ตอนที่ 24: ศาลาหลักและความลับแห่งสุสานบรรพชน
ยามรุ่งเช้าหลังจากค่ำคืนพระจันทร์สีโลหิตเลือนหายไปพร้อมกับการมาเยือนของแสงอรุณ ท้องนภาเหนือสำนักวิถีเมฆาก็พลันหวนคืนสู่สีครามใสบริสุทธิ์ดุจเก่า ราวกับว่าค่ำคืนที่ผ่านมามิเคยอุบัติฉากการเข่นฆ่าอันนองเืขึ้นมาก่อน ทว่าต่อให้ทัศนียภาพทางธรรมชาติจะดูสงบนิ่งเพียงใด ร่องรอยแห่งความโกลาหลวุ่นวายก็ยังคงจารึกอยู่อย่างเด่นชัด ลานบรรพชนในยามนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวระแหงบนพื้นศิลาแกรนิตหนา รอยเขม่าไหม้เกรียมสีดำสนิทจากการเข้าปะทะกันของพลังปราณทั้งสองสายยังคงฝังรากลึกอยู่บนกำแพงหิน ซ้ำร้ายคราบโลหิตแห้งกรังอีกหลายจุดก็ยังไม่มีผู้ใดมาทันปัดกวาดชะล้าง กลิ่นคาวจางๆ ลอยอวลปะปนอยู่ในกระแสอากาศยามเช้าตรู่ คอยตอกย้ำเตือนใจทุกคนว่าสำนักเพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ยามราตรีที่เกือบจะล่มสลายมาได้หวุดหวิด
หลินอันก้าวเท้ามาถึงศาลาหลักก่อนเพลานัดหมายราวครึ่งชั่วยาม การมาเยือนก่อนเวลาเช่นนี้หาใช่เพราะความประหม่าลนลาน หรือเพราะความเกรงกลัวในตัวของท่านอาจารย์ใหญ่ หากแต่เป็เพราะเขาเป็ผู้ที่เคยชินกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ล่วงหน้าอยู่เป็นิจ ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งศิลาด้านนอกตัวศาลาอย่างสงบนิ่ง พลางยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นจิบชาสมุนไพรรสขมปร่าที่เขาเคี่ยวต้มมาด้วยตนเอง ไออุ่นอ่อนๆ ของน้ำชาค่อยๆ ไหลผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไอเย็นะเืของสายลมูเาในยามเช้าตรู่ให้ออกไปจากร่างกายได้บ้าง
ศาลาหลักแห่งสำนักวิถีเมฆาตั้งตระหง่านอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของหุบเขาอันห่างไกล จากตำแหน่งนี้สามารถทอดสายตามองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนที่โอบล้อมสำนักเอาไว้ทั้งสามทิศทาง ยอดต้นสนสูงตระหง่านยามต้องแสงแรกของวันแปรเปลี่ยนเป็สีทองอร่ามงดงาม อากาศรอบกายบริสุทธิ์และเย็นสบายเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นคาวโลหิตจากลานต่อสู้เบื้องล่าง บรรยากาศช่างเงียบสงบจนแทบไม่น่าเชื่อว่า ค่ำคืนที่ผ่านมาเพิ่งจะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ระเลงเื
เสียงฝีเท้าอันมั่นคงและนุ่มนวลดังแว่วมาจากทางด้านในศาลา
"มาก่อนเวลานัดหมายเสียอีกนะ"
สุ้มเสียงของอาจารย์ใหญ่อู๋หยวนดังขึ้นอย่างเรียบง่าย ชายชราก้าวเดินออกมาช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยความมั่นคง เส้นผมสีขาวโพลนถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อยหมดจด ท่านสวมชุดคลุมสีเทาอ่อนที่เรียบง่ายไร้ซึ่งลวดลายหรูหรา ทว่ากลับแผ่ซ่านความรู้สึกสง่างามน่าเกรงขามโดยมิจำเป็ต้องพึ่งพาอัญมณีใดๆ มาประดับฐานะ ในมือของผู้าุโถือป้านชาดินเผาสลักลายเมฆาคล้อย อาจารย์ใหญ่วางมันลงบนโต๊ะศิลาตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับหลินอันด้วยความสงบ
