ไกลกว่าสายรุ้ง

    บทที่ 7

    พอคริสซี่สะดุดเข้ากับธรณีประตู หลังมือของนางก็ฟาดฉาดลงมา และจะตบซ้ำจนกว่าคริสซี่ล้มลุกคลุกคลานมาอยู่ตรงหน้า ซึ่งนางสามารถจะก้มลงจ้องมองลงไปในดวงตาของเด็กสาวได้คริสซี่สูดลมหายใจลึกพยายามระงับความเจ็บปวดไว้ ไม่ยอมร้องไห้ออกมา เพราะได้เรียนรู้มาแล้วว่า การไม่ร้องไห้นั้นปลอดภัยกว่า“วันนี้ฉันสั่งแกหรือเปล่าว่าให้ทำอาหารเย็นให้พ่อแกกินด้วย หา...สั่งหรือเปล่า”“หนูกำลังจะมาทำค่ะ”“หนูกำลังจะมาทำค่ะ แม่”“หนูกำลังจะมาทำค่ะแม่”“เมื่อไหร่”คริสซี่จับตาอยู่กับพวงแก้มที่แดงเถือกด้วยรูจสีเข้มบนใบหน้าแม่ พยายามจะหาคำตอบที่จะทำให้แม่ถูกใจอย่างที่สุด“อีกเดี๋ยวใช่ไหม” นางช่วยต่อให้ และร่างของคริสซี่ก็สะท้านด้วยแรงตบอีกฉาดใหญ่ คริสซี่ได้เรียนรู้อีกประการหนึ่งว่า ถ้าเธอเบี่ยงหน้าไปตามแรงของมือที่ฟาดลงมาแล้ว ความเจ็บจะค่อยลดน้อยลง“หรือว่าเดี๋ยวนี้” นางพูดต่อ ตามมาด้วยหลังมือที่เหวี่ยงกลับ “จพไปทำเดี๋ยวนี้ไหม”และคริสซี่ก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นแม่พยักหน้าอย่างบังคับอยู่“ทุกวันนี้ ที่ฉันต้องทำลายจิตวิญญาณของตัวเองอยู่กับไอ้งานที่ต้องทำทุกค่ำคืนนั่นน่ะยังไม่พออีกหรือไง” โซเฟียพูดด้วยน้ำเสียงปนหอบ อุ้งมือแข็ง ๆ กระชับอยู่ตรงต้นแขนของคริสซี่ “ทำไมมันเป็นเรื่องหนักหนานักเรอะ ถ้าฉันจะขอให้แกช่วยงานในบ้านบ้าง”คริสซี่เหลือบตามองไปทางพ่อ ซึ่งซุกตัวอยู่ในเก้าอี้นวมเก่า ๆ ที่มีอยู่เพียงตัวเดียวภายในห้อง ดวงตาของพ่อจับจ้องมองดูมือของตัวเองอยู่ พ่อป่วยมาเป็นเวลานาน หมอบอกว่ามันมีโรคบางอย่างที่เกี่ยวกับตับอยู่ดูเหมือนพ่อจะรู้สึกว่าเธอกำลังมองมาทางเขาอยู่ จึงพยายามฝืนยิ้มเพื่อให้กำลังใจ แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่จุดขึ้นตรงมุมปากนิดเดียวเท่านั้น“อย่าทำรุนแรงกับคริสซี่นักเลย” พ่อพูด แต่ทว่าเสียงไม่ดังพอที่โซเฟียจะได้ยิน มือของนางที่จับต้นแขนคริสซี่ไว้ จึงกระชับแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม“คราวนี้แกเข้าไปนั่งทำอะไรใต้ต้นไม้นั่นอีก” นางถามด้วยเสียงคาดคั้น ดวงตาคู่สีน้ำตาลหรี่ลงอย่างระแวงสงสัย “แอบเอาหนังสือลามกเข้าไปอ่านอีกใช่ไหม”“เปล่าค่ะแม่...หนูเข้าไป...นั่งคิดเท่านั้น”“คิดเรื่องอะไร”คริสซี่รู้ดีว่า คำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามนั้นคืออะไร“คิดถึงพระคุณกรุณาของพระเจ้าค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพียงแค่นี้ นิ้วมือที่กระชับอยู่กับต้นแขนก็คลายลง“นั่น...