ย๊ะ ย๊ะ ย๊ะ
หนึ่งสตรีตัวน้อยพริ้วกายตวัดเท้า แตะเหล่าผู้ฝึกฝนระดับต่ำร่างล่องลอยกลางอากาศคนแล้วคนเล่า สายตาของนางยามนี้เย็นชาเป็นที่สุด
อสูรชราผู้หนึ่งเห็นเช่นนี้ก็ตบมืออย่างพอใจ
"เปาเปาหลานรักของปู่เจ้าทำได้ดีมาก ตอนนี้เจ้าสำเร็จบาทาอสูรเปลียวแล้ว"
เปาเปาในวัย 4 ขวบพยักหน้ารับ หากแต่นางหาได้มีรอยยิ้มหรือทีท่ามีความสุขต่อคำชมไม่ นางโค้งกายคำนับ พร้อมพูดกล่าวก่อนจะรีบเดินจากไป
"ท่านปู่หลานยังมีเรียนหลอมโอสถช่วงบ่าย ยามสายก็ยังมีเรียนวิธีตั้งค่ายกล ช่วงหัวค่ำก็ยังต้องเรียนหลอมสร้างของวิเศษต่อีก ตกดึกยังต้องศึกษาพิธีกรรมศาสตร์สยบมาร เปาเปาขอตัวนะเจ้าค่ะท่านปู่"
ฉินเทียนที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างมันเห็นภาพเจ้าตัวน้อยนางนี้ทำแบบนี้มาวันแล้ววันเล่า
มันได้แต่ตกตะลึงในความสามารถด้านการเรียนรู้ของแม่หนูคนนี้นัก
หากพูดกันตามตรงนางสตรีผู้นี้คือเพชรเม็ดงามแห่งแดนบำเพ็ญอย่างแท้จริง
หากแต่นั้น... มันสำหรับสำนักฝึกฝนทั่วไป หาใช่ศิษย์ศาลเทพสวรรค์ที่ตัวฉินเทียนต้องการตอนนี้ไม่
ไม่ช้าเรื่องราวของแม่หนูนี้ก็ค่อยๆ ผ่านวันเวลาไป
และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ฉินเทียนก็ยิ่งเห็นศักยภาพและความเฉลียวฉลาดของนางหนูเปาเปาคนนี้มากขึ้นเท่านั้น นางนับเป็นอัจฉริยะในรอบหมื่นปีโดยแท้จริง วิชาความรู้ใดๆ นางก็บรรลุได้อย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อเพียงอายุ 6 ขวบก็ศึกษาศาสตร์กลศึกระดับต่ำต่างๆ จนรู้แจ้ง นอกจากนั้นยังชำนาญการหลอมสร้างโอสถของวิเศษ สร้างยันต์ทำลายภูตผี ปราบจิตวิญญาณมาร
นอกจากนั้นยังเก่งงานบริหาร เข้าใจศาสตร์แห่งการใช้คน
นางช่าง...
ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจนเกินไป
ไม่ช้าวันเวลาก็ค่อยๆ ก้าวผ่านอีกครั้ง
ภาพของนางกับองค์หญิงตัวน้อยเม่ยเม่ยราวกับถูกขีดเขียนมาเพื่อเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป
หากแต่... ไม่น่าเชื่อว่า แท้จริงแล้วเปาเปานั้น นางจะมองเห็นเม่ยเม่ยเป็นเสมือนหนึ่งคนรักของนาง
เปาเปานางเป็นสตรีฉิ่งฉับ
ฉินเทียนสั่นสะท้านเมื่อรู้ความจริง ในห้องนอนของเปาเปา ต่างมีสิ่งของเครื่องใช้ขององค์หญิงเก็บเรียงไว้อย่างดี ใบหน้าเวลานางแย้มยิ้ม หยิบเอาเสื้อและเครื่องหอมของเม่ยเม่ยมาดอมดมสร้างความขนลุกสู้ซ่าแก่ฉินเทียนเป็นที่สุด ฉินเทียนมิคิดเลยจะได้เห็นภาพสตรีตัวน้อยมีใจรักสตรีด้วยกันเช่นนี้
ในสมุดจดของเปาเปา มันเห็นบันทึกขีดเขียนถึงวิธีกำจัดเหล่าเด็กน้อยบุรุษเพศมากมายที่เข้ามาเป็นหนามขวางทางรักของนาง
ฉินเทียนยื่นอยู่ด้านหลังเปาเปา พร้อมอ่านบันทึกเหล่านี้อย่างสั่นกลัว
ใจสตรีช่างยากแท้หยั่งถึง
.
