันแดงเรื่อ น้ำตาค่อยๆ หยดอาบแก้มนวลลงมา ดูแล้วน่าสงสารอย่างยิ่ง“คุณป้าคงเชื่อคำพูดของญาติผู้พี่ฉันแล้ว ฉันรู้ดีว่าพี่เจี้ยนเหวินเก่งมากพวกเธอเลยอิจฉาฉัน!”

            “เอ่อ...เธออย่าร้องไห้เลย ฉันไม่เชื่อคำของคนอื่น ฉันแค่... แค่... เฮ้อ…” ยิ่งเธอร้องไห้หลี่จินจือก็ยิ่งลนลานมากเท่านั้นไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนนิสัยดื้อรั้นหัวแข็งอย่างเจิ้งหยวนถูกแม่สามีในอนาคตถามจนร้องไห้น้ำตานองหน้าในสองสามประโยค! อันที่จริงเธอเชื่อคำพูดของเจิ้งหยวนแล้ว คิดไปก็ใช่ ลูกชายเธอยอดเยี่ยมขนาดนั้น เด็กสาวคนไหนจะไม่อยากแต่งด้วย!

            เจิ้งหยวนสูดน้ำมูกเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผนเสร็จสรรพก็ถึงเวลาหาทางลงให้หลี่จินจือ“ฉันรู้ว่าคุณป้าเชื่อฉัน แค่มาถามเพื่อยืนยันจะได้เบาใจเท่านั้นฉันทราบว่าคุณป้าหวังดีกับพี่เจี้ยนเหวินค่ะ”

            แน่นอนว่าหลี่จินจือยินยอมเดินลงบันไดที่เจิ้งหยวนยื่นให้โดยไม่รู้ตัวเธอถอนหายใจ “ข่าวลือว่าร้ายมากมายพูดกันให้ว่อนทั่วหมู่บ้านฉันไม่รู้ว่าควรเชื่อใครดี ในเมื่อเธอบอกไม่มีเรื่องแบบนั้น ป้าก็เชื่อเธอ…แต่มีบางอย่างที่ป้าไม่รู้ว่าควรพูดหรือเปล่า” เธอชะงักอยู่ครู่หนึ่งดวงตาคู่นั้นมองเจิ้งหยวนอย่างลังเล

            เจิ้งหยวนจึงรีบเอ่ย “คุณป้าเชิญกล่าวมาได้เลย ฉันฟังอยู่ค่ะ”

            “ปลายปีเธอต้องแต่งเข้าบ้านพวกเราแล้วก็สงบใจ อยู่สบายๆ ในบ้านเป็นยังไง?”

            ความหมายคือให้เธออยู่บ้านเฉยๆหยุดสร้างข่าวลือไม่พึงประสงค์อีกใช่ไหม? เจิ้งหยวนไม่อาจเก็บความอับอายที่ฉายชัดบนใบหน้าได้อย่างมิดชิด ทว่ายังไม่ทันพูดอะไร เฉินชุ่ยอวิ๋นก็รีบรับปากอย่างร้อนรน “ค่ะ พี่วางใจเถอะ ฉันจะให้เธออยู่บ้านนิ่งๆ สงบเสงี่ยมเอง!”

             

             

            เชิงอรรถ

            [1] แมลงวันย่อมไม่ตอมไข่ที่ไร้ช่อหมายถึง หากไม่มีข้อบกพร่อง จะไม่มีช่องโหว่ให้คนฉกฉวยเล่นงาน

            [2] สี่ล้อรถมีดหนึ่งเล่ม ธงสีแดงแห่งการปฏิวัติปลิวสะบัดทั้งสองด้าน หมายถึงอาชีพที่ผู้หญิงชอบเลือกมาแต่งงานด้วยในยุคปฏิวัติ “สี่ล้อรถ” หมายถึง คนขับรถ“มีดหนึ่งเล่ม” หมายถึ งพ่อครัว “ธงสีแดงแห่งการปฏิวัติปลิวสะบัดทั้งสองด้าน”หมายถึง ทหารที่ทำการปฏิวัติ

             

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ] ที่คุณอ่าน