"วันนี้ข้าลงมือชงชาด้วยตนเอง" ชายชราเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มบางเบา "พออายุอานามมากขึ้น ก็เริ่มนึกชอบลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองมากกว่าแต่ก่อน"
หลินอันวางกระบอกไม้ไผ่ในมือลงทันที ก่อนจะน้อมศีรษะลงคารวะอย่างนอบน้อม
"ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ใหญ่"
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนบรรจงรินน้ำชาลงในถ้วยศิลาทั้งสองใบ ก่อนจะเลื่อนถ้วยหนึ่งมาตรงหน้าของหลินอัน จากนั้นท่านจึงยกถ้วยชาของตนเองขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ท่าทีของท่านดูไม่รีบร้อนและมิได้สร้างแรงกดดันอันใด ทำเพียงปล่อยให้บรรยากาศอันแสนสงัดดำเนินไปตามครรลอง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนดังหวีดหวิวแ่เบา และเสียงนกูเากู่ร้องแว่วมาจากแดนไกล คล้ายเป็ท่วงทำนองขับกล่อมเช้าวันใหม่ บุรุษต่างวัยทั้งสองนั่งละเลียดรสชาอยู่ครู่หนึ่งโดยปราศจากวาจาใดๆ จนกระทั่งอาจารย์ใหญ่เป็ฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นในที่สุด
"เ้าเข้ามาพำนักในสำนักแห่งนี้ได้นานเท่าใดแล้ว"
หลินอันเอ่ยตอบกลับอย่างสุภาพชน
"ราวสองเดือนเห็นจะได้ครับ"
"สองเดือน" อาจารย์ใหญ่ทวนถ้อยคำแ่เบาพลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสองเดือนนั้น เ้ากลับช่วยจับกุมผู้ลักลอบบุกรุกหอคัมภีร์โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเป็ฝีมือของเ้า มิหนำซ้ำในค่ำคืนแรกที่พรรคโลหิตทมิฬยกพลเข้าโจมตี เ้าก็ยังยื่นมือช่วยชีวิตเหล่าศิษย์สายนอกเอาไว้ได้ตั้งมากมาย และเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เ้ากลับลอบจัดการมือสังหารยอดฝีมือถึงสองคนภายในหอคัมภีร์เพียงลำพัง"
ท่านเงยหน้าขึ้นประสานสายตาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลินอันตรงๆ
"ทว่าตัวเ้ากลับสามารถก้าวเดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นได้ โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนหรือาแใดๆ"
หลินอันนิ่งเงียบมิได้เอ่ยคำโต้แย้งใด เขาเพียงประคองถ้วยชาขึ้นจิบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังนั่งรับฟังเื่ราวของผู้าุโอยู่ก็มิปาน อาจารย์ใหญ่จับจ้องพิจารณาท่าทีของชายหนุ่มอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยสืบต่ออย่างแ่เบา
"เ้าคงมิได้ถือกำเนิดมาจากครอบครัวชาวนาธรรมดาสามัญทั่วไป ใช่หรือไม่"
น้ำเสียงของผู้าุโหาใช่การคาดคั้นเอาคำตอบ หลินอันวางถ้วยชาลงอย่างเบามือที่สุดก่อนเอ่ยตอบ
"ข้าเป็เพียงคนธรรมดาสามัญจริงๆ ครับ"
