...หวังอี้และเด็กหญิงใช้เวลา 5วันในการเดินออกจากป่า พวกเขาพบวัดเก่าๆแห่งหนึ่ง จึงเข้าไปขอที่นอนพัก และพวกเขาได้มาพักร่วมห้องกับชายแก่คนหนึ่ง หวังอี้ดูที่เขาไร้หนวดเคราจึงมองและคิดชายชราจึงหัวเราะเบาๆในลำคอและเฉลยว่า
“หึข้าเคยเป็ขันทีในวังน่ะ”
หวังอี้ดูชายชราในสภาพแย่มากไม่ต่างจากขอทานแถมยังป่วยหนักอยู่ด้วย
“ทำไมท่านถึงอยู่ในสภาพนี้วังไม่มอบสมบัติอะไรให้ท่านก่อนออกมาเลยหรือ?”
เด็กหญิงเป็ผู้ตอบแทนขันทีชรา
“เมื่อขันทีแก่ชราหรือล้มป่วยหนักวังหลวงที่พวกเขาถวายชีวิตรับใช้จะไล่ตะเพิดพวกเขาออกไปทันทีเพื่อไม่ให้เป็เสนียด ขวางหูขวางตา ขันทีเหล่านี้มักต้องมาพึ่งพิงตามวัดอยู่เช่นนี้แหละ”
ขันทีเฒ่ามองหน้าเด็กหญิงแล้วก้มหน้าถอนหายใจ
“ใช่! แถมพอข้าตายไปก็ไม่มีลูกหลานมาทำความสะอาดหลุมศพในเทศกาลเช็งเม้งอีกด้วย”
“สมัยก่อนทุกคนเรียกข้าว่าเฉินกงกงวันนี้ไม่มีใครจำชื่อข้าได้แล้ว อนาคตข้าจะกลายเป็เพียงิญญาเร่ร่อนที่น่าเวทนา”
หวังอี้ปากเสียอีกแล้ว
“สามัญชนคนธรรมดานอกกำแพงวังที่แม้จะยากจนข้นแค้น แต่ยังมีสิทธิ์ที่จะร้องไห้ มีครอบครัวคอยดูแลในวาระสุดท้ายและมีป้ายชื่อบนหลุมศพอาจมีศักดิ์ศรีและเป็มนุษย์มากกว่าการตายเป็ผีไร้ชื่อในวังหลวง”
ขันทีชราโดนปากเสียหวังอี้แทงใจดำเต็มๆแต่เขาก็ไม๋โกรธ และพุดเสริมไปอีกว่า
“เื้ัความยิ่งใหญ่ของพระราชวังที่ประดับด้วยทองคำและหยกล้วนถูกค้ำยันเอาไว้ด้วยเืเนื้อและศพของคนตัวเล็กๆที่ไร้ชื่อเช่นพวกข้าทั้งสิ้น”
“นี่คือชะตากรรมสุดท้ายของบ่าวตัวเล็กตัวน้อยที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเ้านายทั้งหลายในรั้วในวัง”
หวังอี้ถาม
“ท่านอยากกินอะไร?”
“หากมีก็ขอถังเมี่ยน(บะหมี่น้ำ)สักชาม ถ้าเป็ไปได้ ขอหมูตุ๋นสักสองสามชิ้นกับไข่ต้ม ไม่ได้กินมาหลายปีแล้ว”
หวังอี้ลุกไปถามนักพรตที่กวาดใบไม้พบว่าหมู่บ้านข้างๆนี้มีขาย เขารีบลงไปหมู่บ้านเพื่อซื้อถังเมี่ยนนั้นกลับมาให้ชายชรา
ขันทีเฒ่ากินถังเมี่ยนด้วยความหิวโหยสักพักเขาก็มีน้ำตาไปด้วย
“ทำไมถึงทำเพื่อข้า”
หวังอี้ไม่ตอบแต่เขามองหน้าผู้เฒ่า
“เ้ารู้ว่าข้าใกล้จะตายแล้วเ้ามีเชื้อสายสกุลหวังสินะ”
“อือ”
เด็กหญิงใบหน้าใหันหน้ามามองหวังอี้ทันทีและมีเหงื่อออกส่วนผู้เฒ่าซดแม้แต่น้ำจนหมดถ้วย เขา
“ฮู่ว! ดี! รสดี! ฮ่าๆ”
ชายชรากวักมือเรียกหวังอี้เข้าไปใกล้ๆ
“ข้าไม่มีสมบัติอะไรแต่ข้าพอมีปัญญา ข้ายกมรดกปัญญานี้ให้เ้าข้าเชื่อว่าสายเืจะช่วยให้เ้าใช้มันได้ในวันหนึ่งข้างหน้า”
แล้วชายชราก็เขียนอักษรหนึ่งบนฝ่ามือหวังอี้
“นี่อ่านว่าอะไร?”
