ตอนที่1 งานเลี้ยง
ณห้องแต่งตัวภายในบ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่งกลางใจเมือง กาวิน คุณหมอหนุ่มวัย 32 ปี ยืนแต่งตัวด้วยชุดสูทหรูดูเรียบร้อยกำลังจะออกไปงานมงคลสมรสเป็เพื่อนคุณแม่
“ตาวิน...เสร็จหรือยังลูก” คุณสิริโฉมคุณแม่ของกาวินเอ่ยถามลูกชายอยู่หน้าประตูห้อง วันนี้ทั้งสองแม่ลูกได้รับบัตรเชิญให้ไปเป็เกียรติในงานมงคลสมรสของผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ท่านหนึ่ง
“เสร็จแล้วครับแต่ผมไม่อยากไปเลย” กาวินเดินออกมาจากห้องของตัวเองด้วยชุดสูทราคาแพงใบหน้าหล่อเหลาของกาวินมีสีหน้าออกจะเซ็งๆนิดหน่อย เพราะเขาไม่ค่อยชอบออกงานสังคมสักเท่าไหร่
“ลูกต้องหัดไปเจอผู้คนซะบ้างนะอยู่แต่โรงพยาบาลแบบนี้แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมีเมียสักที” คุณสิริโฉม้าให้ลูกชายหาเมียเพราะท่านอยากได้หลานไว้เลี้ยงแก้เหงา
คุณสิริโฉมมีลูกสองคน อีกคนเป็ผู้หญิงกำลังเรียนอยู่ต่างประเทศซึ่งเป็ประเทศเดียวกับที่ผู้เป็สามีทำงานอยู่ ส่วนตัวของคุณสิริโฉมเองก็บินไปๆมาๆระหว่างต่างประเทศกับเมืองไทยเป็ว่าเล่น
“โธ่คุณแม่ครับก็ผมยังไม่อยากมีนี่นา” กาวินทำงานเป็คุณหมอทั่วไปประจำอยู่ที่ห้องฉุกเฉินงานของเขาค่อนข้างยุ่งไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้าน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากมีแต่เขาแค่กลัวว่าจะไม่มีเวลาดูแลเธอคนนั้นมากกว่า ดูอย่างคุณพ่อของเขาสิ ทำงานจนไม่มีเวลาให้คุณแม่แต่ดีที่คุณแม่เข้าใจคุณพ่อดีเสมอมาถึงไม่มีปัญหา แต่ถึงยังไงกาวินก็ไม่อยากให้เธอคนนั้นต้องมาอยู่แบบเหงาๆรอเวลาว่าเมื่อไหร่สามีจะกลับบ้านซึ่งบางวันมีเคสคนไข้เยอะ เขาก็นอนที่โรงพยาบาลเลยไม่ได้กลับบ้านซะด้วยซ้ำ ส่วน่ที่คุณแม่เดินทางไปต่างประเทศกาวินก็มักจะพักที่คอนโดเพราะว่าที่นั่นมันอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่มากกว่าที่บ้าน
“ไปๆยังไงงานวันนี้แกก็ต้องหาลูกสะใภ้ให้แม่สักคนให้ได้อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว” เื่นี้ต้องโทษคุณพ่อที่ทำให้คุณแม่เหงาจนต้องมาบีบบังคับให้ผมหาเมียเพื่อที่ท่านจะได้มีหลานไว้เลี้ยงแก้เหงาคุณพ่อของผมทำงานอยู่ที่สถานทูตและต้องประจำอยู่ที่ต่างประเทศ ท่านมักจะกลับบ้านทุกครั้งที่มีวันหยุดแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะคุณแม่ของผมเดินทางเก่งมาก ไปๆมาๆอย่างกับเป็เ้าของสนามบินซะเอง
“เฮ้อ...คุณแม่นะคุณแม่” กาวินบ่นพึมพำพร้อมกับส่ายศีรษะไปมาเบาๆมองคุณแม่ของเขาเดินนำออกไปที่รถ จากนั้นทั้งสองก็พากันมาถึงที่งาน เมื่อคุณสิริโฉมมาถึงท่านก็รีบพาลูกชายสุดหล่อแถมยังมีดีกรีเป็ถึงคุณหมอเดินแนะนำเพื่อนๆและเ้าภาพในงานนี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามแบบฉบับคนใจดี
ทางด้านใบบัว
ใบบัวเป็เด็กกำพร้าเธอโตมากับสถานเลี้ยงเด็ก พออายุที่สามารถจะทำงานได้แล้วเธอจึงออกจากที่นั่นมาหางานทำ เธอได้งานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเ้าของร้านก็เป็ผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเก่งและใจดีมากๆ เธอชื่อศิริวรรณหรือคนทั่วไปเรียกเธอว่าเจ้ศิ เจ้ศิเป็ผู้หญิงเก่งยังไม่มีครอบครัวอายุ 33 ปี
ด้วยความน่ารักและสดใสของใบบัวเจ้ศิจึงชวนใบบัวมาอยู่ด้วยกันที่ร้าน ซึ่งที่พักจะอยู่ชั้นสองของร้านส่วนร้านอาหารจะอยู่ชั้นล่าง ใบบัวตกลงมาอยู่กับเจ้ศินานหลายปีแล้ว
ระหว่างที่ใบบัวมาทำงานอยู่ที่ร้านอาหารของเจ้ศิเจ้ศิได้สอนวิธีทำอาหาร วิธีดูแลลูกค้า ด้านงานบริการสอนกิริยามารยาทเวลาเข้าสังคม เจ้ศิชุบชีวิตเด็กกำพร้าคนหนึ่งจากที่ไม่มีใครเลยตอนนี้ใบบัวมีเจ้ศิเป็เ้านายและพี่สาวในคนๆเดียวกันเจ้ศิรักใบบัวเหมือนน้องสาวไปไหนเจ้ศิก็มักจะพาใบบัวไปด้วยเสมอ
เจ้ศิมีบ้านแต่ไม่ค่อยได้กลับบ้านชอบอยู่ที่ร้านมากกว่า เธอเป็ผู้หญิงสังคม ออกงานเก่ง เที่ยวก็เก่งและทุกๆครั้งที่เธอไป เธอก็มักจะชวนใบบัวไปด้วย แล้วตอนนี้ทั้งสองสาววัยต่างกันก็แต่งตัวสวยเดินอยู่ภายในงานแล้ว
เจ้ศิมีหน้าที่ออกงานสังคมแทนผู้เป็แม่ที่อยู่ต่างประเทศหน้าที่ออกงานจึงเป็หน้าที่ของเจ้ศิมานานแล้วส่วนเธอเองก็ชอบออกงานแบบนี้เป็ที่สุดเพราะดูสนุกแถมได้พาน้องสาวอย่างใบบัวออกมาเปิดหูเปิดตาอีกด้วย
ใบบัวหันซ้ายมองขวาเห็นผู้คนรอบข้างมองมาที่เธอกับเจ้ศิเป็ตาเดียว บ้างก็ยิ้มให้ บ้างก็มองเฉยๆเธอจึงหันไปถามเจ้ศิว่า...
“เจ้ศิคะ...ทำไมคนมองเราสองคนเยอะจังคะ” ใบบัวก้มมองตัวเองแล้วสำรวจชุดกับใบหน้าให้เจ้ศิด้วยสายตาแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
“เถอะน่า...เชิดๆเข้าไว้เชื่อเจ้” เจ้ศิเป็ผู้หญิงมั่นมาก มากจนทำให้ผู้ชายทำได้แค่มองแต่ไม่กล้าเข้าหาจนตอนนี้อายุก็เยอะแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาสักที ซึ่งเธอก็ไม่ง้อแถมยังใช้ชีวิตมีความสุขดีมาตลอดอีกด้วย
“เจ้คะหน้าบัวมีอะไรติดหรือเปล่า” เธอสำรวจเจ้ศิแล้วปกติดีหรือว่าจะเป็ตัวเธอเองที่ผิดปกติ ใบบัวจึงขอให้เจ้ศิดูให้เธอหน่อย
“มี! ความสวย เหมือนเจ้เลย” เจ้ศิเป็ผู้หญิงอารมณ์ดีเธอพูดไปยิ้มไป แถมยังไม่ได้รู้สึกเกร็งแต่อย่างใด
“โธ่เจ้พูดเล่นตลอดเลยนะคะ” ถึงอายุของเจ้ศิเข้าเลขสามแล้วแต่เจ้ศิดูยังไงก็ยังไม่แก่แถมยังสวยวันสวยคืนอีกด้วย
“ทำไมเจ้ไม่สวยเหรอ” เจ้ศิเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจในความสวยของตัวเอง
“สวยค่ะเจ้ของบัวสวยไปทั้งตัวเลย” ใบบัวมักจะปากหวานแบบนี้เสมอถึงเจ้ศิจะรู้ว่าใบบัวพูดเอาใจเธอแต่นั่นก็ทำให้เจ้ศิพอใจมาก
“บัวของเจ้ก็สวยป่ะเชิดๆเข้าไว้ เจ้จะพาเราไปหาอะไรอร่อยๆทาน”
“ไปค่ะบัวหิวพอดีเลย” ทั้งสองสาวพากันเดินไปตักอาหารชิมกันตามประสาเน้นว่าชิม เพราะตักเข้าปากแค่นิดๆหน่อยๆเท่านั้น เจ้ศิเป็ผู้หญิงห่วงสวยแต่ใบบัวเป็ผู้หญิงชอบกินใบบัวจึงโดนเจ้ศิควบคุมเื่การกินอยู่บ่อยๆ
“อย่างละคำพอเดี๋ยวอ้วน” เจ้ศิรีบห้ามเมื่อเห็นใบบัวกำลังจะตักอาหารมามากเกินไป
“เจ้ขา...ขออย่างละสามคำได้ไหมคะ อันนี้น่าอร่อย”
“ไม่ได้เป็ผู้หญิงต้องสวยห้ามอ้วนเด็ดขาด” ใบบัวจึงวางอาหารชิ้นนั้นลงด้วยใบหน้าเสียดายนิดหน่อยแต่ก็ยอมทำตามที่เจ้ศิบอก
“เป็ผู้หญิงอย่าหยุดสวยกินแค่ชิมๆก็พอ” ยิ่งเจ้ศิพูดใบบัวก็ยิ่งรู้สึกเซ็งมางานใหญ่โตทั้งทีแต่กลับห้ามกินของอร่อย เอาเข้าปากได้แค่ชิมพอให้รู้รส แต่ผู้หญิงชอบกินอย่างใบบัว เวลาเจ้เผลอเธอก็มีแอบกินเยอะบ้างเป็บางครั้งเพราะถึงเจ้ไม่เห็นแต่ถ้าน้ำหนักเธอขึ้น นอกจากจะอดกินของอร่อยยาวๆแล้ว ยังจะถูกเจ้ศิลากเธอไปออกกำลังกายอีกด้วยซึ่งเป็อะไรที่ใบบัวไม่ชอบเอาเสียเลยเธอจึงเลือกทานอาหารแต่พอดีเพื่อให้หุ่นยังคงที่เหมือนเดิม
“บัวยังอายุน้อยอยู่ระบบเผาพลาญน่าจะยังดีอยู่ขออีกคำได้ไหมคะ” สายตาอ้อนวอนของใบบัวก็ไม่ได้ทำให้เจ้ศิสงสารแต่อย่างใด
“มีแต่ของหวานๆทั้งนั้นนี่ถ้าแกกินผู้ชายแทนได้เจ้จะไม่ห้ามเลย”
“โธ่เจ้เื่เดียวกันไหมนี่ ไม่กินก็ไม่กิน เจ้อย่าเผลอก็แล้วกัน” เจ้ศิไม่ได้สนใจที่ใบบัวบ่น เพราะเธอฟังจนชินแล้ว แต่เลือกที่จะสะกิดให้น้องสาวหันไปมองผู้ชายหล่อๆในงานแทนซึ่งใบบัวก็รู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรน่าดูเลยสักนิด สู้ขนมตรงหน้าก็ไม่ได้
ทางด้านหน้างาน
เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึง่เวลาสำคัญนั่นก็คือเ้าสาวกำลังโยนช่อดอกไม้ เจ้ศิรีบดึงมือใบบัวเดินไปด้วยกันที่หน้าเวที เพื่อจะไปเป็สาวโสดยืนรอรับช่อดอกไม้ที่เ้าสาวกำลังจะโยนลงมาจากเวทีนั่นเอง
“เจ้คะ…” ใบบัวทำหน้าไม่อยากเข้าไป แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามเจ้ศิเข้าไปอยู่ดี
“เถอะน่า...ตรงนี้พื้นที่คนโสดเผื่อเจ้จะได้มีผัวกับเขาสักที” ปีนี้เจ้ศิมีอายุได้ 33 ปีแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากมีใครแต่ชีวิตของเธอที่ผ่านมามันไม่มีใครเข้ามาเลยต่างหากสงสัยเนื้อคู่ของเธอจะยังไม่เกิด
และแล้วสาวโสดที่มีทั้งอายุน้อยอายุมากก็มารวมตัวกันอยู่ที่หน้าเวทีกันเป็แถวพวกเธอต่างมารอรับช่อดอกไม้ที่เ้าสาวกำลังจะโยนลงมาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