คำตอบนั้นช่างเรียบง่าย ทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจจนยากที่ผู้ใดจะจับพิรุธหรือค้นหารอยคลางแคลงใจได้
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนจ้องมองเขานิ่งสนิทอยู่เนิ่นนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักและประเมินความนึกคิดบางประการอยู่ในใจ ท้ายที่สุดท่านก็พยักหน้าลงเบาๆ
"ข้ามิได้เรียกตัวเ้ามาในวันนี้เพื่อทำการสอบสวนหาความจริงอันใดหรอก" น้ำเสียงของท่านอ่อนโยนลงหลายส่วน "ข้าเรียกเ้ามา เพราะตระหนักดีว่ามีบางเื่ราวที่เ้าสมควรจะได้รับรู้เอาไว้"
หลินอันรักษาความสงบพลางตั้งใจรับฟังอย่างจดจ่อ อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนเบือนสายตาทอดมองออกไปยังแนวเทือกเขาอันไกลโพ้น คล้ายดั่งกำลังเลือกเฟ้นถ้อยคำที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะเอ่ยปากเล่าช้าๆ
"กล่องไม้สีดำสนิทที่เ้าเสี่ยงชีวิตปกป้องและพากลับคืนมาเมื่อค่ำคืนก่อน ทางสำนักของเราเรียกขานมันว่า โลงศพใบที่สอง"
ลึกลงไปภายในห้วงสำนึกของหลินอัน จิติญญาาพลันสั่นไหวขึ้นมาเบาๆ คล้ายดั่งระลอกคลื่นที่ตอบรับต่อถ้อยคำนั้น ทว่าสีหน้าภายนอกของชายหนุ่มยังคงสงบนิ่งสนิทไร้ความตื่นตระหนกใดๆ
"ข้าเคยผ่านตาชื่อนี้ในม้วนบันทึกโบราณของหอคัมภีร์อยู่บ้างครับ" เขาเอ่ยตอบด้วยท่าทีระมัดระวัง
อาจารย์ใหญ่หันขวับกลับมามองหน้าเขา พร้อมกับเผยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะสังเกต
"เ้าถึงขั้นค้นพบม้วนบันทึกฉบับนั้นเชียวรึ ทั้งที่แม้แต่เหล่าผู้าุโส่วนใหญ่ภายในสำนักก็ยังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้ำว่ามันมีตัวตนดำรงอยู่"
"ข้าเพียงพบบันทึกเล่มนั้นโดยบังเอิญในระหว่างที่กำลังจัดเรียงหมวดหมู่ตำราเก่าครับ"
"บังเอิญอย่างนั้นรึ" อาจารย์ใหญ่เอ่ยคำช้าๆ น้ำเสียงของท่านยากจะคาดเดาว่าเชื่อถือหรือคลางแคลงใจ ทว่าท่านก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงสืบต่อ
"ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักวิถีเมฆาของเรามีนามว่า วิถีอู๋เทียน ตัวท่านมีชีวิตอยู่เมื่อราวสี่ร้อยปีก่อน และนับเป็หนึ่งในมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่และทรงภูมิที่สุดแห่งยุคสมัยนั้น ทว่าก่อนที่ท่านจะละสังขารล่วงลับ ท่านได้แบ่งแยกมรดกองค์ความรู้ทั้งหมดออกเป็ยี่สิบสามส่วน นำไปบรรจุไว้ภายในกล่องไม้สีดำสนิทเ่าั้ แล้วสั่งการให้กระจายนำไปซุกซ่อนไว้ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทั้งแผ่นดิน"
หลินอันเอ่ยถามขึ้นทันควัน
"แล้วสิ่งของที่ถูกบรรจุอยู่ภายในกล่องไม้นั้น แท้จริงแล้วคือสิ่งใดครับ"
อาจารย์ใหญ่ส่ายศีรษะไปมาเบาๆ
