ข้างกำแพงมีรูสุนัขลอดที่สองบ้านไม่เคยปิดช่องโหว่ กำแพงนี้เด็กหญิงบ้านหลันใช้แทนประตูเข้าออกไปสู่สวนดอกไม้ข้างเรือนพักของคุณหนูตระกูลหวงผู้เป็เพื่อนเล่นมาั้แ่วันที่หลันซิ่วจูอายุหกขวบโผล่หน้าไปปะเข้ากับคุณหนูหวงโดยบังเอิญในบ่ายวันหนึ่ง
นับแต่นั้นมาหลันซิ่วจูก็อาศัยมุดรูกำแพงเข้าไปเล่นกับหวงเฟิ่งเหยาอยู่บ่อยครั้งเพียงแต่ว่าวันนี้ยังไม่ทันลอดผ่านได้หมดตัว เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยแกมเอ็นดูก็ทักขึ้น
“ข้าว่าเ้าจะตัวใหญ่เกินรูนี้แล้วนะเสี่ยวจูเปลี่ยนไปเดินเข้าที่ประตูใหญ่เถอะ หรือไม่ก็ใช้บันไดไม้พาดข้ามฝั่งมาหากเ้าไม่กลัวตกลงมาน่ะนะ” สภาพเสื้อผ้าขะมุกขะมอมและกิริยายัดกายเข้าอย่างยากลำบากมากขึ้นทุกวันของเพื่อนบ้านตัวน้อยชวนให้นางขบขัน
“พี่เฟิ่งเอ๋อร์กำลังบอกว่าข้าอ้วนขึ้นอีกแล้วใช่ไหม”เด็กหญิงอายุสิบปีเงยหน้าขึ้นถาม ทั้งที่ตัวยังติดคาอยู่ครึ่งทางและเมื่อลอดผ่านมาได้ทั้งตัว นางก็ลุกขึ้นเท้าสะเอวตีสีหน้าเอาเื่อยู่เล็กน้อย
“แน่ละแต่ความผิดนี้ข้าคงต้องเป็คนรับไว้ครึ่งหนึ่งกระมัง”
ที่เด็กหญิงตัวอวบอ้วนขึ้นนั้นก็เป็เพราะนางกับแม่ครัวคนโปรดของนางเองนั่นแหละ
เป็ประจำที่หวงเฟิ่งเหยาออกปากให้นางเหนียงเซียงแม่ครัวของบ้านตระเตรียมขนมและของว่างไว้รอเด็กหญิงผู้เป็เพื่อนบ้าน หลันซิ่วจูไม่เคยเื่มากในเื่อาหารการกินยินดีรับน้ำใจจากนางทุกครั้ง
ในความคิดของหลันซิ่วจู แม้คุณหนูหวงจะเอาแต่ใจกับเด็กคนอื่นแต่กับตัวนางนั้น ออกจะใจกว้างดั่งแม่น้ำ มีข่มและชอบออกคำสั่งอยู่บ้างแต่ก็ในเชิงว่านางอายุมากกว่า มิได้จงใจกลั่นแกล้งรังแก เป็เพื่อนรุ่นพี่เสียอีกที่คอยปกป้องเวลาเด็กอ้วนอย่างนางถูกเพื่อนเล่นคนอื่นล้อเลียน
“เ้ามาแต่หัววันเชียวนะ”
พักหลังมานี้พี่เลี้ยงสาวมักวุ่นวายกับเื่ส่วนตัวจิตใจล่องลอยว้าวุ่นไม่ว่าหายใจเข้าหรือออกล้วนเกี่ยวกับชายคนรักที่เป็คนงานบ้านสกุลจู้ที่อยู่ตรอกถัดไปอีกไม่นานตัวนางก็คงไร้พี่เลี้ยงเมื่อเสี่ยวถานแต่งงานงานบ้านงานครัวก็คงถูกวางใส่มืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“พี่เสี่ยวถานออกไปข้างนอกเ้าค่ะส่วนท่านพ่อก็เข้าห้องปรุงยาอีกแล้วเสี่ยวจูคัดรายชื่อสมุนไพรเสร็จก็เลยแวบออกมาหาท่าน ไม่นึกว่าจะเจอพี่เฟิ่งเอ๋อร์กะว่าจะเข้ามาแอบนอนเล่นในสวนของท่านเฉยๆ ข้าคงไม่ได้มากวนพี่นะ” ที่ต้องเอ่ยถามเพราะคุณหนูบ้านหวงมีสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย
หวงเฟิ่งเหยาโบกมือไล่ความวิตกของเพื่อนอายุน้อย “มีคนกวนอารมณ์ข้าไปก่อนหน้าเ้าแล้ว”
จะใครเสียอีก ถ้าไม่ใช่เ้าเมฆขาว แต่ตัวดำนั่น!
