ใต้หน้าผาอุทยานแห่งชาติกรีนไฮ
ภายในแอ่งน้ำขุ่นๆที่เต็มไปด้วยโคลนเลน ปลิงเข็มตัวเล็กๆกำลังดูดกินเืจากาแของหญิงสาวคนหนึ่ง
นอกจากปลิงเข็มแล้วยังมีปลิงควายที่ตัวใหญ่กว่า ซึ่งมันก็กำลังเกาะแน่นอยู่บนแก้มก้นขาวผ่องของเด็กชายตัวน้อยที่อยู่ใกล้ๆกัน
ดูจากลำตัวบวมเป่งแล้วก็คงจะได้อาหารมื้อใหญ่ไปเลยทีเดียว
"อ๊ากกก!"
เฟรีสถึงกับร้องเสียงหลง เมื่อปลิงตัวหนึ่งว่ายเข้ามาเกาะใกล้ๆกับถ้ำสมบัติลับของเขา
แน่นอน เด็กน้อยย่อมไม่อยู่รอให้มันมุดเข้าไปแน่ๆ เขารีบลากหญิงสาวที่สลบอยู่ขึ้นจากน้ำทันที
เซซาเรียนั้นาเ็สาหัสมาก การเคลื่อนย้ายจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด
โชคดีที่เฟรีสเป็ผู้ที่เชี่ยวชาญการรักษาในศาสตร์โรโบติกไบโอเทค(Robotic biotech)ระดับปรมาจารย์ เขาจึงสามารถพาหญิงสาวขึ้นจากน้ำได้อย่างปลอดภัย
'ตรงนั้นน่าจะพอได้'
เด็กชายเหลือบมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งไม่ไกลนัก ก่อนจะค่อยๆลากร่างของเซซาเรียมาไว้ที่โคนต้น จากนั้นจึงเริ่มสำรวจาแของเธอโดยละเอียด
'ซี่โครงข้างขวาหัก 3 ซี่ อันหนึ่งทิ่มปอด มีเืออกในสมอง ตับฉีกขาดบางส่วน ขาซ้ายหักผิดรูป แขนซ้ายก็ด้วย' เขาประเมินาแของหญิงสาวด้วยแววตากลัดกลุ้ม
"บ้าเอ๊ย เป็ถึงผู้เชี่ยวชาญกลับทำอะไรไม่ได้เลย" เฟรีสสบถและทุบกำปั้นน้อยๆลงกับพื้นดินด้วยความแค้นใจ
เนื่องจากความรู้ของแพทย์สาขาโรโบติกไบโอเทคหรือที่เรียกสั้นๆกันว่าว่าโรโบเทคเมดนั้น(เมด=medical) เป็ศาสตร์ที่เน้นเื่การประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อการรักษาเป็หลัก จะไม่ได้ใช้วิธีรักษาโดยตรงแบบแพทย์สาขาอื่นๆ
ทำให้แพทย์สาขานี้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ต่างจากชาวบ้านเขา วิธีการรักษาเองก็ต่างกันด้วย เช่น หมอศัลยกรรมจะใช้มีดผ่าตัดคนไข้ ส่วนพวกโรโบเทคเมดจะสร้างโปรแกรมการรักษาป้อนให้หุ่นยนต์แทน เป็ต้น
ทว่า แม้แนวทางจะต่างกันก็จริงอยู่ แต่พวกเขาก็มีสิ่งที่เหมือนๆกันก็คือการวินิจฉัยโรค
ถ้าคนไข้เป็หวัด ไม่ว่าจะไปหาหมอสาขาไหน ก็จะถูกบอกว่าเป็หวัดตรงกันหมด
สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้นั้น อย่าว่าแต่เครื่องมือเฉพาะเลย แม้แต่เสื้อผ้าให้ใส่ก็ยังไม่มี
ดังนั้น สิ่งที่เฟรีสทำได้มีเพียงอย่างเดียวก็คือกดปากแผลเพื่อห้ามเืให้แน่นที่สุด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลนัก เืยังคงซึมออกมาเรื่อยๆ
"อวัยวะภายในฉีกขาดทำให้เืไหลไม่หยุด ถ้าปล่อยไปแบบนี้ อีกไม่ถึง 15 นาที เธอก็จะตาย " เด็กน้อยพึมพำด้วยความเศร้า แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ หัวสมองยังคงหมุนติ้วพยายามคิดหาวิธีช่วยอยู่
แต่ละนาทีค่อยๆผ่านไปพร้อมกับความหวังที่ดูจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ สีหน้าของหญิงสาวเริ่มซีดลงทุกทีๆ ลมหายใจก็เริ่มไม่สม่ำเสมอ
เฟรีสเองร้อนใจราวกับมีไฟสุมอยู่กลางอก ั้แ่จำความได้เขาก็อยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐบาลมาโดยตลอด
พวกพี่เลี้ยงส่วนใหญ่ก็เป็หุ่นยนต์ ส่วนที่เป็มนุษย์ก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้มีความรักความผูกพันธ์อะไรให้
นับจากวันที่ได้เกิดมา นี่เป็ครั้งแรกที่เฟรีสรู้สึกว่ามีคนห่วงใยเขา ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับเอาตัวเองมารับแรงกระแทกแทนจนใกล้จะเสียชีวิต
ถึงแม้จะมีอายุมากกว่าหญิงสาวตรงหน้าหลายเท่า แต่ก็มีแวบหนึ่ง แค่แวบเดียวเท่านั้น ที่เฟรีสรู้สึกว่าช่องว่างบางอย่างในหัวใจได้ถูกเติมเต็มจนล้นปรี่
"ไอ้ยุคล้าหลังบัดซบเอ๊ย ถ้าได้ฉีดนาโนบอทั้แ่เกิดก็คงไม่เป็แบบนี้" เขาสบถด้วยดวงตาแดงก่ำ
แต่ทันใดก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"เอ๋! ใช่สิ! เ้าตัวจิ๋วนั่น! มีทางรอดแล้ว" เด็กชายอุทานด้วยความดีใจ
ความคิดนี้นับว่าเป็ราวกับแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดอย่างแท้จริง ใบหน้ายับยู่ของเด็กน้อยเริ่มคลี่ออก
ส่วนเ้าตัวจิ๋วที่ว่านั้นก็คือนาโนบอทในเืนั่นเอง
ซึ่งสำหรับเ้านาโนบอทนี้ ในยุคอนาคตพลเมืองทุกคนจะได้รับการฉีดให้ฟรีทันทีที่ได้คลอดออกมา
นาโนบอทนั้นจะมีลักษณะเป็หุ่นยนต์ตัวจิ๋วรูปร่างเหมือนเม็ดเืแดง เพียงแต่จะมีขนาดเล็กกว่านิดหน่อยเท่านั้น
มันสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เช่น ทดแทนเืที่เสียไป ซ่อมแซมาแ หรือแม้กระทั่งฟื้นฟูเซลล์ที่แก่ชรา รวมถึงหน้าที่ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพด้วย
และนั่นก็เป็สาเหตุที่ว่าทำไมมนุษยชาติในยุคของเฟรีสจึงมีอายุยืนมาก
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีจุดอ่อน จุดอ่อนก็คือนาโนบอทจะรักษาได้เฉพาะโรคที่มนุษย์เคยรู้จักเท่านั้น ถ้าไม่รู้จักก็หมดสิทธิ์
ซึ่งในอนาคตข้างหน้าก็จะมีพวกโรคระบาดที่ติดมาจากพวกต่างดาว และนั่นก็ได้สร้างปัญหาใหญ่ให้กับมนุษย์ยุคนั้นเป็อย่างมาก
ส่วนวิธีการใช้เ้าตัวจิ๋ว โดยปกติแล้วก็มักจะใช้วิธีฉีดเข้าทางเส้นเืดำหรือแดง เพราะวิธีนี้จะทำให้พวกบอทกระจายตัวทั่วร่างกายได้เร็วที่สุด
แต่ถ้าไม่มีเข็มฉีดยาหรือเป็กรณีฉุกเฉิน จะใช้วิธีกินมันเข้าไปก็ได้เช่นกัน ข้อดีคือไม่ต้องเจ็บตัว ส่วนข้อเสียคือจะใช้เวลานานกว่าวิธีแรก
เนื่องจากเ้าตัวจิ๋วจะต้องเดินทางออกจากกระเพาะอาหารเสียก่อน แล้วจึงค่อยกระจายตัวเองผ่านทางหลอดเือีกทีหนึ่ง
ทว่า ที่ว่าไปมันคือนาโนบอทรุ่นที่รัฐบาลใช้อยู่
ส่วนสำหรับอัจฉริยะเื่มากอย่างเฟรีส เขาย่อมไม่ใช่ของห่วยๆพันธุ์นั้นอยู่แล้ว
นาโนบอทที่เขาคิดขึ้นและใช้กับตัวเองนั้นเหนือกว่าของรัฐบาลไปหลายขุม ต่อให้ใช้วิธีกินเข้าไปพวกบอทก็จะแพร่กระจายได้เร็วอยู่ดี
แถมประสิทธิภาพและความเร็วในการรักษาก็สูงกว่าของรัฐบาลถึง 80% อีกด้วย
น่าเสียดายที่ขณะกำลังจะเผยแพร่และวางจำหน่าย ชายหนุ่มก็ดันมาเกิดอุบัติเหตุโง่ๆจากการทดลองเสียก่อน
"หินนี่คมใช้ได้"
เฟรีสพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหยิบหินคมๆที่พื้นขึ้นมากรีดข้อมือขวาของตัวเอง
"...."