"ไม่มีผู้ใดล่วงรู้แน่ชัด สิ่งที่ยังคงหลงเหลือปรากฏอยู่ในบันทึกโบราณมีเพียงข้อความระบุว่า โลงศพแต่ละใบทำหน้าที่บรรจุชิ้นส่วนขององค์ความรู้ และหากวันใดที่มีผู้สามารถรวบรวมชิ้นส่วนเ่าั้ได้ครบถ้วนทั้งยี่สิบสามใบ" ท่านหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและลึกลง "มันจะเปิดเผยถึงสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ท่านปรมาจารย์วิถีอู๋เทียนได้ค้นพบในบั้นปลายแห่งชีวิต"
สายลมหนาวพัดโชยผ่านศิลา หลินอันััได้ถึงขนอ่อนบนท่อนแขนที่ลุกเกรียวขึ้นมาอย่างแ่เบา สภาวะนี้หาใช่บังเกิดขึ้นเพราะความหนาวเหน็บของสภาพอากาศ หากแต่เป็เพราะข้อมูลอันน่าตื่นตะลึงนี้ได้ไปกระทบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างในส่วนลึกของจิติญญา
"ยี่สิบสามใบงั้นรึ" ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา "ถ้าเช่นนั้น โลงศพใบแรกสุดก็ถูกเก็บรักษาไว้ภายในสำนักแห่งนี้ด้วยใช่หรือไม่"
อาจารย์ใหญ่พยักหน้าตอบรับ "ถูกต้องแล้ว มีโลงศพโบราณถึงสองใบที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ภายในสำนักวิถีเมฆาของเรา ใบแรกสุดนั้นถูกซุกซ่อนไว้ในหอศัสตราเก่า ส่วนใบที่สองก็คือใบที่อยู่ ณ หอคัมภีร์ ในค่ำคืนแรกที่คนของพรรคโลหิตทมิฬบุกเข้ามาจู่โจม พวกมันสามารถ่ชิงม้วนตำราที่คอยบันทึกพิกัดตำแหน่งของโลงศพเล่มอื่นๆ ไปได้สำเร็จ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า พวกมันล่วงรู้มาั้แ่ต้นแล้วว่ากำลังตามหาสิ่งใด และสิ่งนั้นสถิตอยู่ที่ใด"
หลินอันนิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากถามช้าๆ
"หากเป็เช่นนั้น เหตุใดในคราแรกพวกมันจึงไม่ส่งกองกำลังมา่ชิงโลงศพทั้งสองใบไปพร้อมๆ กันเลยเล่าครับ"
คำถามแทงใจดำนั้นส่งผลให้อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนหันมาจ้องมองเขาด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนไปในทันที มันเป็สายตาที่ดิ่งลึกและจริงจังยิ่งกว่าคราใด
"เ้านับว่าตั้งคำถามได้ยอดเยี่ยมมาก" ท่านตอบอย่างเชื่องช้า "ตัวข้าเองก็เคยคิดทบทวนถึงประเด็นนี้อยู่เช่นกัน และข้อสันนิษฐานที่มีน้ำหนักและเป็ไปได้มากที่สุดในยามนี้ก็คือ ผู้ว่าจ้างที่อยู่เื้ัพรรคโลหิตทมิฬ มีความ้าเพียงแค่โลงศพใบที่สองเท่านั้น"
หลินอันหรี่ตาแคบลงเล็กน้อย "นั่นหมายความว่า..."
"นั่นย่อมหมายความว่า ขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามอาจจะโลงศพโบราณใบอื่นๆ เอาไว้ในมืออยู่ก่อนแล้ว และในเพลานี้พวกมันก็เพียงแค่กำลังออกตามหาชิ้นส่วนองค์ความรู้ที่ยังคงขาดหายไปเพื่อเติมเต็มให้สมบูรณ์ ดังนั้น โลงศพใบแรกที่ตั้งอยู่ในหอศัสตราเก่า จึงอาจไม่ใช่สิ่งของที่พวกมันปรารถนาในเวลานี้"
บรรยากาศอันแสนเงียบสงันโรยตัวลงมาระหว่างบุรุษทั้งสองอีกครา มันเป็ความเงียบที่หนักแน่นและกดดันจนแทบจะััได้ด้วยมือเปล่า หลินอันหวนนึกถึงมีดสั้นหยกขาวลึกลับที่ตนซุกซ่อนไว้ใต้สาบเสื้ออย่างมิดชิดในทันที แท้จริงแล้ว โลงศพใบแรกสุดในหอศัสตราเก่าแปรสภาพเป็กล่องที่ว่างเปล่าไปเนิ่นนานแล้ว ทว่าท่านอาจารย์ใหญ่ยังคงมิได้ล่วงรู้ถึงความจริงข้อนี้ และตัวของหลินอันเอง ก็หาได้มีความคิดที่จะปริปากบอกกล่าวออกไปไม่