.
.
ปีอสูรทองที่ 11256 เดือน 4 วันที่ 3 จัดการบุตรชายนายพลอสูรที่ชอบองค์หญิงเม่ยเม่ยสำเร็จ วิธีการใส่ร้ายว่าเสเพลทำสตรีท้องโต
ปีอสูรทองที่ 11256 เดือน 12 วันที่ 10 จัดการบุตรชายท่านทูตที่ปรารถนาจะสู่ขอองค์หญิงเม่ยเม่ยสำเร็จ โดยการส่งข่าวไปที่แดนอสูรเดิมของมันว่าบิดามันเอาใจออกห่างถูกซื้อตัวโดยเผ่าของเรา
ปีอสูรทองที่ 11257 เดือน 6 วันที่ 30 เจ้าสำนักระดับเขาสูงผู้หนึ่งช่างร้ายลึกมันคิดวางแผ่นให้ลูกชายของมันตบแต่งกับองค์หญิงเม่ยเม่ย ข้าปล่อยข่าวว่าในสำนักมันมียอดวิชาระดับชาวสวรรค์ กระจายข่าวไปเจ็ดแดนอสูร คิกคิก ตอนนี้มันพ่อลูกเป็นตายไม่รู้
.
.
.
ปีอสูรทองที่ 11260 เดือน 5 วันที่ 5 ... เจ้าชายเผ่าขนงาม
เมื่อมาถึงช่วงเวลาใกล้กับปัจจุบันฉินเทียนเห็นเปาเปานางสตรีอสูรยิ้มเยาะ นางกำลังนั่งอ่านข้อมูลของเจ้าชายเผ่าขนงาม ผู้ที่ได้หลงเสน่ห์ความงดงามขององค์หญิงเม่ยเม่ยเช่นกัน รอบโต๊ะทำงานของนางมีกระจกอิทธิฤทธิ์มากมายอยู่โดยรอบ ข้อมูลต่างๆ ขององค์ชายผู้นี้ค่อยๆ แสดงออกมา
บรรยากาศเช่นนี้ราวกับฉินเทียนกำลังเห็นแฮกเกอร์ หรือนักเลงคอมพิวเตอร์ของยุคเก่าก่อนมิติเดิมของตัวมันกำลังขโมยข้อมูลของผู้อื่นอยู่
เปาเปาตั้งวงล้อมสลักอักษรวิญญาณอักษรแล้วอักษรเล่า
ปากนางก็บ่นพึมพำ
"หึการป้องกันข้อมูลจิตวิญญาณของเผ่าขนงามช่างอ่อนแอนัก ในที่สุดข้าก็เข้าถึงคลังจิตวิญญาณปัญญาของพวกมันจนได้"
เปาเปาพูดจบฉินเทียนก็เห็นฉากการสูบข้อมูลวิญญาณมาเก็บในดวงแก้วต่างๆ ภายในห้องของเปาเปา สิ่งนี้คงคล้ายๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ในโลกมิติเดิมของฉินเทียนมัน
ไม่ช้าเปาเปาก็คล้ายสบายใจขึ้น นางพบว่าบุรุษผู้นี้ยังไม่นับว่ามีฝึมือ การกำจัดมันผู้นี้นับว่าง่ายดาย
เปาเปาจับพู่กันขีดเขียน
[องค์ชายเผ่าขนงามคิดชิงบัลลังก์บิดา ส่องซุ่มกำลังคน อีกไม่ช้าจะก่อการ]
เมื่อนางเขียนถึงตรงนี้ ไม่ช้านางก็หยิบกระดาษขึ้นมาอีกหลายแผ่น ขีดเขียนแผนการใส่ร้ายองค์ชายผู้นี้ พร้อมสร้างสถานการณ์เหล่านี้ให้ดูสมจริงสมจังขึ้น โดยอิงจากข้อมูลการติดต่อคนสนิทของตัวองค์ชาย ไม่ช้านางก็ตะโกนเรียกคนของนางเข้ามา