“เ้ามาก็ดีแล้ว ข้ามีของจะให้ดูหลายวันก่อนท่านปู่ซื้อนกตัวใหม่ให้ข้า” บอกแล้วคุณหนูสกุลหวงก็ตรงเข้ามาฉุดแขนนางให้เดินตามเข้าไปในห้องรั้งท้ายด้วยบ่าวสาวอายุสิบห้าปีนางหนึ่ง
หน้าต่างในห้องนั่งเล่นมีกรงนกแขวนอยู่ เ้านกน้อยปากแหลมตรง สีแดงสดทั่วส่วนหัวขนคลุมไหล่ หลัง สะโพกและหางมีสีชมพูแกมม่วงแต่ขนที่หน้าและลำตัวด้านล่างนั้นสีเหลืองส้มสวยงามปลายหางยาวส่ายสะบัดไปมาเมื่อมันบินวนซ้ายทีขวาทีอยู่ในกรงราวกำลังหาทางออกไปสู่อิสรภาพ
“ข้าคิดว่ามันอยากออกมาบินข้างนอกนะพี่เฟิ่งเอ๋อร์”หลันซิ่วจูทำหน้าสลดหันมาสบตากับเ้าของนก
หวงเฟิ่งเหยาย่นคิ้ว ทำหน้าเบื่อหน่าย “พูดแบบเ้าหน้าดำนั่นเลยนะ!”
“ก็ข้าสงสารมันนี่นา” เด็กหญิงร่างอ้วนเม้มปาก“ท่านไม่เห็นหรือว่าเ้านกตัวนี้เอาแต่บินวนกระแทกกรงไปมามันต้องไม่อยากอยู่ในนั้นแน่ๆ เลย”
“เ้าเป็นกหรือไงฮึ ถึงได้รู้ความคิดของมัน นกสวยๆก็ต้องอยู่ในกรงสวยๆ ในห้องสวยๆ เป็เพื่อนข้าถึงจะถูก”
“ไม่หรอกเ้าค่ะ” เด็กหญิงบ้านหลันลากเก้าอี้กลางห้องไปจนติดหน้าต่างแล้วก้าวขึ้นไปยืนบนนั้นนางใช้มือจับกรงนกที่สั่นน้อยๆ เพราะแรงกระแทกของนกป่าสีสวยที่อยู่ภายใน “นกเป็สัตว์ที่้าอิสระ ้าบินไปบนฟ้ากว้าง มันจะมีปีกไว้ทำไมถ้าไม่ได้บินไปในที่ต่างๆ อย่างใจมัน้า”
“เด็กอย่างเ้าไปจำคำพวกนี้มาจากไหนกันฮึ ลงมาเถอะเดี๋ยวตกลงมาได้แผลในบ้านข้า พ่อเ้าจะดุข้าเอา” หวงเฟิ่งเหยาหันไปพยักหน้าให้สาวใช้เข้าไปประคองหลันซิ่วจูที่ยืนตัวอ้วนกลมหนักแน่นบนเก้าอี้ลงมาด้านล่าง
หลันซิ่วจูไม่ได้บอกหวงเฟิ่งเหยาว่านางจำประโยคนี้มาจากท่านอาคนหนึ่งที่ไม่ยอมรั้งตัวอยู่เล่นเป็เพื่อนนางที่บ้านอีกทั้งไม่ยอมให้นางติดตามไปเที่ยวบ้านของเขาเด็กหญิงเ้าเนื้อถลันเข้าไปเขย่าแขนเด็กหญิงตัวผอมบางจนร่างนางสั่นคลอน
“ปล่อยมันไปเถอะนะเ้าคะพี่เฟิ่งเอ๋อร์...นะเชื่อเสี่ยวจูเถอะนะ ปล่อยมันไปเถอะ”
