อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    สำนักโหดร้าย

    “บรรพบุรุษของสำนักกล่าวว่าผู้ที่ฝึกฝนถึงวิถียุทธ์ขั้นสาม ไม่ว่าฐานะใดจะได้เป็นศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหมด ตามหลักการแล้วก็เป็นเช่นนี้ แต่ว่า…เจ้าไม่ผ่าน!”
    ผู้ดูแลชุดคลุมเทาเอ่ยเนิบนาบ ทำให้หลินอวิ๋นหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น “เพราะเหตุใด ข้าเป็นข้อยกเว้นรึ?”
    “เจ้าทะลวงพลังด้วยตัวเองอย่างนั้นรึ? ทั่วทั้งสำนักเขารู้กันหมดว่าซูจื่อเหยาเคยให้ยาลูกกลอนเป็นรางวัลเจ้าไม่รู้เท่าไร ขั้นพลังที่อาศัยกองสุมยาลูกกลอนขึ้นมาทั้งหมดน่ะมีดีแต่ชื่อเท่านั้นแหละ สำนักเก็บไว้จะมีประโยชน์อะไร!” ชายชราชุดคลุมเทาหัวเราะเยาะก่อนจะเอ่ยราบเรียบ “ข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบากแล้วกัน เจ้าเลือกศิษย์ฝ่ายนอกในโถงใหญ่กิจการสำนักมาสักคน หากรับได้สิบกระบวนท่า ข้าจะให้ฐานะศิษย์ฝ่ายนอกกับเจ้า ถ้าไม่อย่างนั้น…” 
    ผู้ดูแลชุดคลุมเทาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตะคอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็ไสหัวกลับไป ตั้งใจเป็นทาสกระบี่ของเจ้าเถอะ อย่าสิ้นเปลืองทรัพยากรของสำนัก”
    การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้โถงกิจการสำนักที่ตอนแรกมีบรรยากาศเบาสบายอยู่นิด ๆ กลายเป็นจริงจังขึ้นมา
    มีคนเสียดายแทนหลินอวิ๋น พยายามมาสองปี สุดท้ายดีใจเก้อ บางคนคิดว่าผู้ดูแลชุดคลุมเทาพูดถูกต้องแล้ว ขั้นพลังที่มาจากกองสุมยาลูกกลอนไม่มีศักยภาพอะไรมากจริง ๆ
    แต่บอกว่าให้รับมือพวกเขาสิบกระบวนท่า นี่มันก็ลำบากอยู่บ้างจริง ๆ
    เพิ่งก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นสามจะรับมือพวกเขาที่ฝึกฝนมาหลายปีเกินสิบกระบวนท่าได้อย่างไร
    หลินอวิ๋นจ้องผู้ดูแลชุดคลุมเทาตรง ๆ ไม่เข้าใจอยู่ในใจนิด ๆ ไม่มีความแค้นต่อกัน เหตุใดอีกฝ่ายถึงกลั่นแกล้งตน
    “เสี่ยวหลินจื่อไม่ต้องตระหนกไป ศิษย์พี่โจวจะดูแลเจ้าเอง ผ่านข้าไปได้ห้ากระบวนท่าแรก ห้ากระบวนท่าหลังข้าจะให้เจ้าผ่านเอง”
    มีเสียงดังมาจากข้างหลัง หลินอวิ๋นหันไปมอง เห็นโจวผิงทำหน้ายิ้มทีเล่นทีจริงอยู่กลางกลุ่มคน ตอนนี้เขาเข้าใจอะไรขึ้นมากแล้ว
    “โย่ว! ใส่ผ้าโพกหัวด้วย มันทำไมรึ? คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะไม่ใช่ทาสกระบี่แล้วรึ?” โจวผิงเดินเข้ามาช้า ๆ พลางพูดถากถาง ศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ๆ รีบหลีกทางให้
    หลายคนเห็นโจวผิงเดินออกมาแล้วนัยน์ตาต่างเป็นประกายเข้าใจแจ่มแจ้งเสี้ยวหนึ่ง มิน่าผู้ดูหยางแลถึงกลั่นแกล้งหลินอวิ๋น
    มั่นใจได้เลยว่าหลินอวิ๋นนี่ต้องโดนโจวผิงล้างแค้นแน่ ๆ
    ด้วยฐานะของโจวผิง การจะให้ผู้ดูแลหยางช่วยเขาทำงานให้นิดหน่อยนั้นเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
    ถึงจะรู้เช่นนั้น ทว่ากลับไม่มีใครยอมออกหน้าให้หลินอวิ๋น ใครจะหาเรื่องใส่ตัวกะอีแค่เพียงเพื่อช่วยทาสกระบี่คนเดียวกัน?