การสนทนายังคงดำเนินสืบต่อไปอีกเป็เวลานาน อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนได้บอกเล่าเื่ราวหนหลังของท่านปรมาจารย์วิถีอู๋เทียนเพิ่มเติม ว่าในอดีตผู้ก่อตั้งสำนักได้ออกเดินทางจาริกไปทั่วทุกสารทิศเพื่อศึกษาค้นคว้าสิ่งลึกลับที่เรียกว่า รากฐานแห่งสรรพสิ่ง อันเป็แิความเชื่อที่ว่า สรรพพลังทั้งมวลบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็พลังลมปราณของมนุษย์ พลังอำนาจของสัตว์อสูริญญา หรือแม้กระทั่งพลังธรรมชาติของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แท้จริงแล้วล้วนถือกำเนิดขึ้นมาจากต้นตอและจุดศูนย์รวมเดียวกันทั้งสิ้น
"ท่านปรมาจารย์เคยกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า" อาจารย์ใหญ่เอ่ยพลางทอดสายตามองเงาสะท้อนบนผิวน้ำชาในถ้วย "หากผู้ใดสามารถซึมซับและทำความเข้าใจในรากฐานแห่งสรรพสิ่งนั้นได้อย่างแท้จริง บุคคลผู้นั้นก็หาได้มีความจำเป็ต้องฝึกปรือพลังปราณใดๆ สืบไปไม่"
หลินอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "เป็เพราะเหตุใดกันครับ"
"นั่นก็เพราะตัวเขา จะหลอมรวมกลายเป็ส่วนหนึ่งของพลังธรรมชาติเ่าั้ไปโดยปริยาย" คำตอบอันลึกล้ำนั้นส่งผลให้กระแสลมรอบกายศาลาพลันนิ่งสงบลงไปชั่วอึดใจ
"ทว่าท่านปรมาจารย์ก็ยังได้เตือนเอาไว้เช่นกัน" อาจารย์ใหญ่กล่าวสืบต่อ "ว่าสิ่งนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคมที่แฝงเร้นอันตรายอันใหญ่หลวงที่สุดเอาไว้"
"อันตรายที่ว่านั้น คือสิ่งใดกันครับ"
"เื่นั้นมิได้มีจารึกบอกกล่าวเอาไว้เลย" ชายชราเค้นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ "ท่านปรมาจารย์วิถีอู๋เทียนมักนึกสนุก ชอบซุกซ่อนคำตอบของเื่ราวสำคัญเอาไว้ เพื่อเฝ้ารอให้คนรุ่นหลังก้าวไปพิสูจน์ค้นหาด้วยตนเองเสมอ"
หลินอันยกถ้วยชาขึ้นจิบอยอย่างเงียบเชียบ ยามนี้รสััของน้ำชาเริ่มเย็นชืดลงจนเกือบหมดสิ้นความร้อนแล้ว ทว่ารสชาติความขมปร่าอันลึกล้ำยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้น ในที่สุดเขาจึงได้เอ่ยถามคำถามสำคัญที่ค้างคาใจออกไป
"แล้วด้วยเหตุผลอันใด ท่านอาจารย์ใหญ่จึงเลือกที่จะบอกเล่าความลับอันสลักสำคัญเหล่านี้ให้แก่ข้ารับรู้ครับ"
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนหันหน้ามาประสานสายตามองตรงเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม
"นั่นก็เพราะข้าปรารถนาอยากให้เ้ารับรู้ว่า สิ่งของที่เ้ากำลังยื่นมือเข้าปกป้องรักษานั้น มันมีมูลค่าและมีความสำคัญมากถึงเพียงใด" ท่านจงใจเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำถ้อยคำอย่างชัดเจน "และเหตุผลสำคัญประการต่อมา... คือข้า้าให้เ้าพำนักอยู่ที่สำนักแห่งนี้สืบไป"