แต่ปากแผลก็สมานกันแทบจะทันที
นาโนบอทช่างมีประสิทธิภาพดีเกินไปแล้ว
"เฮ้อ"
เฟรีสถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกัดฟันแน่นและกรีดเปิดปากแผลให้กว้างกว่าเดิม ใบหน้าน้อยๆเต็มไปด้วยความเ็ป
แหมะ แหมะ
คราวนี้ได้ผล เืเริ่มทะลักออกมาจากปากแผล
เขาใช้มือข้างซ้ายค่อยๆบีบขากรรไกรของเซซาเรีย จากนั้นก็เอาข้อมือขวามาจ่อปากหญิงสาวให้เืสีแดงสดค่อยๆหยดลงไป
"ช่างเสียเปล่าจริงๆ" เฟรีสรำพึงด้วยความปวดใจ
เนื่องจากกลัวเซซาเรียสำลักเขาจึงไม่กล้าป้อนทีละเยอะๆ เืจำนวนมากจึงต้องเสียไปอย่างไร้ค่า
5 นาที ต่อมา
เืของหญิงสาวก็ยังคงไม่หยุดไหล ถึงแม้นาโนบอทจะมีประสิทธิภาพดีแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้หายดีได้ในพริบตา
ยิ่งาเ็หนักก็ยิ่งใช้เวลารักษานาน
'จำนวนพวกบอทในร่างกายยังไม่มากพอสินะ' เฟรีสขมวดคิ้วและเริ่มป้อนเืต่อไป
เขาต้องเชือดข้อมือตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อป้องกันไม่ให้ปากแผลคอยสมานตัวกัน
ถ้าเป็ในยุคอนาคต พวกหมอจะใช้รีโมทบังคับพวกบอทออกมาจากร่างกายได้โดยตรง จะไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้เลย
3 นาทีผ่านไป
ในที่สุดเืของเซซาเรียก็เริ่มหยุดไหล ซึ่งเป็สัญญาณว่านาโนบอทได้สร้างเกล็ดเือุดาแทั้งภายในและภายนอกเรียบร้อยแล้ว
การหายใจของหญิงสาวเริ่มมั่นคงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเฟรีสก็เริ่มหน้ามืด เนื่องจากอยู่ในร่างเด็กจึงมีปริมาณเืไม่เยอะนัก พอเสียเืไปมากก็เริ่มจะไม่ไหวขึ้นมา
"น่าเสียดายที่นาโนบอทน้อยไปหน่อย เอาไว้ต้องหาโอกาสผลิตเพิ่ม แต่คงอีกนานแหละนะ" เด็กน้อยพึมพำด้วยใบหน้าซีดเซียว
จริงอยู่ว่านาโนบอทนั้นสามารถทดแทนการสูญเสียเืได้ แต่มันก็ต้องมีจำนวนที่มากพอด้วย ไม่เช่นนั้นการฟื้นตัวก็จะช้าลง
ส่วนวิธีการเพิ่มจำนวนให้เ้าตัวเล็กก็จะต้องใช้สารเหลวพิเศษ ซึ่งเมื่อฉีดหรือกินเข้าไป พวกบอทก็จะเริ่มสร้างเพื่อนๆขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
มันจะเพิ่มจำนวนไปเรื่อยจนกว่าจะถึงเกณฑ์ที่กำหนดหรือสารที่ว่าหมดไปเสียก่อน
แต่ปัญหาก็คือ วัตถุดิบที่ใช้ผลิตสารเหลวนั่นมันไม่มีอยู่บนดาวดวงนี้นี่สิ ถ้าคิดจะผลิตมันก็ต้องออกไปค้นหาบนอวกาศโน่น ซึ่งเฟรีสยังไม่มีปัญญาจะทำเช่นนั้นได้
ปัจจุบันกระทั่งเสื้อผ้ายังไม่มี ดังนั้นเลิกคิดไปได้เลย!
'เอาเถอะ เื่อื่นช่างมันก่อน ปัญหาใหญ่คือจะออกไปจากตรงนี้ยังไงนี่สิ ผู้หญิงคนนั้นยังเคลื่อนย้ายไม่ได้ด้วย' เฟรีสคิด
บริเวณที่พวกเขาอยู่ตอนนี้เลวร้ายเป็อย่างยิ่ง ละอองจากน้ำตกทำให้บรรยากาศอับชื้น มีกลิ่นใบไม้เน่าลอยมาเป็ระยะๆ
เมื่อบวกกับอยู่ในหุบเหวลึกที่อากาศถ่ายเทไม่ดีด้วยแล้ว ก็ทำให้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
แต่ที่ว่ามาก็ยังไม่ถือว่าเป็สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ที่เลวร้ายที่สุดก็คือฝูงยุงนรกนับไม่ถ้วนต่างหาก
เซซาเรียยังดีหน่อยที่มีเสื้อผ้า ส่วนเฟรีสนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเลย เนื้อตัวและแก้มก้นขาวๆของเขาล้วนแต่เต็มไปด้วยตุ่มแดงๆ
ถึงมันจะหายไปอย่างรวดเร็ว แต่มันก็น่ารำคาญแบบสุดๆ
หลังจากที่เด็กชายคิดหาวิธีขึ้นไป้าอยู่พักใหญ่ ในที่สุดความอ่อนเพลียก็เริ่มเข้ามาเกาะกุมสติสัมปชัญญะ
ซึ่งก็ไม่ใช่เื่แปลก เพราะวันนี้เขาเสียเืไปเยอะ บวกกับนาโนบอทในร่างที่ลดลงไปกว่าครึ่งทำให้การฟื้นตัวลดลงมาก
"อย่างน้อยเธอก็ไม่เป็ไรแล้ว...ยังไงก็ขอพักเอาแรงก่อนก็แล้วกัน"
เฟรีสพึมพำเบาๆก่อนจะผลอยหลับไปท่ามกลางฝูงยุงนรก
-----------------------------------------
ขณะที่เด็กน้อยกำลังหลับไหลด้วยความอ่อนเพลีย ้าของหุบเหวเองก็มีความเคลื่อนไหว
ทีมงานอาสากู้ภัยกว่า 20 คน กำลังวางแผนช่วยเหลือกันอย่างเคร่งเครียด โดยมีโจนาธานเข้าร่วมประชุมด้วย
เนื่องจากบริเวณหุบเหวนั้นลึกกว่า 100 เมตร แถมยังมีเกาะแก่งแง่งหินคมๆเต็มไปหมด บางส่วนก็เว้าเข้าไปจนไม่มีที่ให้หยั่งเท้า
ถ้าพลาดเพียงนิดเดียวจากทีมกู้ภัยก็อาจกลายเป็ผู้ประสบภัยซะเองก็ได้
ดังนั้น ทั้งหมดจึงตกลงกันว่าจะใช้โดรนบินลงไปเพื่อสำรวจและค้นหาผู้ประสบภัยเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยวางแผนขั้นต่อไป
"ปล่อยโดรนได้"
หัวหน้าทีมอาสากู้ภัยสั่งลูกน้องให้ปล่อยโดรน
10 นาทีต่อมา
"เจอพวกเขาแล้ว" ทีมกู้ภัยผู้บังคับโดรนพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
โชคดีที่ทั้งสองอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุนักจึงหาเจอได้โดยง่าย
"เข้าไปใกล้ๆหน่อย เรียกทีมแพทย์มาประเมินดูด้วยว่ารอดไหม" หัวหน้าอาสากู้ภัยสั่งลูกทีม
ถ้าผู้ประสบภัยทั้งสองเสียชีวิตไปแล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเร่งช่วยเหลือ แต่ในทางกลับกันถ้ายังรอดชีวิตอยู่ก็ต้องเร่งช่วยเหลือให้เร็วที่สุด
วี้งๆๆ
โดรนค่อยๆขยับเข้าไปใกล้เฟรีสกับเซซาเรีย
เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด โดรนของพวกกู้ภัยจึงเป็แค่ของห่วยเกรดต่ำ เสียงจากใบพัดนั้นหนวกหูเป็ที่สุด
เมื่อได้ยินเสียงดังน่ารำคาญ เฟรีสที่เต็มไปด้วยตุ่มแดงนับไม่ถ้วนก็ค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นก็คือโดรนกระจอก 4 ใบพัดนั่น
'เฮ้อ ทำไมกระจอกอย่างนี้'
เด็กน้อยลอบถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เทคโนโลยีในยุคนี้มันจะล้าสมัยเกินไปแล้ว
"เฮ้! เธอาเ็"
เฟรีสะโ พร้อมกับโบกไม้โบกมือและชี้ไปที่เซซาเรีย
"เด็กดูเหมือนไม่เป็ไร แต่ผู้หญิงน่าจะอาการสาหัส พวกเราต้องลงไปช่วยเธอ" หน่วยแพทย์อาสาที่มองดูกล้องอยู่พูดกับทีมกู้ภัย
ในสายตาคนที่ไม่ทราบ สภาพภายนอกของเซซาเรียนั้นดูย่ำแย่อย่างมาก ถึงแม้ที่จริงเธอจะอาการคงที่แล้วก็เถอะนะ
"รีบไปเตรียมอุปกรณ์เร็วเข้า พวกเราจะลงไปเดี๋ยวนี้" หัวหน้าอาสากู้ภัยออกคำสั่งลูกทีมทันที จากนั้นก็หันไปที่โจนาธานซึ่งกำลังหยิบอุปกรณ์ไต่เขาขึ้นมาสวม
"คุณรอทีนี่" หัวหน้าทีมพูดเสียงห้วน
"แต่ว่า...ภรรยาผม"
"ผมไม่อยากจะมากู้ภัยคุณอีกคนหรอกนะ อย่าห่วงไป เราจะรายงานให้ทราบตลอดเวลา" เขาพูดตัดบทโจนาธานด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง พร้อมกับยื่นวิทยุคลื่นสั้นให้
"แง่งหินตรงนั้นคมมาก ระวังอย่าให้เชือกห่วยๆของเราไปเสียดสีกับมันด้วยล่ะ” หัวหน้าทีมกล่าวขณะค่อยๆโรยตัวลงไป
2 ชั่วโมงต่อมา
ทีมกู้ภัยก็ลงมาถึงก้นเหวด้วยสภาพที่แทบจะดูไม่ได้ แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่มีใครประสบอุบัติเหตุ
"เด็กไม่เป็อะไรเลยเหลือเชื่อจริงๆ" แพทย์อาสาอุทาน หลังจากพบว่าเฟรีสปกติดี นอกจากรอยยุงกัดทั่วตัวแล้วก็ไม่มีแผลอะไร
"ส่วน...เธอ...นอกจากแขนขาที่หักนั่น ยังมีซี่โครงหักด้วย อืม 2 ซี่ ไม่สิ 3 ซี่ มีเืคั่งในช่องท้อง น่าจะมีอวัยวะภายในฉีกขาด แต่ผมบอกไม่ได้ว่าส่วนไหน"
เห็นได้ชัดว่าในเื่ของการวินิจฉัยโรค แพทย์อาสาผู้นี้ยังห่างชั้นกว่าเฟรีสมาก
"ให้ตายเถอะ....สมองช้ำและมีเืคั่ง ส่วนแผลตรงนี้เืก็ยังไม่หยุดไหล เราต้องรีบพาเธอไปโส่งรงพยาบาลด่วน ยิ่งเร็วยิ่งดี"
แพทย์อาสาพูดด้วยอาการร้อนรน แต่เฟรีสที่อยู่ใกล้ๆกลับส่ายหน้าด้วยความระอาใจ
ถ้าแพทย์ผู้นั้นสังเกตตรงม่านตาให้ดีอีกนิด เขาก็น่าจะทราบว่าเืมันได้หยุดไหลไปสักพักแล้ว
ส่วนที่เห็นว่าเืยังออกไม่หยุด นั่นก็เป็เพราะว่าเ้านาโนบอทมันกำลังระบายเืที่คั่งอยู่ออกมาต่างหาก
"หัวหน้า เธออาการหนักมากจะให้กระเทือนไม่ได้ ผมเสนอให้ใช้เฮลิคอปเตอร์พาขึ้นไป" แพทย์อาสาเสนอ
เมื่อได้ยินแพทย์อาสาพูด หัวหน้าทีมก็ขมวดคิ้วทันที
"เราไม่มีคอปเตอร์" เขาพูดด้วยความหดหู่ใจ
"บัดซบ งานแบบนี้ควรเป็ของไอ้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั่น ทั้งๆที่มีเครื่องมือพร้อมกว่าเราแท้ๆ แต่เสือกไม่ยอมมา" ลูกทีมคนหนึ่งโพล่งขึ้นอย่างมีอารมณ์
ที่จริงแล้ว อาสาสมัครอย่างพวกเขาไม่เหมาะกับงานแบบนี้เลยสักนิด เพราะลักษณะงานมันยากเกินไป
้
มันควรเป็งานของพวกมืออาชีพจากหน่วยงานของรัฐที่ชื่อว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ต่างหาก
ทว่า พอติดต่อไปพวกนั้นกลับบอกว่าไม่ว่าง เนื่องจากต้องคอยต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่มาเยี่ยมหน่วยงานพอดี จากนั้นก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป
สุดท้ายทีมอาสากู้ภัยจากมูลนิธิซึ่งก่อตั้งโดยประชาชนก็ทนไม่ได้ พอรวมกลุ่มกันติดก็พากันออกมาช่วยเหลือทันที ส่วนอุปกรณ์ก็หาเอาตามมีตามเกิด
ดังนั้นแล้วพวกเขาจะไปมีเฮลิคอปเตอร์ได้อย่างไร
"เฮ้อ ยังไงก็ต้องลองดู"
หัวหน้าทีมถอนหายใจยาวพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ดาวเทียมมือสองของตนขึ้นมา
นี่นับว่าเป็อุปกรณ์ที่แพงที่สุดบนตัวเขาแล้ว
"ทีมอาสากู้ภัยกรีนไฮเรียกปภ.เขต 12 ทีมอาสากู้ภัยกรีนไฮเรียกปภ.(กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)เขต 12 ทราบแล้วเปลี่ยน"
[ปภ.เขต 12 รับทราบ ไม่ทราบมีเื่อะไรแจ้ง ทราบแล้วเปลี่ยน]
"ทางเราพบผู้ประสบภัยเมื่อเช้าแล้ว แต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ขอให้ ปภ. ส่งเฮลิคอปเตอร์พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินมาด่วน ทราบแล้วเปลี่ยน"
[เอ่อ...คือ ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ แล้วจะติดต่อกลับไปทีหลัง แค่นี้นะ]
เ้าหน้าที่ ปภ.เขต 12 พูดจบก็ตัดสายไปทันที ทิ้งให้หัวหน้าทีมยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น
หลังจากได้สติ ความโกรธก็เข้ามาแทน ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าหน่วยงานของรัฐในประเทศนี้มันห่วยแตก แต่นี่มันจะห่วยเกินมาตรฐานไปไหม
อย่างน้อยก็ไม่ควรตัดสายไปแบบนี้สิ
"พวกมันบอกว่าจะติดต่อกลับมา เราคงต้องรอก่อน" หัวหน้ากัดฟันกรอดบอกลูกทีม
"ติดต่อทีม้าให้เอาอุปกรณ์จำเป็ลงมา เราคงต้องอยู่ที่นี่กันสักพัก" หัวหน้าอาสาสั่งลูกทีม
----------
ตัดกลับมาที่้าหน้าผา
โจนาธานที่ติดตามสถานการณ์ทั้งหมดผ่านทางวิทยุคลื่นสั้น เมื่อได้ยินว่าถูกปฏิเสธเื่เฮลิคอปเตอร์ หัวใจของเขาก็แทบจะแตกเป็เสี่ยงๆ
