หลิวกุ้ยหลานเห็นผมหน้าม้าของทิงเสวี่ยยุ่งเหยิง ก็เอื้อมมือไปหมายจะช่วยจัดให้เข้าทรง แต่ทิงเสวี่ยเบี่ยงตัวหลบวูบทันที มือของหลิวกุ้ยหลานจึงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศอย่างเก้อเขิน ก่อนจะค่อยๆ ชักกลับมา
“พี่คะ ชุดของพี่สวยจังเลยค่ะ” เฉินเหยาเหยามองชุดเดรสสีชมพูหวานแหววของทิงเสวี่ยด้วยความชื่นชมจากใจจริง เธอยื่นมือจะไปแตะ แต่กลับถูกทิงเสวี่ยปัดออกอย่างไม่ไยดี “เธอไปล้างมือมารึยัง?”
เฉินเหยาเหยาหน้าเสีย “...”
ลูกสาวคนโตยังคงทำตัวเป็นเม่นน้อยที่คอยแต่จะพองขนใส่ ทำให้หลิวกุ้ยหลานรู้สึกจนปัญญา “เสียวเสวี่ย นานๆ หนูกับเหยาเหยาจะได้เจอกันที แม่จะพาพวกลูกๆ ไปหาของอร่อยๆ ทานกันนะ”
เฉินเหยาเหยารีบผสมโรง “ใช่ค่ะพี่ ไปทานของอร่อยๆ กับแม่แล้วก็พี่ชายกันเถอะ ในตัวอำเภอมีร้านเปิดใหม่ร้านหนึ่ง ของข้างในอร่อยมากเลยค่ะ”
“ฉันไม่มีพี่ชาย” ทิงเสวี่ยสวนกลับเสียงเรียบ
เฉินฮ่าวที่ยืนเงียบมาตลอดเหลือบตามองบนใส่ทิงเสวี่ยทันที สื่อความหมายชัดเจนว่า 'ฉันก็ไม่มีน้องสาวอย่างเธอเหมือนกัน'
หลิวกุ้ยหลานที่เดิมทีตั้งใจจะพาลูกทั้งสามไปทานข้าวและเที่ยวเล่นด้วยกัน พอเจอปฏิกิริยาของลูกสาวคนโตเข้าไป ก็จำต้องล้มเลิกความคิดนั้น เธอหันไปพูดกับเฉินฮ่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ฮ่าวฮ่าว ลูกพาเหยาเหยาไปเดินเล่นรอก่อนนะ แม่จะพาเสียวเสวี่ยไปซื้อของสักหน่อย เดี๋ยวจะรีบตามไปหา”
ท่าทีที่หลิวกุ้ยหลานมีต่อเฉินฮ่าวลูกเลี้ยงคนนี้เต็มไปด้วยความระมัดระวังเสมอ ถึงขั้นยอมลดตัวลงเพื่อเอาใจอยู่บ้าง เพราะเธอไม่ได้มีลูกชายให้เฉินเฉียง จึงต้องทำดีกับลูกชายคนเดียวที่ติดมากับสามี แต่ถึงอย่างนั้นทั้งแม่สามีและเฉินเฉียงก็ยังคอยจับผิดกลัวว่าเธอจะลำเอียงอยู่ดี
เฉินฮ่าวพาเฉินเหยาเหยาเดินแยกไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“เสียวเสวี่ย แม่รู้ว่าลูกไม่อยากเล่นกับน้อง งั้นแม่จะอยู่เป็นเพื่อนลูกคนเดียวนะ แม่จะพาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ แล้วก็ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน” หลิวกุ้ยหลานคว้ามือเล็กๆ ของลูกสาวไว้
“แม่ไม่ต้องมายุ่งกับหนู หนูจะไปหาพ่อ!” ทิงเสวี่ยพยายามสะบัดออกสุดแรง แต่หลิวกุ้ยหลานกลับจับไว้แน่น
“เสียวเสวี่ย ทำไมลูกถึงได้ดื้อดึงขนาดนี้? แม่เป็นแม่ของลูกนะ แม่แท้ๆ ไม่ใช่เสือสางที่ไหนจะมาจับลูกกินเสียหน่อย”
คนเรามักจะมีนิสัยย้อนแย้ง เมื่อก่อนทิงเสวี่ยโหยหาความรักจากแม่มาก อยากอยู่ใกล้แม่ตลอดเวลา แต่หลิวกุ้ยหลานกลับมองข้ามลูกสาวคนโต จะมีหรือไม่มีก็ค่าเท่ากัน ทว่าตอนนี้ เมื่อลูกสาวไม่ต้องการเธอแล้ว แถมยังมองเธอเป็นศัตรู สัญชาตญาณความเป็นแม่กลับพลุ่งพล่านขึ้นมา อยากจะรักและชดเชยให้ลูกสาวที่ตัวเองทิ้งขว้างมานานหลายปี
บางครั้งเธอก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนบาป ทำผิดต่อลูกในไส้ ให้กำเนิดมาแต่ไม่ได้เลี้ยงดู กลับไปนั่งซักผ้าทำอาหารให้ลูกชายคนอื่น แล้วลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองล่ะ?