หลินอันถึงกับชะงักงันไปเล็กน้อย ผู้าุโจึงกล่าวชี้แจงต่อ
"สำนักวิถีเมฆาของเราแวดล้อมไปด้วยเหล่าศิษย์นับหลายร้อยชีวิต ทว่ากลับมีผู้คนเพียงน้อยนิดนัก ที่จะสามารถจับสังเกตและมองเห็นสิ่งล้ำค่าที่ผู้อื่นมักจะมองข้ามไป ในค่ำคืนอันเลวร้ายที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้คนทั้งหมดกำลังทุ่มเทแรงกายต่อสู้ติดพันอยู่ ณ ลานบรรพชน มีเพียงตัวเ้าเท่านั้นที่มองเห็นการณ์ไกล ล่วงรู้ว่าศัตรูได้ส่งกองกำลังแยกย้ายไปลอบโจมตีที่หอคัมภีร์ เื่นี้แม้กระทั่งตัวข้าเองก็ยังพิจารณาพลาดพลั้งไป"
หลินอันยังคงรักษาความนิ่งเงียบเอาไว้
"ตัวข้าไม่ได้มีความ้าที่จะขุดคุ้ยสืบหาภูมิหลังว่าเ้าเดินทางมาจากที่ใด และไม่ได้้าบีบคั้นให้เ้าต้องเอ่ยปากสารภาพว่ากำลังซุกซ่อนความลับอันใดเอาไว้ในกาย ข้าเพียง้าให้เ้ารับรู้เอาไว้" แววตาของชายชราอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด "สำนักวิถีเมฆาแห่งนี้ พร้อมเสมอที่จะแปรสภาพเป็ร่มเงาและที่พึ่งพิงอันมั่นคงให้แก่เหล่าศิษย์ที่สามารถพิสูดเนื้อแท้ของตนเองได้แล้ว และตัวเ้า... ก็ได้พิสูจน์คุณงามความดีเ่าั้ให้ข้าเห็นมามากกว่าหนึ่งคราแล้ว"
หลินอันนั่งนิ่งซึมซับถ้อยคำเ่าั้อยู่เนิ่นนาน ลึกลงไปภายในห้วงสำนึกอันสงบ จิติญญาาได้ปลดปล่อยกระแสคลื่นอันแ่เบาออกมาอีกครา คล้ายดั่งเป็การตอบรับต่อเจตจำนงของชายชราเบื้องหน้า ท้ายที่สุด ชายหนุ่มจึงได้ก้มศีรษะลงคารวะนบนอบ
"ข้าขอบพระคุณในความเมตตาของท่านอาจารย์ใหญ่ยิ่งนักครับ นับจากนี้ข้าจะตั้งอกตั้งใจทำหน้าที่ของศิษย์สายนอกให้ดีที่สุด"
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนพยักหน้ารับคำเบาๆ "เพียงเท่านี้ก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว" ท่านเผยรอยยิ้มละมุน ก่อนจะยกป้านชาดินเผาขึ้นรินน้ำชาเติมลงในถ้วยให้แก่เขาอีกครา "จงดื่มชาอุ่นๆ อีกสักถ้วยเถิด ก่อนที่จะแยกย้ายกลับไปปฏิบัติภารกิจของตน ในวันนี้ลานกว้างภายนอกยังคง้าแรงงานมาช่วยปัดกวาดเศษซากความเสียหายอีกมากนัก"
ล่วงเข้าสู่ยามสายของวันเดียวกัน ณ บริเวณลานกว้างด้านหน้าหอคัมภีร์
หลินอันกำลังลงมือกวาดเศษซากศิลาหักและชิ้นส่วนศาสตราวุธที่กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดินอย่างเงียบเชียบ คราบโลหิตแห้งกรังยังคงติดแน่นอยู่ตามร่องรอยแตกของพื้นหิน จำต้องออกแรงขัดถูอยู่พักใหญ่คราบเ่าั้จึงยอมหลุดลอกออกไป ในจังหวะนั้นเอง สุ้มเสียงฝีเท้าแ่เบาดังแว่วมาจากทางด้านหลัง มู่หรงเสวี่ยก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมกับประคองถ้วยบรรจุน้ำเย็นจัดมาสองใบ หญิงสาววางถ้วยหนึ่งลงบนขอบกำแพงเตี้ย ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งศิลาด้านข้าง
"เ้าเข้าพบท่านอาจารย์ใหญ่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วรึ"