พวกมันคือเหล่าผู้บำเพ็ญระดับตราสัญวิญญาณสีแดงทั้งนั้น นางโยนห่อผ้าที่มีคำสั่งให้พวกนั้น
"จัดการให้เสร็จก่อนข้ากลับจากงานพันสำนัก" เปาเปากล่าวน้ำเสียงเย็นชา ก่อนที่ในไม่ช้าจะแย้มยิ้ม นางเดินไปที่เก้าอี้ทำงานของนางก่อนจะคลี่รูปวาดขององค์หญิงเม่ยเม่ย และเอามือลูบภาพวาดราวกับเป็นของรัก
ฉินเทียนที่เห็นภาพทั้งหมดถึงกับสั่นสะท้าน สตรีนางนี้คือตัวปัญหาอย่างแท้จริงสำหรับตัวมัน
ไม่ช้าก็มาถึงช่วงงานพิธีพันสำนัก
ฉากการไล่ล่าปรากฏตรงหน้าของฉินเทียน
หากแต่ทุกสิ่งอย่างนี้กลับอยู่ในการคำนวณของเปาเปา
นางวางตัวคนแอบซ่อน
ข้อมูลเรื่องความชอบขององค์หญิงเม่ยเม่ยเป็นตัวนางส่งให้แก่เหล่าคนเผ่าขนงาม
วิธีวางค่ายกลดักองค์หญิงก็เป็นนางสอนพวกมันสร้างขึ้น
ทั้งหมดที่นางปรารถนาก็มีเพียง เพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่สองต่อสองกับองค์หญิงเม่ยเม่ย
พอตัวนางกับองค์หญิงเม่ยเม่ยเข้าไปติดในค่ายกล
นางก็ส่งสัญญาณบอกคนของนางสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนองค์หญิงเผ่าขนงาม ทำให้นางต้องรีบร้อนจากไป พร้อมชิงป้ายประจำตัวได้อีกจำนวนมาก ตอนนี้แค่เฉพาะนางอยู่เฉยๆ เหล่าบริวารของนางที่ฝึกฝนมาทั้ง 10 คน ก็ต่างเป็นระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองอ่อน 5 จุดแต้มกันทั้งนั้น
หากแต่ความร้ายกาจของบริวารของนางหาใช้ระดับฝึกฝน หากแต่เป็นความชำนาญในการตั้งค่ายกลและการดำเนินกลยุทธ์ตามที่นางสั่ง เรียกว่าพูดซ้าย เหล่านางบริวารมิมีหันขวาแน่นอน นางฝึกนางสตรีเหล่านี้จนเป็นกระต่ายเชื่องๆ กันจนหมด
ฉินเทียนเห็นเช่นนี้ก็หมดคำพูดกับสตรีนางนี้
นางช่างเป็นนางสตรีอันตรายตัวน้อยจริงๆ
หากมันมิมีเนตรมองอดีต อาจจะหลงคิดไปว่านางนั้นเป็นตัวละครประกอบที่แสนจืดชืดไม่มีรสชาติอันใด เรียกว่ามาประกอบฉากให้องค์หญิงเม่ยเม่ยชั่วครั้งชั่วคราวต่อจากนั้นก็ไม่มีบทอีก
หากแต่ตอนนี้ฉินเทียนพลันขนลุก
มันนึกถึงบทตัวร้ายในหนังสายลับที่อยู่ๆ ตัวบอสลับวายร้ายก็โผล่ออกมาแล้วยิ้มเยาะ แล้วพูดกล่าวว่า หึหึ ทุกสิ่งที่เจ้าพบเจอมันคือแผนการของข้าเอง
เมื่อมันนึกถึงภาพเหล่านี้ มันก็ไม่กล้าประมาทแม่สาวตัวน้อยผู้นี้เลย
.