ตอนแรกทิงเสวี่ยตั้งท่าจะปฏิเสธไม่ยอมไปซื้อของกับหลิวกุ้ยหลาน แต่พอลองคิดดูอีกที เงินของอีกฝ่ายถ้าไม่ใช้ก็เสียของเปล่าๆ ซื้อของให้เธอ เธอก็แค่รับไว้ ให้หลิวกุ้ยหลานควักกระเป๋าจ่ายบ้างก็ดีเหมือนกัน
ตัวเธอเองตัดใจจากความรักความผูกพันที่ลูกพึงมีต่อแม่ไปนานแล้ว ถ้าหลิวกุ้ยหลานไม่โผล่หน้ามา เธอก็ไม่คิดถึง ไม่นึกถึง แต่พอมาเจอกัน จะให้ทำตัวสนิทสนมกลมเกลียว เธอก็ทำไม่ได้
เธอเคยหวังว่าหลังจากบริจาคเลือดให้เฉินเหยาเหยาและรับเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนมาแล้ว ถือว่าสิ้นสุดกันแค่นั้น ต่างคนต่างอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าหลิวกุ้ยหลานจะยังพยายามแทรกซึมเข้ามาในชีวิตเธอเรื่อยๆ
ทิงเสวี่ยดูออกว่าหลิวกุ้ยหลานอยากจะชดเชยความผิดจริงๆ อยากจะชดใช้ความรักที่ติดค้างไว้ เพียงแต่เธอคงไม่เข้าใจว่า ความผิดบางอย่างเมื่อทำลงไปแล้วก็แก้ไขไม่ได้ และความรักบางอย่าง เมื่อติดค้างไว้นานเกินไป... ก็ไม่มีวันชดเชยได้อีก
ทิงเสวี่ยถูกจูงมาจนถึงโซนขายเสื้อผ้า ที่นี่เป็นตลาดใหญ่ประจำอำเภอ มีร้านรวงมากมาย เสื้อผ้าบนราวแขวนเรียงรายละลานตา โดยเฉพาะชุดเด็กผู้หญิงที่ดูสวยน่ารักจนต้องเหลียวมอง
หลิวกุ้ยหลานหยิบเดรสสีเหลืองอ่อนตัวหนึ่งออกมาจากราว แล้วทาบกับตัวทิงเสวี่ย เจ้าของร้านรีบเชียร์แขกทันควัน “คุณน้องนี่ตาถึงจริงๆ นะคะ ชุดนี้เหมาะกับลูกสาวมากเลยค่ะ ลูกสาวสวยจริงๆ สวยเหมือนคุณแม่เลย”
แม้จะรู้ว่าเป็นคำเยินยอตามประสาแม่ค้า แต่หลิวกุ้ยหลานฟังแล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ “เสียวเสวี่ย ลูกชอบชุดนี้ไหม?” เธอถามอย่างกระตือรือร้น
ทิงเสวี่ยปรายตามองชุดนั้น เนื้อผ้าดีทีเดียว ราคาก็คงแพง ที่สำคัญคือทั้งสีและทรงเป็นแบบที่เธอชอบมาก ทิงเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบว่าชอบ
พอได้ยินว่าลูกสาวถูกใจ หลิวกุ้ยหลานก็รีบพาไปลองชุด ปรากฏว่าใส่ได้พอดีเป๊ะ ทั้งความกว้างความยาว ราวกับตัดมาเพื่อทิงเสวี่ยโดยเฉพาะ
“เสียวเสวี่ยของแม่หุ่นดีจริงๆ ใส่อะไรก็สวยไปหมด!” หลิวกุ้ยหลานชมจากใจจริง เธอรู้สึกว่าลูกสาวคนโตสวยวันสวยคืน ทั้งหน้าตาและผิวพรรณ ขนาดตากแดดตากลมอยู่ชนบททั้งวัน ผิวยังขาวผ่องขนาดนี้ ถ้าเป็นลูกสาวคนเล็ก ขืนไปตากแดดแบบนั้นไม่กี่วันคงดำเมี่ยมดูไม่ได้แน่