“มันคือเทียนเหวิน(อักษร์/ลวดลาย์)ไม่มีใครรู้ความหมายมันหรอก”
“แต่นานมาแล้วเคยมีท่านเซียนสกุลหวังลงมาจากฟ้าเขียนอักษรนี้ช่วยให้แคว้นรอดภัยพิบัติ”
หวังอี้ใเหงื่อออก
“เซียน! สกุลหวังมีเซียนด้วยหรือ?”
“เป็ไปไม่ได้! ลูกหลานสกุลหวังถูกสาปให้ไม่มีรากิญญาเซียน””
ชายชราถอนหายใจ
“ข้าไม่รู้จริงเท็จแต่ข้าเคยเป็จ่งก่วนไท่เจี้ยน(ขันทีใหญ่ผู้ควบคุมดูแล)ประจำหออักษรหลวง มีหน้าที่ดูแลตำราโบราณของราชวงศ์เคยเห็นฮ่องเต้พระองค์ก่อนศึกษาตำราลับและคัดลอกอักษรนี้ด้วยตาตนเอง แม้ไม่เข้าใจความหมายแต่จำรูปลักษณ์ของอักษรได้ขึ้นใจ จึงถ่ายทอดให้เ้า ตอบแทนค่าบะหมี่น่ะเ้าหนู”
หวังอี้รีบเขียนอักษรนั้นอีกทีที่พื้นแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“มันใช้ยังไง?”
“ข้าไม่รู้”
หวังอี้มองตาผู้เฒ่าอย่างร้อนรนจนเด็กหญิงเข้ามาจับแขนเขาและพูดกับชายชราว่า
“พวกเราสัญญาว่าจะช่วยฝังศพให้ท่าน”
ชายชราหัวเราะแล้วโน้มตัวลงนอนหลับไป
3วันที่หวังอี้อยู่กับเขา มักฟังคำพร่ำบ่นเื่มารยาทในวัง, การอ่านสีหน้าฮ่องเต้,การเอาตัวรอด และการจำตราประทับ เขาพูดเพราะคิดถึงวันวานในอดีต
เช้าวันที่4 ทุกคนตื่นมาตอนเช้าก็เห็นเขานอนผิวซีดอ้าปากค้างคล้ายคนนอนหลับปกติเขาได้จากไปแล้ว
หวังอี้และเด็กหญิงทำตามสัญญาไปท้ายวัดขุดหลุมฝังร่างให้เขา และเผากระดาษให้ด้วย
“หากชาติหน้ามีจริงขอให้ท่านได้เกิดเป็ชาวบ้านธรรมดามีภรรยา มีบุตร”
แล้วทั้งคู่ก็ออกจากวัดมุ่งตรงไปแคว้นฉินต่อ
น่าแปลกว่ายิ่งเดินไปคนยิ่งน้อยพ่อค้ายิ่งหาย พ่อค้าพวกนี้จมูกไวพอๆกับพวกจิ้งจอกเฒ่าในวังแสดงว่าทางข้างหน้าต้องมีอะไรสักอย่างที่พวกเขาไม่อยากไปแน่
หวังอี้มองไปทางูเาครั้นจะให้ข้าอ้อมไปขึ้นเขาสูงอีกก็ไม่ไหวเพราะตอนนี้ข้ามีภาระต้องดูและเด็กหญิงคนนี้ด้วย ไหนจะโจรป่าอีกหากเจอโจรป่าอีกครั้งข้าปกป้องเธอไม่ได้แน่
หวังอี้จึงตัดสินใจเดินเส้นทางเดิมต่อไปไม่มีเกวียน ไม่มีเสียงเด็กเล่น ไม่มีแม้แต่เสียงไก่ขัน คนหายไปไหนกันหมด ทำไมเหลือบางตานัก
และแล้วก็เริ่มมีกลิ่นจางๆเหมือนสัตว์ตายเด็กหญิงปิดจมูกเป็พักๆ
"พี่อี้ทำไมเหม็นจัง!"
หวังอี้ยังไม่ตอบแต่เขาก็รู้สึกว่ามันมีกลิ่นเน่าจริงๆ ยิ่งเดินกลิ่นยิ่งแรง
เดินไปอีกสักพักก็มีลมพัดมาแต่ลมนั้นหอบเอากลิ่นเน่าของเืและเนื้อหนังติดมาด้วย
ทั้งสองคนทนไม่ไหวจนต้องใช้แขนเสื้อปิดจมูกเพราะกลิ่นแรงมาก
และแล้วเขาก็ได้คำตอบหลุมขนาดใหญ่กว้างราวสิบจั้ง(30 ม.)ขุดลึกพอประมาณ ในหลุมนั้นมีศพมากมายกองทับถมอยู่ส่งกลิ่นเน่า
“กากา กา”
อีกาบินวนเต็มท้องฟ้าแมลงวันตอมจนเหมือนเป็แผ่นดำที่ขยับได้และมีเสียงปีกพวกมันดัง บึ่งๆ อีกด้วย
เด็กหญิงเหลือบไปเห็นศพแม่ลูกคู่หนึ่งแม้เสียชีวิตแล้วเธอยังใช้ร่างกอดลูกไว้แน่น
เด็กหญิงถึงกับหันหลังวิ่งไปอาเจียนแต่เธอคงไม่รู้ว่าสิ่งที่หวังอี้เห็นนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ดวงิญญามากมายร้องอย่างโหยหวนดังลั่นไปทั่วบ้างร้องไห้ บ้างเ็ป ฯลฯ เขายืนทื่อเพราะเป็ลมทั้งยืนตรงนั้น
สักพักชายคนผู้หนึ่งใช้ผ้าขาวพันปิดจมูกและปากไว้แน่นมือหิ้วถังปูนขาวเดินโซซัดโซเซเข้ามา เขาตักปูนขาวโปรยลงบนกองศพเป็ระยะก่อนจะสะดุ้งเมื่อเห็นเด็กสองคนยืนอยู่ไม่ไกล
"เ้าหนู!มาที่นี่ได้อย่างไร?"
เขารีบโบกมือไล่สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"รีบไปเสีย!ที่นี่เกิดโรคระบาด!”
หวังอี้กวาดตามองหลุมศพมหึมาก่อนถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"เหตุใดจึงไม่เผาศพ?"
ชายผู้นั้นชะงักก่อนหัวเราะแห้ง ๆ
"เผาหรือ? จะเผาอย่างไรล่ะ?"
เขาหันไปมองกองศพที่เรียงซ้อนกันจนสุดสายตา
"ทุกวันมีคนตายหลายร้อยบางวันเป็พัน..."
"ฟืนไม่พอคนก็ไม่พอ แม้แต่คนขุดหลุมยังทยอยล้มตายกันหมด"
เขาก้มลงตักปูนขาวอีกกำหนึ่งแล้วโปรยลงบนศพ
"พวกเราทำได้เพียงฝังรวมกันแล้วโรยปูนขาวไว้ หวังเพียงว่าโรคร้ายจะไม่ลุกลามไปมากกว่านี้..."
"เมื่อวานข้ายังฝังภรรยา..."
"เช้านี้ต้องมาฝังลูกชาย..."
"ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีใครมาฝังข้าหรือไม่"
หวังอี้ชี้ไปทางบ้านไม้หลังหนึ่งใกล้ๆ
“บ้านหลังนั้นยังมีคนอยู่ไหม?”
"ตายหมดยกครัวแล้ว”
ตูม!
กระบี่ปราณฟาดจนบ้านะเิไม้ถล่มลงมาเด็กหญิงและลุงใมาก ไม่คิดว่าหวังอี้จะมีพลังขนาดนี้
หวังอี้ไปพูดเดินไปลากไม้จากซากบ้านนั้นมาทีละท่อนๆลุงเห็นก็เรียกชาวบ้านชายที่ยังไม่ตายมาช่วยอีก 3-4 คน
เมื่อไม้ลงหลุมหมดแล้วชาวบ้านก็เอาน้ำมันจากบ้านทุกหลังที่มีคนละเล็กน้อยมาเทแล้วจุดไฟเผา
แต่ศพมีมากเกินไปหลุมก็ใหญ่เกินไป มีศพที่ถูกเผาไปเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น
“ข้าขอโทษข้าทำได้เพียงเท่านี้”
ลุงไปตบแขนหวังอี้(เด็กชายตัวสูงตบบ่าไม่ถึง)
“เ้าหนูเ้าทำดีกว่าผู้ใหญ่ทั้งเมืองด้วยซ้ำ”
“ขอบใจ...ขอบใจมาก ฮือๆ”
โดยที่ไม่มีใครเห็นหวังอี้เห็นดวงิญญามากมายลอยขึ้นฟ้าไป รวมถึงิญญาแม่ลูกคู่นั้นด้วยเธอโค้งศีรษะให้หวังอี้ก่อนจะลอยขึ้นไป
คืนนั้นหวังอี้ไปนอนในร้านยาท่านหมอเอายาป้องกันโรคให้เด็กทั้งสองกิน หมู่บ้านนี้เหลือผู้รอดชีวิตแค่หยิบมือ
“เ้าก็มีมุมน่ารักอยู่นะ”
“ข้านึกว่าเ้าเป็ผีแก่ขี้ระแวงสิงร่างเด็กอยู่ซะอีก”
หวังอี้ทำหน้างอนนิดๆไม่พูด เด็กหญิงยิ้มเข้าไปควงแขนและซบไหล่
“ข้าไม่อยากกลับแคว้นฉินแล้วอยากอยู่กับเ้านานๆมากกว่า”
“ไม่ได้! ข้าจะไปเรียนวิชากระบี่เฟิงเตียนที่สำนักป้าเจี้ยน”
เด็กหญิงถาม
“เ้ารู้จักเพลงกระบี่เฟิงเตียนด้วยเหรอ?”
“มีคนบอกข้า”
“จะเรียนไปทำไมกระบี่ปราณที่เข้าใช้วันนี้ก็อลังการมากแล้ว”
หวังอี้ไม่ตอบแต่เงยหน้ามองดวงจันทร์
จุ๊บ!
เด็กหญิงหอมแก้มพี่ชายตัวโย่งของเธอทำเอาหวังอี้เขินแก้มแดง
“เ้า! เ้าทำอะไรน่ะ! ข้า!”
เด็กหญิงไม่ตอบเดินอมยิ้มแก้มแดงออกไปข้างนอกหวังอี้มองตามแล้วยิ้มเช่นกัน
แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงร้อง หวังอี้รีบคว้ากระบี่แล้ววิ่งออกไป
ชายชุดดำใส่หน้ากากนั่งบนม้าตัวใหญ่ถือดาบคมวาววับไม่ผิดแน่ นั่นคือนักฆ่าที่เธอเคยเล่าให้ฟัน
หวังอี้เหงื่อออกจะทำยังไงดี เมื่อกลางวันข้าเพิ่งใช้พลังปราณมากมายทำลายบ้านมาเผาศพพลังปราณยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่
ไม่สิต่อให้ฟื้น ข้าก็สู้เขาไม่ได้ มันสามารถฆ่าคนคุ้มกันมากมายได้
หวังอี้เริ่มวิเคราะห์ทำไมเขาไม่ลงจากม้า หรือว่าเพราะเขากลัวโรคระบาด?
“สู้ไม่ได้ก็อย่าสู้!”
หวังอี้รีบเข้าไปคว้าเอวเด็กหญิงและยิงปราณธาตุทองเป็เข็มชุดหนึ่งแทงเข้าไปที่ขาของม้า
ม้าตัวนั้นกำลังแตกตื่นจากกลิ่นศพและควันเผาศพอยู่ก่อนแล้วพอถูกเข็มเข้าไปอีกมันจึงร้องและสะบัดรุนแรง อาศัยจังหวะนั้นพาเด็กหญิงวิ่งสุดแรงเกิด
“พี่อี้!”
“อย่าพูด! เดี๋ยวกัดลิ้นตัวเอง!”
หวังอี้เหงื่อโชกวิ่งไปจนถึงป่าไม้ เขาใช้ิญญาอัญเชิญเรียกแตนออกมาราวๆ 10 กว่าตัวให้บินกระจายไปด้านหน้า
โอ้ย! ฮี้ๆ!
มีพวกมันซ่อนอยู่จริงๆด้วยข้าจำได้ รอยเกือกม้านั้นไม่ได้มีแค่ม้าตัวเดียว
หวังอี้รีบหิ้วเด็กสาววิ่งเข้าป่าพอเห็นต้นไม้สูง เขารีบใช้ปราณทำให้ตัวเองลอยขึ้นไป 7.5 ฉื่อ(2.5 ม.)แล้วปีนต่อขึ้นไปจนถึงยอด
นักฆ่าคนหนึ่งเดินผ่านใต้ต้นไม้เด็กหญิงกลัวจนตัวสั่น หวังอี้เอามือปิดปากเธอไว้ ทั้งคู่เงียบมาก
“หนอย! ไอ้เด็กบ้า! มันไปไหนแล้ว! ทำไมมันเร็วขนาดนี้!”
พวกมันหากันวุ่นโดยไม่รู้ว่าหวังอี้อยู่้าศีรษะพวกมันนั่นเอง...