“นายว่าเธอเป็ยังไงบ้าง” คีรินทร์เอ่ยถามขอความคิดเห็นจากเลขาหนุ่มผู้เป็ลูกน้อง หลังจากที่พวกเขาขอตัวแยกมาจากหญิงสาวซึ่งนั่งรออยู่ในร้านอาหารหรูเพื่อมาทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำชาย
“เธอสวยครับ สวยมาก เหมาะสมกับบอสมากเลยครับ” เขาพูดแสดงความคิดเห็นของตนเพื่อเอาใจเ้านายหนุ่ม ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกใจในคำตอบของเขาหรือเปล่า
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฉันหมายถึงนายคิดยังไงกับปรางรัศมี” เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ความคิดของอีกฝ่าย
“เอ่อ…คุณปรางรัศมีเป็ว่าที่เ้าสาวของบอส ผมจะไปกล้าคิดอะไรกับเธอได้ยังไงล่ะครับ” เลขาหนุ่มตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ฉันก็ไม่ได้หมายถึงเื่นั้นเหมือนกัน” เขาพูดเสียงเรียบอารมณ์เริ่มหงุดหงิด เมื่อคำตอบของลูกน้องนั้นไม่ตรงกับใจตัวเองสักที
“ฉันหมายถึงว่านายเห็นอะไรในตัวเธอไหม ฉันรู้สึกว่าเธอดูคล้ายกับใครบางคน” เขาแสดงความคิดเห็นของตนออกมา สองคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่แค่บอสคนเดียวครับที่รู้สึกแบบนั้น ผมเองก็รู้สึก คุณเอื้องฟ้าเองก็คิดเหมือนกัน คุณปรางรัศมีดูคล้ายกับใครบางคน แต่ว่านึกไม่ออก” พชรทำท่าครุ่นคิด
“คุณมะปราง” ชายหนุ่มผู้เป็นายตอบเสียงเรียบ ราวกับว่าเขานั้นคิดชื่อนี้ออกมาตั้งนานแล้ว
เมื่อได้ยินคำตอบจากผู้เป็นาย ความคิดของเลขาหนุ่มก็จุดประกายขึ้นมาทันทีหลังจากที่เขาพยายามนึกว่าคนๆนั้นคือใครมานาน
“คุณมะปราง ดีไซเนอร์ชื่อดังเ้าของห้องเสื้อแบรนด์MAPA(มาพา)” เลขาหนุ่มพูดทวนถึงชื่อของหญิงสาวที่อยู่ในความคิดตนว่าตรงกับคนที่อยู่ในความคิดของผู้เป็นายหรือไม่
“ใช่ คุณมะปรางดีไซเนอร์ชื่อดังเ้าของห้องเสื้อPAMA เหมือนมาก เหมือนราวกับคนคนเดียวกัน แต่สไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนกัน” เขาวิเคราะห์ตามสิ่งที่ตนเห็น
“คุณมะปรางเธอเป็สาวมั่น เปรี้ยว มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีสไตล์การแต่งตัวของตนเองที่เป็เอกลักษณ์ชัดเจน และกล้าที่จะแสดงออกหรือเสนอความคิดของตัวเองไปสู่สาธารณะ แต่คุณปรางรัศมีเธอไม่มีความมั่นใจในตนเองเพราะน่าจะถูกบูลลี่มาั้แ่เด็ก ไม่กล้าแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ เธอมักจะทำตามคำสั่งของผู้อื่นมาโดยตลอด”
พชรวิเคราะห์ตามความคิดของตน เปรียบเทียบหญิงสาวทั้งสองที่มีใบหน้าคล้ายกันราวกับคนเดียวกัน แต่กลับมีบุคลิกซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“บางทีพวกเขาอาจจะแค่หน้าตาคล้ายกันก็ได้นะครับบอส” เขาเสนอ เพราะคิดว่าคนสองคนที่มีบุคลิกและความสามารถอันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แทบจะไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่พวกเธอสองคนจะคือคนๆเดียวกัน
“ก็ไม่แน่หรอก บนโลกใบนี้อะไรก็เป็ไปได้ทั้งนั้น” ผู้เป็นายกล่าวเสียงเรียบ พลางคิดถึงเื่ของตนที่ยังต้องแสดงเป็คนสองคนซึ่งมีบุคลิกอันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความจริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกว่าปรางรัศมีจะเป็หญิงสาวที่อ่อนแอและอ่อนต่อโลก แต่เขากลับเห็นว่าเธอเป็ผู้หญิงเข้มแข็งอดทน และใช้คำพูดเป็ และสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือตอนเธอเดินออกมาจากห้องแต่งตัว หญิงสาวพกความมั่นใจมาเต็มร้อย เธอเดินด้วยรองเท้าส้นสูงอย่างชำนาญราวกับว่าเธอนั้นคุ้นเคยกับมันดี ทั้งๆที่คนอย่างเธอไม่น่าจะเคยใส่อะไรแบบนี้
“มันก็จริงนะครับ” พชรคล้อยตาม “อ้อ ยังมีอีกเื่หนึ่งที่แปลกครับ” เขาพูดเกริ่น
คีรินทร์หันหน้ามองจ้องตาเลขาคนสนิท รอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อจากนี้
“เมื่อกี้คุณเอื้องฟ้าบอกว่าคุณปรางรัศมีเธอขอแต่งตัวเองครับ”