ทางด้านกาวิน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าเวทีกำลังมองสาวๆรอรับช่อดอกไม้อยู่ เกิดสะดุดตาเข้ากับหญิงสาว หน้าตาน่ารักสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนคนหนึ่งเธอทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้ไปยืนอยู่ตรงนั้นแต่สายตาของกาวินที่นั่งมองเธออยู่กลับรู้สึกถูกใจกับผู้หญิงที่สวมชุดสีชมพูอ่อนคนนี้มากเธอสดใสในแบบของเธอ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบามองดูแล้วน่ารักไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆที่จัดเต็มั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าเพราะแบบนั้นเขาเห็นบ่อยจนรู้สึกเบื่อ
ในขณะที่กาวินนั่งมองหญิงสาวคนนั้นอย่างเพลินๆอยู่ๆช่อดอกไม้ที่เ้าสาวโยนลงมาจากบนเวทีก็มาตกอยู่ที่หน้าตักของเขาอย่างจังกาวินใไม่คิดว่าช่อดอกไม้ที่เขาไม่อยากได้จะมาหล่นอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้พร้อมกับสายตาของผู้คนในงานที่มองมาที่เขาเป็ตาเดียว
กาวินรู้สึกว่าสายตาของผู้คนในงานได้จับจ้องมาที่เขานานเกินไปแล้วเขาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาหญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนคนนั้นที่เขานั่งมองเธออยู่เมื่อสักครู่นี้
“อ่ะผมให้...” กาวินเดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวตัวเล็กใบหน้าหวานคนนั้นโดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไร
“แต่คุณเป็คนรับได้นะคะ” เขาส่ายหน้าเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มบางๆเขาไม่ได้รับได้แต่มันตกลงมาที่หน้าตักของเขาเองต่างหากและที่สำคัญเขาไม่ได้อยากได้มันเลยสักนิด ดอกไม้ช่อนี่มันน่าจะเหมาะกับคนสวยๆอย่างเธอมากกว่า
“ผมไม่ได้อยากได้ให้คุณแล้วกัน” เขายื่นช่อดอกไม้ที่อยู่ในมือให้เธอตอนนี้บรรยากาศโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็เสียงเชียร์หรือแม้นแต่เสียงกดชัตเตอร์รัวๆของช่างกล้อง นักข่าว ที่มาทำข่าวในงานต่างเก็บภาพนี้กันอย่างเนืองแน่น
“ขอบคุณค่ะ” ใบบัวยื่นมือไปรับช่อดอกไม้ช่อนั้นเอามาถือไว้แบบงงๆเธอก็ไม่ได้อยากได้เหมือนกัน เจ้ศิต่างหากที่อยากได้ แล้วเมื่อดอกไม้ช่อนี้ตกมาอยู่ในมือของเธอแล้วกาวินจึงเดินกลับไปนั่งที่เดิม โดยมีสายตาของคุณแม่มองลูกชายด้วยรอยยิ้ม
“เจ้ศิ บัวให้” ใบบัวเห็นเจ้ศิอยากได้ ก็เลยคิดว่าให้เจ้ศิดีกว่าเพราะเธอก็ไม่ได้อยากได้ที่รับมาเพราะเป็มารยาทเท่านั้น
“ถึงเจ้จะรีบแต่หนุ่มหล่อคนนั้นเขาไม่ได้ให้เจ้ บัวเก็บไว้เถอะ”