.
.
ไม่ช้าภาพก็ตัดกลับมาสู่ปัจจุบัน
ฉินเทียนอื้ออึงสับสนในใจ ในตอนนี้มันมิรู้ว่าจะลงมือรับศิษย์คนแรกของแดนอสูรดีหรือไม่
เพราะตัวปัญหานามเปาเปาแลดูจะเป็นพวกจัดการยากและมีปัญหาเยอะเหลือเกิน นางคือบอสลับชัดๆ
หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป
ฉินเทียนคล้ายแย้มยิ้มเมื่อมันพบว่าตัวมันก็เกาะกุมจุดอ่อนของนางอยู่เช่นกัน "เม่ยเม่ย" มันรู้ว่าเปาเปาชมชอบเม่ยเม่ยในห้วงอารมณ์เสน่หา นางเป็นสตรีฉิ่งฉับ
เมื่อเป็นแบบนี้ มิใช่ว่าตัวมันมีเปรียบนางอยู่หลอกรึ
การได้รับคนฉลาดอย่างนางมามิใช่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือมันทางอ้อมหลอกรึ ให้นางเป็นผู้วางแผนรับศิษย์แทนมัน โดยที่ตัวมันมิต้องทำอะไร
และด้วยมันสมองของเปาเปาเช่นนี้การดูแลศาลเทพสวรรค์สาขาแดนอสูร สร้างเหล่าบริวารสิบล้านหมื่นล้านแก่ตัวมัน ด้วยมันสมองเช่นนางแลดูจะเป็นไปได้ยิ่งนัก
แต่ต่อให้ในอนาคตตัวนางจะมีปัญหา หรือเกิดความผิดพลาดที่แดนอสูรขึ้น หากแต่เมื่อภารกิจจบแล้ว อย่างไรเสียศาลเทพสวรรค์คงไม่ส่งมันกลับมาทำภารกิจใหม่เป็นแน่
เมื่อเป็นเช่นนี้
การได้เปาเปามาก็มิใช่แย่อะไร
ฉินเทียนแย้มยิ้ม มันมองเห็นทางลัดในการรับศิษย์ตั้งสำนักศาลเทพสวรรค์แล้ว เปลี่ยนบอสลับมาเป็นบริวารนางศรัทธานี่มันโอกาสชัดๆ
ฉินเทียนนิ่งเงียบ ยามนี้มันกำลังพยายามใช้สมองหาวิธีหลอกล่อนางสตรีเพื่อรับศิษย์เพิ่มอีกคน
.
.
.
หลังจากครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดก็ค่ำมืด ในที่สุดแผนการในหัวก็ได้ข้อยุติ
ฉินเทียนคิดถักทอเรื่องราวจากตำนานของแม่สตรีตัวน้อยเม่ยเม่ย มันคิดจะปลอมตัวเป็นราชันย์อสูรในตำนานผู้นั้น พร้อมไปกล่าวทวงสัญญาณหลายหมื่นปี มันไม่กลัวว่าเรื่องนี้จะมีผู้ใดจับได้ไม่ นั่นเพราะสิ่งเหล่านี้มีแต่ลูกหลานราชวงศ์เท่านั้นที่รับรู้
มีเพียงองค์หญิงน้อยเม่ยเม่ยและบิดาของนางที่ล่วงรู้
ไม่ช้าร่างของฉินเทียนก็แปรเปลี่ยนมันสูงขึ้นราว 4 5 ชุ่น หรือราวสองถึงสามคืบมือ เป็นบุรุษรูปร่างสูงราว 190 ถึง 195 เซนติเมตร
เส้นผมสีขบดำแปรเปลี่ยนเป็นสีทองตระการเส้นเล็กบางเบาสลวยดุจทำมาจากทองคำแท้จริง
ผิวกายกลายเป็นสีขาวนวลพิเศษ ตรงแผ่นหลัง คอ มือ แขนขาบางส่วนคล้ายปรากฏเกล็ดมังกรสีทองเงางามขึ้น นัยน์ตาจากสีน้ำตาลดำ ก็แปรเปลี่ยนเป็นคล้ายอัญมณีไพลินเป็นนัยน์ตาสีน้ำเงินเจิดจรัสสวยงามวิจิตรยิ่ง โครงหน้ารูปลักษณ์ของมันคล้ายแปรเปลี่ยนไปหลายส่วน ดูหล่อเหล่าเหนือมนุษย์มะนามากนัก
ไม่น่าเชื่อสายเลือดแห่งมังกรสวรรค์จะมีผลเช่นนี้ ยามนี้ตัวมันฉินเทียนมิใช่บุรุษใบหน้าจืดชืดสามัญ หากแต่แลดูคมเข้มหล่อเหลายิ่งนัก นอกจากนั้นร่างกายยังแผ่อำนาจสูงส่งแห่งเผ่ามังกรสวรรค์ออกมาอีกด้วย
เขามังกรค่อยๆ งอกออกมาจากศีรษะของมัน ไม่ช้าร่างแปลงก็เสร็จสิ้น
น่าเสียดายฉินเทียนมิได้มีกระจกติดตัว
แถมบริเวณนี้ก็มีแต่โขดหิน ดังนั้นตอนนี้ตัวมันจึงมิรู้ว่าใบหน้าของมันนั้นได้แปรเปลี่ยนไปมากนัก
มันยังคิดแค่ว่าสายเลือดมังกรสวรรค์นี้มีผลแค่เพิ่มความสูง เปลี่ยนสีเส้นผม เพิ่มเกร็ดสีทองและมีเขางอกออกมาเท่านั้น โดยที่มันมิรู้ตัวว่ายามนี้ตัวมันได้กลายเป็นบุรุษรูปงามแล้ว
.
.
.
ในราตรีค่ำคืนฉินเทียนย่างก้าวแผ่วเบา เดินไปตรงหน้าค่ายกลที่กักตัวองค์หญิงเม่ยเม่ยและเปาเปา
มันเดินทะลุค่ายกลอย่างง่ายดายด้วยการใช้แต้มบุญยกระดับความรู้ศาสตร์สัประยุทธ์กลศึก ความรู้ค่ายกลก็คล้ายเหนือล้ำมากขึ้น มองเห็นจุดอ่อนของค่ายกลนี้ได้โดยง่าย ทำให้เดินตัวเปล่ามาภายในคล้ายว่ามิมีค่ายกลตั้งอยู่
มันย่างก้าวมาถึงตรงหน้าสตรีทั้งสองที่หลับนอนอยู่ ก่อนจะหันหลังให้พวกนางทั้งสองพร้อมจัดท่าทางยื่นให้แลดูสูงส่ง มองเหลียมมุมของแสงจากท้องนภาว่าสาดส่องมาที่ใบหน้าของมันทำมุมได้ 45 องศาอย่างเหมาะสมหรือไม่ ก่อนที่จะจัดท่าทางเอามือไพล่หลัง พร้อมร่ายอิทธิฤทธิ์ของหัตถ์นางสวรรค์ให้เกิดแสงวิบวับเป็นประกายหน่อยๆ ก่อนจะเริ่มพูดกล่าว
"จงตื่นขึ้นเถอะองค์หญิงแห่งจันทรา..."