    “ผู้ดูแล ขอบังอาจถามท่านหน่อยว่าที่พูดเมื่อครู่เป็นจริงรึ? ถ้าข้ารับมือศิษย์พี่โจวได้สิบกระบวนท่าแล้วจะได้เป็นศิษย์ฝ่ายนอกใช่หรือไม่?”
    หลินอวิ๋นไม่สนใจคำถากถางของโจวผิง แต่หมุนตัวกลับมาถามชายชราชุดคลุมเทา
    นัยน์ตาผู้ดูแลชุดคลุมเทาขยับประกายแปลกใจ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “แน่นอน ถ้าเจ้าพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่ได้ท่าดีทีเหลว ไฉนข้าจะต้องทำให้เจ้าลำบากด้วยเล่า?”
    คำพูดไม่ย่อท้อต่อความถูกต้อง ทว่าผู้ดูแลชุดคลุมเทากลับยิ้มเยาะในใจไม่หยุด โจวผิงมีขั้นพลังสูงกว่าหนึ่งขั้น เจ้าทาสกระบี่นี่ไม่รู้จักประมาณตนจริง ๆ
    ภายในโถงกิจการสำนัก
    หลินอวิ๋นที่ตอนแรกทุกคนคิดว่าจะถอยไปเพราะเจอปัญหากลับเลือกรับคำท้าสู้ก่อน นี่ทำให้ศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ๆ พากันตื่นตกใจ
    ถ้าตรึกตรองถึงสถานการณ์ในตอนนี้บ้างก็จะรู้ว่าเป็นแผนการที่โจวผิงตั้งใจวางไว้
    รอหลินอวิ๋นกระโดดลงไปข้างใน คนปกติจะไม่เลือกแบบนี้แน่ หาเรื่องให้ตัวเองขายหน้าแท้ ๆ มิหนำซ้ำโจวผิงบรรลุวิถียุทธ์ขั้นสี่ สูงกว่าเขาหนึ่งขั้นพลังย่อยเต็ม ๆ
    “ศิษย์พี่โจวช่วยชี้แนะด้วย”
    หลินอวิ๋นเดินมาบนพื้นราบค่อนข้างโล่งในโถงกิจการสำนัก ก่อนจะยื่นมือออกมาพลางว่า
    “เหอะ ๆ ดีเลวอย่างไรเจ้าก็เคยเป็นทาสกระบี่ลูกน้องข้า ข้ายังคงยืนยันคำพูดเมื่อครู่ เจ้าแค่รับมือข้าให้ได้ห้ากระบวนท่าก็พอ”
    เมื่อสิ้นเสียง โจวผิงโน้มตัวไปข้างหน้า กางสองแขนราวกับสยายปีกเบา ก่อนจะพุ่งทะยานไปหาหลินอวิ๋น
    ฟิ้ว!
    วินาทีที่ห้อเข้ามายังซัดสาดคลื่นลมรุนแรงพุ่งเข้าไป
    “กายดั่งคันศร แขนดุจปีก พลังดั่งสายลม นี่คือวิชาหัตถ์เหยี่ยว!”