“แต่งตัวเองเหรอ” เขาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ครับ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็เลือกชุดเลือกรองเท้าเองด้วยครับ” เลขาหนุ่มตอบตามข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้านี้
“แปลก แปลกมาก คนอย่างเธอไม่น่าจะทำสิ่งเหล่านี้ได้”
เขาพึมพำเบาๆกับตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ ในหัวกำลังประมวลผลถึงความสามารถของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาราวกับคนรับใช้ในบ้าน แม้แต่เวลาจะดูแลตัวเองเธอยังไม่มี เรียนจบแค่ม. 3 ไม่เคยออกงานสังคม ไม่มีทางเป็ไปได้เลยว่าเธอจะทำสิ่งเ่าั้ที่เลขาหนุ่มกล่าวมาข้างต้นได้ แถมยังทำได้ดีมากอีกด้วย ทุกอย่างบนตัวเธอมันดูเข้ากันอย่างลงตัวราวกับถูกจัดแต่งจากมืออาชีพ
“แถมยังทำได้ดีมากด้วยครับ” พชรพูดเสริม
“ไปสืบเื่ของปรางรัศมีมาเพิ่มเติม แล้วก็เพิ่มเื้ัของคุณมะปรางไปด้วย” เขาสั่งงานเลขาคนสนิท
“ครับบอส”
“แต่ต้องระวังหน่อยนะ เพราะคุณมะปรางเป็คนมีชื่อเสียง ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราอาจถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ได้” เขาพูดเตือนลูกน้องในทีม เพราะตนเองก็ยังไม่มั่นใจว่าผู้หญิงสองคนนี้คือคนๆเดียวกันจริงๆหรือมีอะไรที่เกี่ยวข้องกันหรือเปล่า เพราะถ้าไม่ใช่ แล้วดีไซเนอร์สาวชื่อดังเกิดรู้ตัวว่าตนนั้นถูกแอบสืบเื้ั อาจจะฟ้องพวกเขากลับได้
“ครับ” เลขาหนุ่มรับปาก
“กลับไปโต๊ะกันเถอะ ป่านนี้อาหารคงจะมาเสริฟแล้ว”
คีรินทร์บอกกับเลขาหนุ่มที่รับบทเป็บุรุษพยาบาลพิเศษดูแลตน ก่อนที่เลขาหนุ่มหน้าหวานจะเข็นรถวิลแชร์ซึ่งมีผู้เป็นายนั่งอยู่กลับไปยังโต๊ะอาหาร แต่เท้าของเขาก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้ง เมื่อถูกผู้เป็นายสั่งห้ามไม่ให้เดินต่อ ตอนที่พวกเขาเข้ามาในร้านอาหารแล้วแต่ยังไปไม่ถึงโต๊ะ
“หยุดก่อน” คำสั่งของเขาทำให้รถเข็นที่ถูกเข็นโดยเลขาหนุ่มหยุดลงทันที
สายตาคมมองตรงไปยังโต๊ะอาหารที่ก่อนหน้านี้หญิงสาวนั่งอยู่เพียงลำพัง แต่ตอนนี้กลับมีผู้ชายต่างชาติคนหนึ่งเดินเข้าไปหาเธอที่โต๊ะ
“Sorry(ขอโทษครับ)”
เสียงของใครบางคนเรียกหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือในมือมาสนใจเขา
“May I help you?(มีอะไรให้ช่วยคะ?)” หญิงสาวถามชายหนุ่มต่างชาติคนแปลกหน้าอย่างเป็มิตร
“I want to go to Sukhumvit soi 11, Can you tell me the way? (ผมอยากจะไปสุขุมวิทซอย 11 คุณช่วยบอกทางให้ผมหน่อยได้ไหมครับ” เขาพูดถามทางกับหญิงสาว
“You to take the BTS to Nana station. And walk another 500 meters to reach the destination.(คุณขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีนานา แล้วเดินต่อไปอีก 500 เมตรก็จะถึงค่ะ)” หญิงสาวพูดตอบอย่างคล่องแคล่ว
“Thank you so much.(ขอบคุณมากครับ)” ชาวต่างชาติคนนั้นพูดก่อนที่เขาจะเงียบไปสักครู่หนึ่ง แล้วเริ่มบทสนทนาถัดไป “You so beautiful.(คุณสวยมาก)”
เขาเอ่ยชมหญิงสาว ซึ่งเธอก็ได้แต่ยิ้มรับคำชมนั้นโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะไม่อยากสาวความให้บทสนทนามันยืดเยื้อก่อนผู้เป็ว่าที่สามีและบุรุษพยาบาลส่วนตัวของเขาจะกลับมา
“You come alone? Can I have your contact? (คุณมาคนเดียวหรอครับ ผมขอช่องทางติดต่อของคุณได้ไหม)” เขาเริ่มแสดงท่าทีว่าตนนั้นสนใจหญิงสาว
“Sorry. I'm married(ขอโทษค่ะ ฉันแต่งงานแล้วค่ะ)” เธอพูดโกหกเพื่อปฏิเสธเขา
“Oh! Sorry, And thank you so much (ขอโทษครับ และก็ขอบคุณมากๆครับ)”
เมื่อถูกหญิงสาวปฏิเสธ ชายหนุ่มที่รู้สึกเสียศูนย์จึงเดินไปเช็คบิลที่เคาน์เตอร์แล้วเปิดประตูร้านออกไป
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะก้มมองสนใจมันอีกครั้งโดยที่ไม่รู้เลยว่า การกระทำทั้งหมดของเธอในวันนี้ได้ถูกจับตาดูจากผู้ชายคนหนึ่งอยู่