ทันทีที่เสียงของฉินเทียนดังขึ้นเปาเปาและเม่ยเม่ยก็ตื่นขึ้นทันที
โดยที่เปาเปานั้นมีสติขึ้นมาอย่างรวดเร็วนางเอามือขวางไว้ด้านหน้าขององค์หญิงเม่ยเม่ยทันที เพราะนางเกรงว่าบุรุษตรงหน้าจะมาด้วยเหตุผลต่ำทราม
ในตอนที่นางหลับนอนนางก็ได้วางค่ายกลกักกั้นไว้อีกชั้นแล้ว หากแต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้แอบเข้ามาได้อีก เปาเปาตอนนี้นางจึงแลดูจะเป็นกังวลมากที่สุด มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อกำสมบัติลับของตระกูลระวังเหตุไม่คาดฝันอีกชั้น
องค์หญิงเม่ยเม่ยที่ตื่นขึ้นนางคล้ายเหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ
นางพยายามปรับสายตาและมองจ้องไปยังบุรุษตรงหน้า
และเมื่อภาพบุรุษผู้นี้ค่อยๆ ชัดขึ้น
ชัดขึ้น
หัวใจของนางก็คล้ายเต้นตึกตัก ตึกตักเสียงดัง บุรุษตรงหน้านางช่างหล่อล้ำภายใต้แสงจันทรา แสงวิบวับจางๆ ทำให้นางรู้สึกว่าบุรุษตรงหน้านางราวกับเทพยดาหรือเจ้าชายในฝันก็ไม่ปาน
และทันทีที่ฉินเทียนหันหน้ามาทางนางครึ่งซีก
วันเวลาขององค์หญิงเม่ยเม่ยคล้ายหยุดนิ่ง
อยู่ๆ เลือดกำเดาของนางก็ไหลออกมา
บุรุษตรงหน้าทำให้นางหลงใหลอย่างมิเคยเป็น
ไม่ช้าฉินเทียนก็พูดกล่าวหลังจากเห็นสองนางสตรีได้สติ
"ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะนำพาพวกเราชาวอสูรกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ และสร้างโลกที่สุขสงบ องค์หญิงจันทราเจ้ายังจำคำสัญญาของตระกูลที่มอบไว้กับบรรพชนของข้าได้หรือไม่"
องค์หญิงอสูรเม่ยเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็คล้ายสั่นเทา คำทำนายของบรรพบุรุษกำลังจะเป็นจริงหรือเนี่ย ตอนนี้ได้เวลาที่นางจะเริ่มนำพาตระกูลสู่ความยิ่งใหญ่แล้วงั้นรึ หากแต่ด้วยความสงสัยบางอย่าง นางจึงจำต้องสอบถามตัวตนตรงหน้าเสียก่อน "ท่าน.. ท่านคือ..."
ฉินเทียนร้อง "!!!หึ" เสียงดังก่อนพูดกล่าว
"เผ่าจันทราลืมไปแล้วรึว่าให้สัญญาอะไรกับพวกเราไว้ เพียงแค่ห้าแสนปี ตระกูลจันทราก็ลืมสิ้นแล้วรึ"
เมื่อได้ยินดังนี้เม่ยเม่ยคล้ายจดจำเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของตระกูลได้ นางจึงรีบร้องถามเพื่อให้สิ้นความสงสัยในทันที "ท่านคือราชันย์อสูรในตำนานผู้นั้นหรือเจ้าค่ะ"
ฮะฮาฮา ฉินเทียนหัวเราะเสียงดังอยู่ครู่หนึ่ง หากแต่มันก็มิได้พูดกล่าวอะไรออกมา
มันทำท่านิ่งคิดครู่หนึ่ง
ใบหน้าเชิดแหงนมองฟ้า นัยน์ตาคล้ายแบกโลกหล้าไว้เพียงลำพัง ไม่ช้าเสียงพูดกล่าวที่ดัดสุ้มเสียงให้ดูหล่อนุ่มสุขุมก็ดังขึ้น
"จักรวาลใกล้ถึงคราววิบัติแล้ว ทั่วแดนดินจะนองเลือดดุจสายน้ำ ทุกเผ่าพันธุ์อสูรจะสูญสิ้น เหล่ามารที่ชั่วช้าได้เริ่มก่อการแล้ว ข้าคือผู้สืบสายโลหิตแห่งมังกรสวรรค์มิอาจจะทำนิ่งเฉยเพียงมองเหล่าอสูรนับหมื่นพันดับสลายได้ ข้าจึงกลับมา กลับจากห้วงโกลาหล เพื่อนำเหล่าผู้มีวาสนาทำศึกมหากาฬครั้งสุดท้ายแตกดับกับหมู่มาร องค์หญิงแห่งจันทราเจ้าใช่ผู้แบกรับสัตย์สาบานนั้นหรือไม่"
ฉินเทียนพูดพลางเน้นประโยคหลัง พร้อมหันหลังกลับมองจ้องไปที่นัยน์ตาของนาง องค์หญิงเม่ยเม่ย
เม่ยเม่ยเจ้าหญิงอสูรแห่งเผ่ากระต่ายจันทราคล้ายพบรักแรกพบ นัยน์ตานางคล้ายมีรูปหัวใจปรากฏ ลืมสิ้นแล้วว่าบุรุษตรงหน้าพูดกล่าวอะไรอยู่ รู้เพียงหล่อเหลารูปงามเกินทน
ปากนางยิ้มกว้างอย่างเสียกิริยา มุมปากน้ำลายไหลเยิ้มหยดย้อย
ฉินเทียนเห็นเช่นนี้ก็ประทับใจยิ่ง
คิดว่านางสตรีผู้นี้ช่างเหมาะสมกับเป็นลูกศิษย์ของศาลเทพสวรรค์นัก
นางมิเพียงโง่งมอย่างสามัญ
หากแต่ดูคล้ายสตรีติงต๊องปัญญาอ่อนอีกด้วย แบบนี้มิใช่จะปิดงานได้โดยง่ายขึ้นหรอกรึ ฉินเทียนยิ้มในใจอย่างมีความสุข
เนี่ยแหละลูกศิษย์ในฝันของตัวมัน
.
.
.
หากแต่เปาเปานางสตรีผู้งดงามที่อยู่เคียงข้างองค์หญิง ในตอนนี้นางคล้ายมีความนึกคิดในใจมากมายนัก
นางรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ช่างเป็นตัวปัญหาโดยแท้จริง
และเนื่องด้วยนางมิรู้ว่ามันผู้นี้เป็นใคร นางจึงต้องแจ้งเรื่องนี้ให้บิดาหรือท่านปู่ของนางให้ล่วงรู้ให้จงได้ หากมันเป็นคนร้ายบิดาและท่านปู่ของนางจะจัดการมันผู้นี้ได้ทันการ
และในขณะที่นางกำลังจะใช้สมบัติวิเศษในแขนเสื้อที่หลบซ่อน
ฉินเทียนก็พูดกล่าว ราวกับว่ามันล่วงรู้ความคิดของนางว่าจะคิดทำสิ่งใด
"เรื่องการปรากฏตัวของเราในวันนี้มิใช่สิ่งที่จะให้ผู้ใดล่วงรู้ สตรีตัวน้อยเจ้าควรรู้ว่าอะไรควรอะไรมิควร" ฉินเทียนมิได้พูดเปล่า มันสบสายตาไปที่เปาเปา
ร่างของเปาเปาคล้ายสั่นเทาอย่างประหลาด
มือไม้ของนางมิอาจจะขยับ
นางมิเคยพบเจอจิตตานุภาพที่สูงส่งเช่นนี้มาก่อน
นางมองบุรุษตรงหน้านางอย่างสั่นกลัว
อากาศรอบตัวนางคล้ายบางเบา
.
.
.
หายใจไม่ออก... หายใจไม่ออก...
เปาเปาร่างไร้เรี่ยวแรง ก่อนร่างจะทรุดลงนอน พร้อมพยายามหายใจให้ได้มากที่สุด
ใบหน้าของนางยามนี้คล้ายคนจมน้ำที่กำลังหาทางรอด