หลินอันพยักหน้ารับคำ "เรียบร้อยดีครับ"
"แล้วเ้าได้บอกเล่าเื่ราวทุกอย่างให้ท่านรับรู้หรือไม่"
"ท่านอาจารย์ใหญ่ไต่ถามเฉพาะในสิ่งที่ท่านปรารถนาจะล่วงรู้" หลินอันเอ่ยตอบในขณะที่มือยังคงทำหน้าที่กวาดเศษดินบนพื้นสืบไป "ส่วนตัวข้า ก็เพียงแค่เลือกตอบกลับไปในสิ่งที่ตัวข้าพอจะสามารถตอบได้เท่านั้นครับ"
มู่หรงเสวี่ยเบือนสายตามามองเสี้ยวใบหน้าของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดสายตากลับไปยังรอยแตกร้าวระแหงบนพื้นศิลา
"ข้าได้ยินเหล่าผู้าุโเล่าขานกันว่า ก่อนที่กลุ่มมือสังหารจะล่าถอยกลับไป บุรุษผู้เป็ผู้นำที่มีใบหน้าเ็าผู้นั้น ถึงขั้นเอ่ยปากไต่ถามถึงเื่ราวของตัวเ้า"
หลินอันเลือกที่จะนิ่งเงียบมิได้เอ่ยตอบคำใด หญิงสาวจึงกล่าวสืบต่ออย่างเชื่องช้า
"อาจารย์ซ่งเปย์เล่าว่า ก่อนที่เขาจะทะยานร่างจากไป เขาได้ทิ้งถ้อยคำปริศนาเอาไว้ว่า 'เมื่อใดที่ข้าสืบรู้แน่ชัดว่าสิ่งที่ข้ากำลังเผชิญหน้าอยู่คือสิ่งใด' ความหมายของประโยคนั้น ย่อมหมายความว่าในยามนี้เขากำลังมุ่งหน้ากลับไปเพื่อสืบค้นหาข้อมูลภูมิหลังของตัวเ้าอย่างแน่นอน"
"ก็อาจจะเป็เช่นนั้นครับ"
คำตอบที่ราบเรียบไร้ร่องรอยความตื่นตระหนกของชายหนุ่ม ส่งผลให้มู่หรงเสวี่ยถึงกับต้องขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันด้วยความขัดใจ
"นี่เ้าไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นหรือวิตกกังวลใจบ้างเลยรึ"
หลินอันชะงักมือที่กำลังถือไม้กวาดลง ก่อนจะหมุนกายหันมาเผชิญหน้าจ้องมองนางตรงๆ
"หากเขาคิดจะสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวข้าจริงๆ ผลลัพธ์ที่เขาจะได้รับกลับไป ก็คือความจริงที่ว่า ข้าเป็เพียงแค่ศิษย์สายนอกธรรมดาสามัญผู้หนึ่งเท่านั้น ตัวข้าไร้ซึ่งพร์ในการฝึกปรือพลังปราณ ไร้ซึ่งขั้วอำนาจหรือตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง และมีหน้าที่หลักในแต่ละวันคือการปัดกวาดลานหินแห่งนี้"
มู่หรงเสวี่ยจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาดยาวเหยียด
"เ้าสามารถปั้นหน้าเอ่ยประโยคเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร ทั้งที่ในใจของเ้าก็ล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเื่ราวทั้งหมดมันหาใช่ความจริงไม่"
หลินอันเผยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "เื่ราวที่ข้ากล่าวไปล้วนเป็ความจริงทั้งสิ้นครับ ข้าเป็เพียงศิษย์สายนอกธรรมดาผู้หนึ่ง ที่บังเอิญมีโครงสร้างมวลกระดูกที่หนาแน่นทนทานกว่าปุถุชนทั่วไปอยู่เล็กน้อยก็เท่านั้นเอง"
เมื่อได้ยินคำชี้แจงอันพิลึกพิลั่นนั้น มู่หรงเสวี่ยก็ถึงกับหลุดเสียงหัวเราะคิกออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ สุ้มเสียงหัวเราะอันสดใสของนางส่งผลให้บรรยากาศอันแสนตึงเครียดและหนักอึ้งรอบลานกว้าง คลายความกดดันลงไปได้หลายส่วน