ในที่สุดตำรวจหนุ่มก็ตัดสินใจว่าจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าเกิดว่าภรรยาของตนเองจะไม่รอด อย่างน้อยก็ต้องมีเขาอยู่เคียงข้าง
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ โจนาธานจะไม่ยอมให้เธอจากไปเพียงลำพังเด็ดขาด
ตำรวจหนุ่มพยายามค้นหาอุปกรณ์ไต่เขา แต่ก็พบว่ามันไม่มีเหลืออยู่เลย
ไม่สิ! ยังมีสองมือกับสองเท้าอยู่
ชายหนุ่มเดินไปที่ริมผาด้วยดวงตาแดงก่ำ เตรียมจะปีนลงไปด้วยมือเปล่า
ทว่า ขณะที่เพิ่งปีนลงไปได้แค่ครึ่งตัวนั้นเอง ก็มือข้างหนึ่งเอื้อมมาคว้าแขนเขาเอาไว้เสียก่อน จากนั้นก็ดึงขึ้นมาด้วยกำลังอันล้นเหลือ
"คุณบ้าไปแล้วหรอ ลงไปแบบนี้เดี๋ยวก็ตายหรอก" หน่วยอาสากู้ภัยหัวล้านหน้าโฉดตัวใหญ่ั์ตวาดเสียงดังลั่น
"ภรรยาผมอยู่ด้านล่าง ผมต้องลงไป ปล่อยผม" โจนาธานตวาดกลับด้วยเสียงดังไม่แพ้กัน ดวงตาของเขาดูเหมือนคนที่กำลังจะคลั่ง
หน่วยกู้ภัยหัวล้านเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้นของตำรวจหนุ่มก็อดที่จะนึกถึงอดีตของตนเองไม่ได้ ในอดีตเขาเองก็เคยมีดวงตาแบบนี้เหมือนกัน
"ต่อให้ห้ามไปก็ไม่ฟังสินะ แต่จะลงไปแบบนี้ไม่ได้หรอก มีอุปกรณ์สำรองเหลืออยู่ท้ายรถ ตามมาสิ" เขาพูดด้วยเสียงแหบห้าว
หน่วยกู้ภัยผู้นี้ถึงจะตัวใหญ่น่ากลัว แต่โจนาธานพบว่าที่จริงแล้วเขาใจดีมากๆ นอกจากจะให้อุปกรณ์แล้ว ยังช่วยสวมให้อีกต่างหาก
ตัดสินคนที่หน้าตาไม่ได้จริงๆ
"พอดีหัวหน้าติดต่อมาว่าให้นำอุปกรณ์ที่จำเป็ลงไป เดี๋ยวคุณก็ลงไปพร้อมผมซะเลยสิ ยังไงซะก็ดีกว่าลงไปคนเดียว"
ชายหัวล้านกล่าวด้วยความหวังดี พร้อมกับยิ้มให้โจนาธาน เขาหวังเป็อย่างยิ่งว่ารอยยิ้มนั่นจะช่วยปลอบประโลมจิตใจตำรวจหนุ่มได้บ้าง
"ข่ะ...ขอบคุณมากครับ" โจนาธานตอบกลับด้วยเสียงสั่น ไม่ใช่เพราะซาบซึ้ง แต่เพราะใต่างหาก นั่นมันรอยยิ้มฆาตรกรชัดๆ
เขาต้องย้ำกับตัวเองอีกครั้งว่าจะตัดสินคนอื่นที่หน้าตาไม่ได้
อืม...หรืออาจจะได้บ้างนะ
2 ชั่วโมงต่อมา
ทันทีที่ลงมาถึง ตำรวจหนุ่มก็ปรี่เข้าไปที่ร่างภรรยาตนทันที เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเธอ โจนาธานก็อดถามหัวหน้าอาสากู้ภัยอย่างมีอารมณ์ไม่ได้
"กว่าจะปีนลงมาถึงก็ตั้งสองชั่วโมงแล้ว ทำไมเฮลิคอปเตอร์ ยังไม่มาอีก?"
ทว่า ยังไม่ทันที่หัวหน้าทีมจะตอบ โทรศัพท์ดาวเทียมมือสองของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน
[จากปภ.เขต 12 ถึงหัวหน้าทีมอาสากู้ภัยกรีนไฮ เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถมาได้เนื่องจากติดภารกิจ...ขอโทษ...ขอโทษด้วยจริงๆ]
หัวใจของทุกคนดิ่งลงทันที