    “ยามเหยี่ยวล่าเหยื่อจะสั่งสมพลังอันแก่กล้าเอาไว้ ดูจากท่าทางของโจวผิงแล้วใช้ได้เลย รอเขาเหาะขึ้นไป เมื่อไรก็สุดยอดแน่”
    “มิน่าโจวผิงนี่ถึงกล้าให้หลินอวิ๋นรับห้ากระบวนท่า เขาตระหนักแก่นแท้ของวิชาหัตถ์เหยี่ยวได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว ห่างจากขั้นสูงอีกไม่ไกลหรอก”
    ผู้ชำนาญออกมือทีก็รู้เลยว่าได้หรือไม่ได้
    ที่นี่ไม่มีนักการของโรงชะล้างกระบี่ มีแต่ศิษย์ฝ่ายนอก มองปราดเดียวก็อ่านเจตนาของโจวผิงออก
    พายุคลั่งจู่โจมเข้ามา โบกสะบัดเส้นผมยาวตรงหน้าผากหลินอวิ๋น โจวผิงที่จู่โจมเข้ามามีแววตาดุร้ายคมกริบ จังหวะก้าวมั่นคงและหนักแน่น
    เทียบกับความอวดดีและประมาทเมื่อสามวันก่อนแล้วต่างกันอย่างสิ้นเชิง
    ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาเลย วันนี้คงจะต้องพ่ายแพ้อยู่ที่นี่จริง ๆ
    หลินอวิ๋นตั้งสติมั่น ในความคิดหวนนึกถึงท่วงทำนองของพยัคฆ์ร้ายในม้วนภาพวาด อีกฝ่ายกำลังสั่งสมพลัง เขาก็กำลังสั่งสมพลังเช่นกัน
    “จบแล้ว เจ้าทาสกระบี่นี่สมองเอ๋อไปแล้ว นิ่งไปเลย รอความตายรึไง?”
    “หากใช้วิชาหัตถ์เหยี่ยวแล้ว พลานุภาพมันรวดเร็วและรุนแรงสุดยอด เว้นแต่จะมีกายหยาบเหนือชั้น เคลื่อนไหวว่องไวได้ดั่งกระต่าย ไม่อย่างนั้นไม่มีทางได้เปรียบแน่”
    “ทาสกระบี่จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้รึ รอโจวผิงเหาะขึ้นเมื่อไรคงจะรู้ผลแล้ว”
    “เขาเหาะขึ้นแล้ว!”
    โจวผิงโน้มตัวไปข้างหน้า กางสองแขนกว้างดั่งปีกและสั่งสมพลังพลางทะยานเข้าไปอย่างบ้าคลั่งกระทืบฝ่าเท้าอย่างแรง
    ฟิ้ว!
    ร่างกายลอยขึ้นดั่งลูกธนูคม กางสองแขนออกอย่างรุนแรงประหนึ่งเหยี่ยวสยายปีก แววตาคมกริบราวกับกระบี่
    มุมปากยกยิ้มเยาะ ใบหน้าโจวผิงโหดเหี้ยมนิด ๆ เผยความดุร้ายออกมาทั้งหมด
    ขอไม่เอ่ยถึงความอัปยศเมื่อสามวันก่อน เจ้าหลินอวิ๋นนี่คือแหล่งเงินทองคลังใหญ่ของโจวผิง ไม่ว่าอย่างไรก็จะปล่อยให้เขาเป็นศิษย์ฝ่ายนอกไม่ได้
    ถ้าเขาไปแล้ว จากนี้จะแย่งรางวัลของซูจื่อเหยาจากไหนอีก
    “แพ้ไปซะ!”
    โจวผิงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด การจู่โจมที่สั่งสมรอปลดปล่อยบรรลุถึงจุดสูงสุด
    ห้านิ้วมือขวางุ้งเป็นกรงเล็บก่อนจะคว้าลงมาที่ศีรษะหลินอวิ๋นด้วยความโหดร้ายอย่างยิ่งราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ
    “โหดมาก!”
    ศิษย์ฝ่ายนอกในที่นี้สูดลมหายใจเย็น ๆ เฮือกหนึ่ง โจวผิงนี่ดูไม่คิดจะให้ทางรอดกับหลินอวิ๋นเลย
    เด็ดศีรษะตรง ๆ นี่ถ้าไม่ตายก็ต้องเจ็บหนักแน่
    ห้ากระบวนท่ารึ?
    เขาไม่เคยคิดจะให้โอกาสหลินอวิ๋นห้ากระบวนท่าเลย แค่จะทำให้บาดเจ็บหนักในกระบวนท่าเดียว ทั้งยังทำให้คู่ต่อสู้ขายขี้หน้า
    ฟู่ว ๆ!
    กรงเล็บเหยี่ยวยังไม่ถึง พายุรุนแรงได้โถมกระหน่ำหลินอวิ๋นจนลืมตาไม่ขึ้นเล็กน้อย เส้นผมยาวปลิวไสว 
    เขาก้าวเท้าขวาถอยไป โค้งโก่งตัว
    ในสายตาทุกคน การกระทำอันค่อนข้างโง่เขลาที่หลินอวิ๋นทำนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก
    นี่คงคิดจะถอยหลบประกายอันคมกริบนี้ไปก่อน ทว่าจะถอยได้หรือ?
    แย่แล้ว!
    ผู้ดูแลหยางที่ไม่สนใจไยดีมาตลอดพลันหนังตาขวากระตุก หน้าเปลี่ยนสีอย่างบ้าคลั่ง
    แต่ก็สายไปแล้ว ยังไม่ทันที่เขาจะห้าม หลินอวิ๋นก็ลงมือไปแล้ว
    ในใจข้ามีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย!
    หมัดพยัคฆ์ร้าย พยัคฆ์คำรามป่าเขา!
    หลินอวิ๋นที่ก้าวถอยเท้าขวาโค้งโก่งตัวไม่ถอยอีกแต่บุกเข้าไป กำห้านิ้วมือแน่น ชกหมัดออกไป 
    ชั่วพริบตานั้นเหมือนมีภาพวาดหนึ่งกางออกเบื้องหลังเขา
    กระดูกในร่างกายส่งเสียงระเบิดดังราวกับพยัคฆ์คำราม เสียงคำรามดุร้ายดังไม่ขาดสาย ชกออกไปหนึ่งหมัด มวลอากาศเกิดเสียงดังประหนึ่งระเบิด กระแสลมไหลเชี่ยวกราก เกิดพายุคลั่งขึ้นสี่ทิศ
    หมัดนี้ให้ตัวข้าเอง เจ้าไม่ควรขวางข้าเป็นศิษย์ฝ่ายนอก ซ้ำยังซ่อนแผนสกปรกเอาไว้อีก!
    “หมัดพยัคฆ์ร้ายขั้นสูง!”
    มีศิษย์ฝ่ายนอกตาเฉียบคมมองออกโดยพลัน หมัดพยัคฆ์ร้ายของหลินอวิ๋นนี่บรรลุถึงขั้นสูงแล้ว!
    ปัง!
    กำปั้นและฝ่ามือประสานกัน วิชาหัตถ์เหยี่ยวของโจวผิงห่างจากขั้นสูงอยู่บ้าง เลยโดนหลินอวิ๋นที่ปะทุพลังขึ้นมาชกปลิวไป กลางฝ่ามือปริแตก รู้สึกว่าทั้งแขนพิการ ร่างกระเด็นลอยออกไป
    นัยน์ตาเขาฉายประกายตื่นกลัว นี่เป็นไปได้อย่างไร เมื่อสามวันก่อนหมัดพยัคฆ์ร้ายยังอยู่ขั้นต้นอยู่เลย
    เหตุใดสามวันต่อมาถึงทะลวงขั้นไปแล้ว?
    ถึงหมัดพยัคฆ์ร้ายจะเป็นวิชาหมัดพื้นฐาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะฝึกถึงขั้นสูงได้สบาย ๆ
    และที่เหลือเกินที่สุดคือเขาอยากจะเอาชนะหลินอวิ๋นให้ได้ในกระบวนท่าเดียว แต่ตอนนี้เขากลับลอยอยู่กลางอากาศไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้เลย
    หลินอวิ๋นหน้าตาเฉยชา ห้อวิ่งไปสองก้าวก่อนกระโดดลอยขึ้นดั่งพยัคฆ์
    เขากระโดดขึ้นไม่ได้สูงและรวดเร็วเหมือนเหยี่ยวโจวผิงเหาะเหิน แต่กลับเผยท่วงทำนองอันดุร้ายและหนักแน่นของพยัคฆ์ร้ายออกมาอย่างเต็มที่
    พยัคฆ์ร้ายลงเขา!
    โจวผิงที่ลอยอยู่กลางอากาศแขนขวาไร้เรี่ยวแรงขยับตัวไม่ได้ ได้แต่ลืมตามองตัวเองโดนหลินอวิ๋นชกเข้ามาด้วยความโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิม อัดเข้าไปที่หน้าอกเขาเต็ม ๆ
    กึก!
    กระดูกภายในหน้าอกหักหลายท่อน โจวผิงมีสีหน้าเจ็บปวด ท้ายที่สุดก็อดร้องโหยหวนอย่างอดรนทนไม่ไหว
    หมัดที่สองนี้อุทิศให้แด่หลินอวิ๋นเจ้าของร่างเดิม เจ้าไม่ควรรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ถึงสองปีเต็ม ๆ!
    หลินอวิ๋นถอนหมัดกลับมายืนแน่นิ่งอีกครั้ง
    เมื่อลงมาถึงพื้นแล้วก็ขยับห้านิ้วมือ ปรับพลังภายในที่หลั่งทะลักอยู่ในร่างกายให้สงบนิ่ง
    โจวผิงที่ตอนแรกคิดว่าจะทำให้หลินอวิ๋นเจ็บสาหัสได้ในกระบวนท่าเดียวกลับพ่ายแพ้ในสองกระบวนท่า ทั้งยังจบลงด้วยความรวดเร็วอีกด้วย
    ผลที่ไม่มีใครคาดคิดทำให้ศิษย์ฝ่ายนอกกลางโถงใหญ่กิจการสำนักต่างพากันเบิกตาโตอ้าปากค้าง
    ฟิ้ว เกิดพายุคลั่งขึ้น!
    ผู้ดูแลหยางขยับกายวูบไหวมาอยู่ข้างโจวผิง หลังตรวจอาการบาดเจ็บแล้วหน้าพลันมืดทะมึนลง ก่อนมองหลินอวิ๋นพลางพูดด้วยความโกรธ “เจ้าทาสกระบี่ หาญกล้านัก ลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้เชียวรึ หลินอวิ๋น เจ้าทำให้สหายร่วมสำนักเจ็บสาหัส ไร้ความเมตตาและคุณธรรม ตอนนี้ข้าจะขับไล่เข้าออกจากสำนักชิงอวิ๋น!”
    หลินอวิ๋นงุนงนอยู่ในใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร จึงเอ่ยไปเรียบ ๆ “เดิมทีหมัดพยัคฆ์ร้ายเป็นรองวิชาหัตถ์เหยี่ยวอยู่แล้ว ถ้าข้าไม่ทุ่มสุดกำลัง กรงเล็บแรกของเขาอาจจะทำลายกลางกระหม่อมข้าได้ด้วยซ้ำ”
    “ยังกล้าเถียงข้าอีก!”
    ผู้ดูแลหยางโกรธจนระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ โจวผิงบาดเจ็บไม่เบา เขาไม่รู้จะรายงานบิดาโจวผิงอย่างไรแล้ว
    ทาสกระบี่ตัวจ้อยนี่ปากยังแข็งเช่นนี้ ไม่รู้จักที่ตายจริง ๆ
    บรรยากาศในโถงกิจการสำนักพลันเปลี่ยนไป ทำให้รู้สึกกดดันขึ้นมาก ผู้ดูแลชุดคลุมเทาโมโหจริง ๆ แล้ว!
    “หยุดมือ!”
    ชั่วขณะที่ผู้ดูแลชุดคลุมเทาเตรียมลงมือสั่งสอนหลินอวิ๋นนั้น มีเสียงแหบแห้งหนึ่งดังมาจากบนหอ
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-