“โอยๆ กระดูกกระเดี้ยวข้าพานจะหักหมดแล้วเดี๋ยวก็ร้อนให้พ่อเ้ามาเสียเวลาต่อกระดูกให้ข้าอีกหรอก”
หลันซิ่วจูยอมปล่อยมือทว่าดวงหน้าที่ยังมอมแมมกลับส่งแววตาตัดพ้อให้นาง ร้อนจนคุณหนูบ้านหวงต้องรีบสั่งให้สาวใช้ขึ้นไปเอากรงนกลงมาแล้วจับยัดใส่มือป้อมๆ ของเด็กหญิงที่แม้อายุจะห่างจากนางแค่ปีเดียวแต่การกระทำหลายอย่างยังแก่นทโมนเป็เด็ก ดูอย่างเื่มุดรูสุนัขลอดนั่นปะไรนั่นไม่เคยอยู่ในความคิดของนางเลยสักครั้ง
“อ้ะ...ข้าไม่เลี้ยงก็ได้ ให้เ้า จะทำอะไรกับมันก็ทำจะต้ม จะแกง หรือจะเลี้ยง จะปล่อยก็แล้วแต่เ้าจะว่าไปข้าก็รำคาญเสียงร้องของมันอยู่เหมือนกัน” เหนือสิ่งอื่นใดนางรำคาญเสียงบ่นค่อนขอดจากลูกชายคนเดียวของแม่ครัวประจำบ้านต่างหาก
“ข้าไม่มีวันเอามันไปต้มแน่” หลันซิ่วจูรับเอากรงนกมากอดไว้ราวสิ่งนั้นล้ำค่านัก
บ่ายนั้นนางไม่ได้อยู่เล่นสิ่งใดกับคุณหนูบ้านหวงต่อเพราะสาละวนคุยเื่นกยังไม่ทันจบ บ่าวคนหนึ่งก็เข้ามาตามตัวหวงเฟิ่งเหยาบอกว่าท่านปู่ของนางจะพาออกไปข้างนอก
มาทางไหนก็กลับทางนั้นหลันซิ่วจูผลักกรงนกลอดรูไปก่อนที่ตัวเองจะมุดตัวตามไป ขณะกำลังลุกขึ้นยืนพร้อมกับถือกรงนกไว้ในมือนั่นเองบิดาก็เดินเลี้ยวมุมบ้านตรงเข้ามาหา
“ไม่พลาดจากพ่อคิดสักนิด ต้องเจอเ้าที่นี่จริงๆ ด้วยพ่อจะชวนเ้าไปเก็บสมุนไพรนอกเมืองกัน แล้วนั่นถืออะไรอยู่” หลันิถามบุตรี
“พี่เฟิ่งเอ๋อร์ให้นกเสี่ยวจูเ้าค่ะท่านพ่อ” เด็กหญิงตัวอ้วนกลมยกกรงนกขึ้นระดับใบหน้าตัวเอง
“เ้าจะเลี้ยงมันรึ ลักษณะอย่างนี้มันนกป่านะ”
หลันซิ่วจูส่ายหน้า “ที่เอามาก็เพราะข้ารู้ว่ามันเป็นกป่าพรุ่งนี้พวกเราเอามันไปปล่อยกันเถอะท่านพ่อ”
เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มจนตาหยีให้บิดา ขณะรอคำตอบที่นางคาดเดาล่วงหน้าแล้วว่าท่านไม่มีทางปฏิเสธนาง...
ฤดูฝนเมล็ดข้าว[1]โปรยปรายชาวนาลงกล้าธัญพืชไว้เต็มท้องทุ่งชากลางฤดูใบไม้ผลิชูยอดอ่อนเขียวสดตามไหล่เขา จอกแหนในบึงเริ่มเกิดนกเขากู่ร้องกระพือปีกบินเหนือต้นหม่อน
เมื่อถึงยามซื่อ[2]สองพ่อลูกสกุลหลันก็ขึ้นม้าตัวเดียวกันควบทะยานออกประตูเฟิ่งเทียนเหมินทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงเมื่อถึงยังที่หมาย ก็ลงจากหลังม้าแล้วผูกไว้เล็มหญ้าที่ชายป่า แม้สมุนไพรที่ปลูกไว้ยังบ้านนั้นมีสารพัดชนิดแต่บางชนิดก็มิสามารถเติบโตให้คุณได้เทียมเท่าป่าเขาธรรมชาติเลี้ยงดูทุกฤดูกาลสรรพสัตว์น้อยใหญ่ต่างพาพืชพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาผสมผสานนั่นย่อมต้องมีสิ่งใหม่รอให้ผู้คนค้นพบเพื่อใช้เป็ตัวยา
หลันซิ่วจูสะพายหลัวเล็กบนหลังพร้อมกับหิ้วกรงนกติดตามบิดาเข้าไปในป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ
“นกป่ามันมีประโยชน์ เพราะพาต้นไม้พาพืชสมุนไพรจากต่างถิ่นมาที่เมืองของเรา และก็พาต้นไม้จากเมืองเราขยายไปเมืองอื่นถ้าความสวยงามของมันต้องตาคนแล้วถูกจับไปขังในกรงเสียหมดต่อไปก็คงหาความหลากหลายทางพันธุ์ไม้ไม่เจอ และพอนกไม่มี แมลงศัตรูพืชก็ขยายจำนวนของกินและยาจะหมดป่าก็คราวนี้แหละ”
“แต่เอาเข้าจริงแล้วป่าผืนเดียวหรือูเาลูกเดียวก็ไม่ทำให้เราหายามารักษาคนได้ครบทุกโรคใช่ไหมเ้าคะท่านพ่อ”เด็กหญิงซิ่วจูถามบิดาด้วยหน้าเป็ “เพราะอย่างนี้เองท่านพ่อถึงต้องทิ้งเสี่ยวจูให้อยู่เฝ้าบ้านบ่อยๆ”
หลันิวางมือลงบนศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวคนเดียว แล้วหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจจริงอย่างเด็กน้อยพูด เขาออกเดินทางไปหาตัวยาหรือสมุนไพรคราวหนึ่งก็ทิ้งบ้านไปร่วมเดือน ต้องปล่อยให้ทายาทสกุลหลันอยู่เฝ้าบ้านกับพี่เลี้ยงสาวที่อีกไม่นานก็จะออกเรือน
หลันิคิดอยู่เสมอว่าถึงเขาจะหายหน้าไปจากเมืองหลวง ก็ยังมีหมอคนอื่นรับรักษาคนป่วยนิสัยชอบท่องเที่ยวอยู่ไม่ติดที่ของชายหนุ่มส่งเสริมให้เขาเสาะแสวงหาสมุนไพรพืชแปลกถิ่น แล้วนำมันกลับมาสกัดเป็ตัวยาใหม่ๆ ไว้คอยแจกจ่ายหรือขายในราคาถูก อุดมการณ์นี้เป็ประโยชน์กับคนหมู่มากมากกว่าอยู่เฝ้าร้านยา
ที่เขายอมอยู่ถูหยางก็เพราะแต่งเข้ามาอยู่บ้านของภรรยาทว่าเมื่อพ่อตาแม่ยายสิ้นบุญ ภรรยาที่ป่วยด้วยโรคหัวใจตายจากเพราะคลอดลูกน้อยเขาก็ตั้งมั่นจะยื้อชีวิตผู้คนจากพญามัจจุราชให้ได้มากที่สุด เพื่อทำกุศลแก่หญิงคนรักที่ครั้งอดีตเขาไร้สามารถมิอาจรักษาโรคประจำตัวของนางให้มีลมหายใจอยู่ดูแลเืในอกได้แม้สักชั่วยาม
ด้วยมุมานะบากบั่นคราหนึ่งเคยได้รับโอกาสรักษาเชื้อพระวงศ์ให้หายจากโรคร้ายจึงได้รับฉายาหมอเทวดาผู้คนแซ่ซ้องทั้งแผ่นดิน แต่เพราะวิสัยสันโดษ ทำอะไรตามใจและรักอิสระจึงไม่ยอมรับราชการในสำนักหมอหลวงด้วยเหตุนี้จึงถูกข้อกล่าวหาว่าเห่อเหิมลำพองตัวจากคนที่ริษยาเกลียดชังถึงขั้นหลันิต้องเอาชีวิตเข้าท้าทายคมดาบ แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์จักรพรรดิเกรงจะสูญเสียบุคคลที่ทำคุณประโยชน์เพราะความเอาแต่ใจของคนตำหนักในนับแต่นั้นจึงไม่มีใครพยายามจะดึงตัวเข้าไปรับใช้แต่คนในวังจนไม่มีโอกาสได้รักษาชาวเมืองทั่วไปอีก
[1] ่ฤดูกู่หยู่(กู๋อี่ว์)๑๙-๒๑ เมษายน ตามปฏิทินหนงลี่
[2] เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.