ต้องทำอย่างนั้นถึงจะเป็นเด็กดี” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิม ตบศีรษะคริสซี่เบา ๆ โน้มกายลงมาจูบแก้มลูกสาว “ที่จริงแม่ก็รักแกนะ แกก็รู้อยู่แก่ใจแล้วนี่” นางยืดร่างขึ้น “การที่มาดุด่าแกอย่างนี้ ก็เพื่อที่จะให้แกทำตัวให้สมกับค่าของความรักที่พระเจ้ามอบให้แกเท่านั้น” มีแววแปลก ๆ ผ่านเข้ามาในดวงตาของโซเฟีย คริสซี่รีบห่อตัวลง แต่ทว่าโซเฟียเพียงแต่พึมพำออกมาเท่านั้น “คำโบราณเขาว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เอาละเวลานี้ฉันก็ตีแกเพราะความรักแล้ว” นางเสริมในตอนท้ายด้วยน้ำเสียงสงบ ก่อนที่จะเดินจากไปคริสซี่รีบวิ่งเข้าไปในครัว แต่ก็พยายามกลั้นไว้ไม่ยอมร้องไห้ออกมา อีกไม่ช้าโซเฟียก็จะออกไปทำงาน เมื่อถึงตอนนั้น คริสซี่ก็จะคลานเข้าไปใต้ร่มเมเปิ้ลอีกครั้งแล้วร้องไห้คนเดียวเสียให้หนำใจในบางครั้งเธอก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า งานที่แม่ทำนั้นเป็นงานชนิดใดกันแน่ พ่อไม่มีทางจะบอกให้เธอรู้อย่างแน่นอน ทุกครั้งที่เธอเอ่ยถาม สีหน้าของพ่อก็จะสลดลงเท่าที่คริสซี่รู้นั้น แม่จะคุกเข่าสวดมนต์อธิษฐานอยู่เช้าละหนึ่งชั่วโมง เพื่อที่จะขอให้พระเจ้าทรงยกโทษให้สำหรับบาปที่นางได้กระทำลงไปในตอนกลางคืน“เราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ที่บาปหนาด้วยกันทั้งนั้น” นางมักจะพร่ำบอกคริสซี่เช่นนี้เสมอหลังจากที่รับประทานอาหารค่ำแล้ว พ่อจะช่วยเช็ดดวงตาที่บวมช้ำให้ และบอกให้เธอไปดูกระจก ว่าตอนนี้สวยขึ้นแล้ว คริสซี่ไม่ชอบกระจกเงา ไม่ชอบตั้งแต่วันที่ได้ยินเพื่อนบ้านคนหนึ่งวิจารณ์เกี่ยวกับจมูกของเธอ เพื่อนบ้านคนนั้นบอกว่า จมูกของเธอน่าเกลียดมาก และเป็นสิ่งเดียวบนใบหน้าที่คริสซี่ได้รับมรดกมาจากแม่ เธอรู้อยู่ตลอดเวลาว่า เรื่องจมูกของเธอนั้นเป็นสิ่งที่สร้างความขบขันให้กับคนทั่วไป พวกเด็ก ๆ ที่โรงเรียนเรียกเธอว่า “จมูกนกอินทรี”แต่คริสซี่ไม่ให้ความสนใจกับเด็กพวกนั้นเลย เพราะถึงอย่างไรพวกเด็ก ๆ ก็ไม่มาเล่นกับเธออยู่แล้ว ด้วยเหตุผลบางประการที่เกี่ยวกับแม่อีกนั่นเอง และพวกแม่ ๆ ของเด็กเหล่านั้นจะไม่ยอมให้ลูกของตนมาสังสรรค์กับเธออย่างเด็ดขาด ยิ่งกว่านั้น คริสซี่ยังเคยได้ยินพวกเขากระซิบกระซาบเกี่ยวกับเรื่องแม่ของเธอที่สนามเด็กเล่นด้วย แต่ทว่า เสียงวิจารณ์เหล่านั้นผ่านหูเธอไป เหมือนเสียงจิ้งหรีดที่ร้องขึ้นในยามค่ำ และเธอก็ไม่สนใจที่จะรู้ด้วยว่า เด็กเหล่านั้นพูดอะไรกันบ้างหลังจากที่ช่วยเช็ดหน้าตาให้คริสซี่แล้ว อีริคจะลงมือหวีผมบาง ๆ ของตนเอง กับ ฉีด โอลด์ สไปซ์ เล็กน้อย เพื่อกับกลิ่นหืน ๆ ที่ติดตัวอยู่ซึ่งคริสซี่ไม่ชอบคริสซี่จะกลับไปเอาหนังสือมาจากถ้ำเมเปิ้ล และคลานขึ้นไปนอนข้างพ่อบนเตียงนอนที่ยุ่งเหยิง เธอมักจะอ่านหนังสือให้พ่อฟัง จนกว่าเขาจะหลับไป พ่อจะโอบร่างเธอไว้ขณะที่เธออ่านเรื่องใยแมงมุมของชาร์ล็อตต์ และจะหัวเราะอย่างสนุกสนานกับเนื้อเรื่อง เขาจะลูบแก้มเธอย่างอ่อนโยน พร้อมกับพูดว่า“น้ำผึ้งของพ่อ ลูกตัวน้อย ๆ ที่น่ารักของพ่อ” อยู่ตลอดเวลาเมื่อถึงตอนนี้ คริสตี้จะหยุดอ่าน และเงยหน้าขึ้นยิ้มให้พ่อ“อีกไม่นาน พ่อก็จะหายแล้วใช่ไหมจ๊ะ”เขาจะพยักหน้ารับ แต่มิได้มองหน้าเธอแล้ว“อีกไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไป” อีริคบอกกับลูกสาว “วันหนึ่งพ่อจะซื้อหนังสือไว้ให้หนูอ่าน พ่อจะซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ รองเท้าคู่ใหม่ ๆ และเราก็จะซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ตรงอีกฟากหนึ่งของตัวเมือง แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกันนะลูก...เราจะอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น...หรือไม่อย่างนั้น เราอาจจะไปอยู่แคลิฟอร์เนียก็ได้ อากาศที่แคลิฟอร์เนียสบายมาก”มันเป็นคำมั่นสัญญาที่พ่อจะให้กับเธอเสมอ และคริสซี่ก็เชื่อถือในคำพูดของพ่อด้วยเช่นกัน แม้ในความหม่นหมางของน้ำเสียง หรือในความแหบเครือที่เกิดตามมา มันก็มิได้ทำให้คำมั่นสัญญาเปลี่ยนแปลงไปได้มิใช่หรือ“ทำไมแม่ถึงต้องตีหนูเรื่อยล่ะคะ พ่อ” คริสซี่จะถามเช่นที่เคยถามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนนิ้วมือผอมเรียวของพ่อจะลูบไล้อยู่กับเรือนผมอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็กอดร่างเธอไว้กระชับอีก“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันลูก บางทีอาจจะเป็นเพราะแม่ของเขาเคยตีเขาอย่างนี้เหมือนกันกระมัง” เป็นคำตอบเดียวที่เขาให้กับเธอพ่อจ้องมองหน้าเธอเงียบ ๆ อยู่เป็นครู่ คริสซี่มักจะแปลกใจเสมอที่ได้เห็นความเข้มในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น บางทีสีของดวงตาอาจจะเข้มขึ้นด้วยสีผิวที่เหลืองลงช่วยขับอยู่กระมัง“หนูอย่าไปโทษแม่เลยนะลูก คริสซี่” พ่อบอกกับเธอ “แม่เป็นผู้หญิงที่ได้พบกับความผิดหวังมามาก”คริสซี่พยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม นิ้วเล็ก ๆ ยังคงคั่นอยู่กับหน้าหนังสือ เธอรู้ดีว่าเพราะเหตุใดแม่จึงต้องกลายเป็นคนผิดหวังเช่นนี้ เธอเคยได้ยินอีริคกับโซเฟียเป็นปากเสียงกันมาตั้งแต่เธอจำความได้โซเฟียนั้นเป็นลูกสาวของชาวไร่ที่เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศนี้คนหนึ่ง เธอได้ตั้งความหวังไว้ว่า ครูโรงเรียนคนหนึ่งจะช่วยให้เธอมีฐานะดีขึ้น ทำงานที่ต้องเหนื่อยยากน้อยลง แต่แล้ว เธอก็ได้พบว่า เงินเดือนของครูที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างนั้นน้อยเพียงไร เธอก็มีสภาพเหมือนลูกบังคับให้ต้องไปทำงานที่ออกจะลึกลับนั้น และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาหนึ่ง ภายหลังจากที่คริสซี่ถือกำเนิดออกมาดูโลก อีริคก็ถูกไล่ออกจากงานเสียอีก เหตุผลนั้น ก็เนื่องมาจากงานของโซเฟียนั่นเอง ซึ่งคริสซี่ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมงานของแม่จึงส่งผลกระทบไปถึงงานของพ่อได้อีกสิ่งหนึ่งที่เธอรู้ก็คือ การถือกำเนิดของเธอนั้น เป็นไปเพราะอุบัติเหตุโดยแท้ และนั่นเป็นสิ่งที่โซเฟียบอกกับตัวเธอเอง