"โครงกระดูกหนาแน่นกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยงั้นรึ" หญิงสาวเอ่ยทวนคำพลางส่ายศีรษะไปมาด้วยความระอา "ข้าจะยอมแสร้งปักใจเชื่อตามที่เ้ากล่าวก็แล้วกัน"
หลินอันยกถ้วยน้ำเย็นขึ้นดื่มดับกระหายอยู่อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ศิษย์พี่หญิง พอจะล่วงรู้เื่ราวเกี่ยวกับโลงศพโบราณเ่าั้บ้างหรือไม่ครับ"
มู่หรงเสวี่ยยักไหล่บางเบา "ข้าพอจะล่วงรู้เบาะแสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ผู้าุโฝ่ายตำราได้บอกเล่าเื่ราวบางส่วนให้แก่บรรดาศิษย์าุโฟัง โดยระบุเพียงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพรรคโลหิตทมิฬในครานี้ คือการ่ชิงโลงศพใบที่สอง ทว่าท่านก็ไม่ได้อธิบายขยายความว่าสิ่งของสิ่งนั้นแท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่"
หลินอันพยักหน้ารับคำเบาๆ "ท่านอาจารย์ใหญ่ได้บอกเล่าให้ข้าฟังว่า โลงศพปริศนาทั้งยี่สิบสามใบที่กระจายอยู่ทั่วแผ่นดินนั้น แท้จริงแล้วคือมรดกองค์ความรู้อันล้ำค่าของท่านปรมาจารย์วิถีอู๋เทียน"
ดวงตากลมโตของมู่หรงเสวี่ยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "องค์ความรู้อันใดกัน"
"สิ่งนั้นถูกเรียกขานว่า รากฐานแห่งสรรพสิ่งครับ"
สิ้นคำตอบ ร่างของหญิงสาวก็พลันนิ่งขึงไปในทันที สายลมหนาวพัดโชยผ่านลานศิลาอันเงียบสงัด
"หากเื่ราวเป็ไปตามที่เ้ากล่าวจริง" นางเอ่ยถ้อยคำออกมาอย่างเชื่องช้า "ก็คงไม่ใช่เื่แปลกอันใดแล้ว ที่พรรคโลหิตทมิฬจะยอมสูญเสียกำลังคนและยอดฝีมือไปมากมายถึงเพียงนี้ ขั้วอำนาจผู้ว่าจ้างที่อยู่เื้ัพวกมัน ย่อมต้องมีความกระหายและ้าของสิ่งนี้อย่างถึงที่สุดเป็แน่"
หลินอันพยักหน้าเห็นด้วย "และขุมกำลังฝั่งนั้น ก็มีความมั่นใจมากพอที่จะกล้าเปิดศึกจู่โจมสำนักวิถีเมฆาของเราโดยตรง"
ความเงียบงันหวนกลับเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครา ใบสนแห้งกรอบสองสามใบปลิวละลิ่วร่วงหล่นลงมากระทบผืนดิน ตรงบริเวณพื้นที่ที่หลินอันเพิ่งจะลงแรงปัดกวาดจนสะอาดหมดจด ชายหนุ่มเพียงก้มกายลงหยิบฉวยใบไม้เ่าั้ขึ้นมาเก็บไว้อย่างเงียบเชียบ โดยปราศจากถ้อยคำบ่นพร่ำรำคาญใจใดๆ มู่หรงเสวี่ยจ้องมองภาพการกระทำอันแสนสันโดษนั้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มละมุนออกมา
"ตัวเ้าไม่เคยรู้สึกนึกหงุดหงิดใจกับสิ่งรอบข้างบ้างเลยรึ"
หลินอันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำ "ต่อให้ข้าจะนึกหงุดหงิดขุ่นเคืองใจไป มันก็หาได้ช่วยดลบันดาลให้ใบสนแห้งเหล่านี้เลือนหายไปได้เองไม่ครับ"
หญิงสาวหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ อีกครา ทว่าในครานี้ ประกายรอยยิ้มและแววตาของนาง ดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นใจ ยิ่งกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด