ถังฉือเย่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับมารดาอย่างวังซื่อ นางได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ ระบายความโกรธที่คั่งอยู่ในอกก่อนจะรีบวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามหมอประจำหมู่บ้าน
เดิมทีนางเองก็เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ซ้ำร่างกายตอนนี้ยังเป็เด็ก เรี่ยวแรงมีไม่มากพอ นางวิ่งพลางอุ้มเสี่ยวเหยาไปพลาง รู้สึกเหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน เท้าแทบจะยืนไม่อยู่ พอมาถึงหน้าประตูบ้านท่านหมอก็หอบฮัก ๆ พูดปากคอสั่น
“ท่านหมอ น้องสาวข้าไม่สบาย ท่านโปรดช่วยน้องข้าด้วยเถอะ!”
ชายสูงวัยสกุลเฉินอายุราวห้าสิบกว่า ๆ ไว้เคราแพะ รูปร่างค่อนข้างผอมดูท่าทางราวกับเป็ผู้มีการศึกษา ผู้เป็หมอประจำหมู่บ้านลุกขึ้นช้า ๆ พลางแตะมือเบา ๆ ที่มือของเสี่ยวเหยา…ว่ากันว่าท่านหมอผู้นี้เคยเป็หมอระดับขุนนางในเมืองมาก่อน ต่อมาเขาทำความผิดบางอย่างจึงได้กลับมาเป็หมอประจำหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นทักษะการแพทย์ของเขาจึงไม่ธรรมดาเลย
ชายสกุลเฉินนั่งลง พลางจับชีพจรของเสี่ยวเหยาอย่างสงบนิ่งและกล่าว “เหตุใดจึงปล่อยให้เป็หนักเยี่ยงนี้แล้วจึงมาพา เ้ารู้หรือไม่หากมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวพวกเ้าคงต้องทำศพให้นางแทน!”
“ข้าขึ้นูเาไปและเพิ่งกลับมาถึง ท่านหมอเฉิน โปรดช่วยรักษาน้องสาวข้าด้วยเถอะ”
หลังจากท่านหมอประจำหมู่บ้านจับชีพจรของนางแล้ว เขาก็ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง ด้วยการเปิดเสื้อและกดตรงท้องของเสี่ยวเหยา ไม่นานนักก็พูดเสียงเครียด “แย่แล้ว! นางตัวร้อนมาสี่ห้าชั่วยามแล้ว แถมยังเด็กเกินไป ล่าช้าเกินแล้ว รักษายาก!”
“ขอร้องล่ะ ท่านมียาอะไรก็รีบใช้รักษาเถอะ ท่านจะต้องช่วยน้องสาวข้าให้ได้!”
“รีบใช้?” ท่านหมอลืมตาขึ้น “พูดง่ายเสียจริง จ้าจะจ่ายไหวหรือ?”
ในขณะที่ถังฉือเย่กำลังเป็กังวล นางก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง “ท่าน้าเงินเท่าไหร่?”
ท่านหมอมองนางด้วยสายตาอันเรียวแหลม ก่อนจะบอกความ้าของเขา “แม่ของเ้าสองสามวันครั้งก็เรียกข้าไปดูอาการ แต่ละครั้งเอายาไปก็ไม่ยอมจ่ายเงิน แม้จะเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน ข้าไม่คิดค่ารักษา แต่ก็ไม่ควรจะเป็เช่นนี้ตลอดไป ยังมีตัวเ้าเองอีก แม้ว่าตอนนี้จะหายดีแล้ว แต่เมื่อก่อนก็ยังสามวันดีสี่วันไข้อยู่เลย ท่านย่าของเ้าเองก็ชอบแอบหยิบของในร้านข้า นี่ก็ไม่รู้ว่าพวกเ้าติดหนี้ข้าไปเท่าไหร่แล้ว”
ถังฉือเย่เม้มปากแน่น เห็นได้ชัดว่าชายผู้นี้กำลังฉวยโอกาสในตอนที่ผู้อื่นทุกข์ยาก…เขาเป็หมอแต่กลับฉวยโอกาสในยามที่คนไข้กำลังลำบากอย่างเห็นได้ชัด!
หญิงสาวหลุบสายตาลง ปกปิดแววตาที่เย็นะเื นางเพียงขอร้องด้วยน้ำเสียงต่ำ ๆ ว่า “ท่านหมอเฉิน อาการเจ็บป่วยไม่รอใคร ท่านรักษาน้องสาวข้าให้หายก่อนได้หรือไม่?”
“รีบร้อนอะไรกัน ที่ข้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพราะจะคิดบัญชีเก่ากับเ้า เพียงแค่อยากบอกเ้าว่านับจากวันนี้เป็ต้นไป หากจะมาหลอกเอาผลประโยชน์กับข้าอีก พวกเ้าไม่มีทางสำเร็จ อาการของน้องสาวเ้าในวันนี้ข้าบอกกับเ้าได้เลยว่าแม้จะส่งตัวไปรักษาที่โรงหมอในเมือง พวกเขาก็ต้องใช้วิธีระบายความร้อนแน่นอน…สอดยาเข้าไป ทำการถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ความร้อนจึงจะคลายลง ซึ่งก็น่าจะเห็นผลในทันที เด็กอายุเพียงไม่กี่ขวบเช่นนั้น ต้องเอาร่างกายมาเสี่ยง ผ่านไปกี่ปีก็ปรับตัวกลับมาเป็เหมือนเดิมไม่ได้!”
เขาบอกพร้อมกับค่อย ๆ ล้างมืออย่างละเมียดละไม “แม้ว่าทักษะการแพทย์ของข้าจะไม่ได้ดีมากนัก แต่ตอนนี้พวกเ้าจะหาใครที่ดีกว่าข้าก็คงไม่มีแล้ว ข้ามีสองวิธี วิธีแรกคือวิธีที่ข้าเพิ่งบอกไป ระบายความร้อนในร่างกาย ข้าคิดแค่สองร้อยอีแปะ ต่อไปยาบำรุงอะไรเ่าั้เ้าก็ไม่จำเป็ต้องให้นางดื่ม มันใช้ไม่ได้ผล ความจริงแล้วข้าเองก็ไม่ได้คิดจะขูดรีดเงินเ้า กับอีกวิธีหนึ่งคือขับเหงื่อถอนพิษ ต้องเพิ่มความร้อนให้กระจายไปทั่ว แม้ว่ามันอาจจะช้า แต่มันจะไม่ทำลายร่างกายของเด็ก ข้าคิดเพียงแค่สามตำลึง”
ถังฉือเย่สังเกตท่าทางของท่านหมอเฉินผู้นี้อยู่ตลอดเวลา แน่ใจว่าเขาเป็หมอที่ฉวยโอกาสตอนผู้อื่นลำบากจริง ๆ เพียงแต่เขาพูดถึงวิธีการรักษาอย่างมั่นใจ เื่นี้เขาคงไม่โกหก มากสุดก็แค่ขายยาในราคาแพงเท่านั้น
หญิงสาวจึงก้มหน้าลงพูดด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังร้องไห้ “ท่านหมอเฉิน แม้ว่าข้าจะยังพอมีเงินอยู่บ้าง แต่ก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับพี่ชายด้วย ข้ายอมไม่กินไม่ดื่ม แต่ค่าเล่าเรียนของพี่ชายข้าจะขาดไม่ได้ ท่านหมอได้โปรดเห็นใจข้าด้วย”
“ข้าเห็นใจเ้า แต่เ้าล่ะเคยเห็นอกเห็นใจข้าบ้างหรือไม่” ท่านหมอเฉินกล่าวอย่างเ็า เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางลูบคางเบา ๆ แล้วบอกว่า “เช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าคิดแค่ค่ายาสองตำลึง ได้ยินว่าเ้าจับกระต่ายเก่งเช่นนั้นก็บวกเพิ่มกระต่ายอีกห้าตัว”
เมื่อเห็นใบหน้าของเสี่ยวเหยาเริ่มแดงก่ำ มือเท้าก็เริ่มกระตุก ถังฉือเย่เจ็บใจเป็อย่างมาก นางไม่มีเวลามาถกเถียงให้มากความทำได้เพียงพยักหน้าตอบตกลง
ท่านหมอรอให้นางหยิบเงินออกมาแล้วถึงเขียนใบชำระหนี้ ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าถังฉือเย่ติดหนี้เขาเป็กระต่ายจำนวนห้าตัว และจะจ่ายคืนภายในสิบวัน หากไม่จ่ายจะเพิ่มจำนวนกระต่ายในทุก ๆ สองวัน และยังให้พิมพ์ลายนิ้วมือนางด้วย
เมื่อเห็นท่าทีไม่รีบร้อนของเขา ทั้งที่ถังฉือเย่รู้สึกกังวลใจเป็อย่างมากแต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันและอดทนรอ เมื่อท่านหมอเฉินเก็บใบชำระหนี้ที่พิมพ์ลายนิ้วมือเรียบร้อยแล้วนั้นแหละ จึงค่อยเริ่มทำการรักษา โชคดีที่บ้านของเขามียาเตรียมพร้อมไว้อย่างครบครัน รวมทั้งภรรยาของเขาเองก็มีความชำนาญสามารถเป็ผู้ช่วยเขาได้ดี นางเห็นเขาใช้เหล้าและเข็มซึ่งดูเหมือนว่าจะมีความชำนาญเอามาก ๆ
วังซื่อที่ไม่รู้ว่าเดินตามมาตอนไหนก็เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ถังฉือเย่เพียงเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ จนท่านหมอวางมือ ให้เสี่ยวเหยาดื่มยาพร้อมกับจับชีพจร พอเห็นว่าความร้อนภายในร่างกายของเสี่ยวเหยาบรรเทาลงแล้วก็หันมาบอกว่า
“ได้แล้วล่ะ คืนนี้ก็ให้นางนอนที่นี่ พวกเ้าสามารถอยู่ดูแลนางได้คนหนึ่ง”
หญิงสาวพยักหน้ารับตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดพลางหันไปหาวังซื่อด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง “ข้าจะอยู่ดูแลนางเอง ท่านแม่รีบกลับบ้านไปเถอะ”
วังซื่อร้องไห้อีกสองครั้ง จากนั้นผุดลุกขึ้นแล้วเดินจากไปพร้อมน้ำตาและเสียงร้องสะอึกสะอื้นที่แม้ลับสายตาไปแล้วยังได้ยินจนแม้แต่ภรรยาของท่านหมอชราก็อดพูดไม่ได้ “ร้องไห้ขนาดนี้ หากไม่รู้ ข้าคงคิดว่าลูกนางตายไปแล้ว!”
ถังฉือเย่ไม่ได้ทักท้วงอะไร นางก้มหน้าก้มตาฟังคำแนะนำของท่านหมอเฉิน หลังจากที่ท่านหมอกำชับเสร็จ เขาก็ปิดประตูแล้วขึ้นไปนอน ถังฉือเย่ลูบหน้าผากของเสี่ยวเหยาไม่หยุดและดูนางร้องครวญครางราวกับหมาน้อย พร้อมกับความรู้สึกปวดหนึบ ๆ ในหัวใจ
วังซื่อช่างเป็แม่ที่โชคดีเสียจริงที่มีลูกอย่างถังฉือหรงและเสี่ยวเหยาซึ่งเป็เด็กดี เชื่อฟังไม่เคยก่อเื่ให้หนักใจ ไม่จำเป็ต้องดุด่าว่ากล่าว แค่ดูแลนิดหน่อยก็พอแล้ว แต่เพียงเท่านี้แม่อย่างวังซื่อยังทำไม่ได้! ได้ยินว่าเด็กหญิงตัวร้อนมีไข้มาหนึ่งวันแล้ว หากนางกลับมาบ้านช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว เสี่ยวเหยาก็คงต้องเดินทางไปปรโลก!
แม่เยี่ยงนี้มีประโยชน์อันใด! มาเป็ภาระเพิ่มความลำบากโดยเฉพาะหรือ แต่ไม่ว่าจะเป็ประโยชน์หรือไม่ เพิ่มภาระหรือเปล่า ในเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็แม่แล้ว นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้!
ถังฉือเย่มองเสี่ยวเหยาด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ โชคยังดีที่ชาวบ้านรู้แค่เื่ที่นางขายหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวได้สิบตำลึง แต่ไม่มีใครรู้เื่เงินแปดตำลึงของท่านย่าซุน วันนั้นนางใช้จ่ายกับสิ่งของจิปาถะไปมากกว่าห้าตำลึง ตอนนี้ต้องจ่ายค่ารักษาเสี่ยวเหยาสองตำลึง ต่อไปในสายตาคนอื่นนางก็จะเป็คนที่ไม่มีเงินอีกแล้ว!
ดังนั้นหญิงสาวบอกกับตัวเองว่าหลังจากนี้หากจะซื้ออะไรก็ต้องไปคนเดียว ห้ามไปกับคนในหมู่บ้านทุกคนจะได้ไม่รู้ว่านางยังมีเงินเหลืออยู่ เพราะมิเช่นนั้นแม้แต่ท่านหมอเฉินผู้นี้ยังคิดฉวยโอกาสในตอนที่นางกำลังทุกข์ยากและไม่มีทางเลือก
แต่รอก่อนเถอะ อีกไม่นานหรอก นางจะต้องร่ำรวยให้ได้ เพียงแต่ตอนนี้ถังฉือเย่จำต้องอดทนเพื่อให้ทุกคนเห็นว่านางกำลังลำบาก น่าเวทนา แผนที่วางไว้จึงจะดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่ระยะทางระหว่างหมู่บ้านกับตัวเมืองค่อนข้างไกลกันมาก หากนางไม่ไปกับคนในหมู่บ้านแล้ว ก็ยากที่จะออกไปเองเพียงลำพัง
ทันใดนั้นหญิงสาวก็นึกถึงชายหนุ่มผู้หนึ่ง…ฉีจิง ปกติเขาเข้าเมืองไปได้อย่างไร หรือว่าเพราะร่างกายเขาแข็งแรงจึงเดินเท้าเข้าไปเป็แน่…เอาล่ะ! เอาไว้ครั้งหน้าหาก้าซื้อสิ่งใด นางจะฝากให้เขาช่วยซื้อกลับมาให้ดีกว่า อาจจะให้ค่าตอบแทนเขานิดหน่อยเป็สินน้ำใจ
ในระหว่างที่ผู้เป็พี่สาวกำลังคิดวางแผนอยู่ในหัว ผู้เป็น้องสาวที่กำลังอ่อนเพลียด้วยพิษไข้ก็ปรือตาแล้วก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อท่านหมอเฉินตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้า ความร้อนภายในตัวของเสี่ยวเหยาก็ถูกระบายไปหมดแล้ว นางลืมตาด้วยความงุนงงพลางเรียกถังฉือเย่เสียงแ่เบา
“ท่านพี่”
ถังฉือเย่ส่งเสียงรับพลางถามสองสามประโยค เมื่อเห็นภรรยาท่านหมอกำลังจุดไฟเตรียมต้มโจ๊ก นางจึงเดินเข้าไปก่อนบอกว่า
“คุณนายเฉิน ช่วยเพิ่มข้าวไปอีกหน่อย เผื่อข้าและน้องสาวสองชาม หากทำอาหารอะไรก็ช่วยแบ่งให้พวกข้าสักหน่อย”
คุณนายเฉินกลอกตาถอนหายใจออกมา “แม่สาวน้อย ข้าวของพวกนี้เราก็ต้องใช้เงินซื้อ สามีของข้าร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงทำงานหนักอีกไม่ไหวหรอก คนในหมู่บ้านหลังจากมารักษาเสร็จก็มักจะติดเงินผัดวันประกันพรุ่งไปวัน ๆ กันแทบทุกคน”
“ข้าจะจ่ายเงินเอง” นางพูดเสียงเรียบ
“อยู่กันอย่างลำบาก…อืม” คุณนายเฉินยิ้มและพูดหลังจากนิ่งไปเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ตกลง ข้าจะเพิ่มข้าวให้ เช้านี้ข้าจะทำเค้กข้าว แม่สาวน้อยเราไปทำกันเถอะ”
ถังฉือเย่กล่าวคำขอบคุณเสียงเบา คล้ายพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินตามหลังภรรยาของท่านหมอเฉินผู้นี้ไปอย่างเงียบ ๆ
.
.
.