เมื่อทิงเสวี่ยชอบ หลิวกุ้ยหลานก็ย่อมต้องซื้อให้ เพียงแต่พอเห็นราคาแล้วก็อดปวดใจไม่ได้ ขนาดต่อรองราคาไปตั้งหลายรอบ สุดท้ายก็ยังต้องควักจ่ายไปเกือบสามสิบหยวน
ตอนที่หลิวกุ้ยหลานหยิบเงินออกมาจ่าย ทิงเสวี่ยสังเกตเห็นแววตาเสียดายเงินของอีกฝ่าย ยิ่งเห็นแม่เสียดายเงิน ทิงเสวี่ยก็ยิ่งรู้สึกสะใจลึกๆ
จากนั้นหลิวกุ้ยหลานก็พาไปซื้อขนมกินเล่นอีกนิดหน่อย ก่อนจะเดินไปส่งลูกสาวที่หน้าแผงขายของของหลินกั๋วผิง พอส่งถึงที่ เธอก็หันหลังเดินจากไปทันที
พ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นเห็นเหตุการณ์กันทั่ว ต่างพากันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่กั๋วผิง ผู้หญิงใส่กระโปรงดำเมื่อกี้นี้เมียเก่าพี่เหรอ?”
หลินกั๋วผิงตอบไปตามตรง “ใช่ แม่ของเสียวเสวี่ยน่ะ”
เจ้าของแผงคนหนึ่งรีบวิจารณ์ “ผู้หญิงคนนี้มองผ่านๆ ก็สวยดีนะ แต่ดูดีๆ ก็งั้นๆ แหละ ดูไม่คู่ควรกับพี่สักนิด ลูกสาวนายเหมือนพี่มากกว่าเยอะ”
อีกคนรีบเสริมทันที “ดูทรงแล้วไม่ใช่ผู้หญิงที่จะอยู่กินด้วยกันอย่างสงบสุขได้หรอก พี่กั๋วผิง พี่หย่ากับเธอน่ะถูกแล้ว เลี้ยงลูกให้ดีเถอะ ไม่ช้าก็เร็ว ผู้หญิงคนนั้นต้องเสียใจแน่ๆ”
ไม่ว่าคนรอบข้างจะพูดยังไง หลินกั๋วผิงก็ได้แต่รับฟังเงียบๆ เวลามีลูกค้ามาซื้อซาลาเปา เขาก็รีบขายของ พอว่างเว้นลูกค้า เขาก็นั่งฟังเพื่อนพ่อค้าแม่ค้าคุยสัพเพเหระไปเงียบๆ
พอใกล้เที่ยง ซาลาเปาก็ขายหมดเกลี้ยง หลินกั๋วผิงเก็บร้าน แล้วพาทิงเสวี่ยเดินเล่นในตลาดอีกรอบ ซื้อของใช้จำเป็นนิดหน่อย ตั้งใจว่าจะหาอะไรกินกันก่อนกลับ
ทิงเสวี่ยบอกพ่อว่าอยากไปซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือซินหัว หลินกั๋วผิงรับปากว่าทานข้าวเที่ยงเสร็จจะพาไป
ขณะที่สองพ่อลูกกำลังเดินออกจากตัวตลาด ก็บังเอิญไปเจอเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ กอดกล่องขายไอศกรีมอยู่ แดดตอนเที่ยงร้อนเปรี้ยง ใบหน้าของเด็กคนนั้นโชกไปด้วยเหงื่อ แต่เขากลับไม่ได้หยิบไอศกรีมขึ้นมากินดับร้อนเลยสักแท่ง
“ฉินหยวนเฟิง! ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ได้?” ทิงเสวี่ยร้องทักด้วยความตกใจ เมื่อจำได้ว่าพ่อค้าไอศกรีมตัวน้อยคนนั้นคือฉินหยวนเฟิง