6.พลังยุทธขั้นที่หนึ่ง
หนิงหรงผู้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ยังคงนั่งหลับตาทำสมาธิต่อไปเธอเดินลมปราณทั่วร่างผ่านบริเวณที่เคยถูกสกัดกั้นเพราะมีพิษในที่สุดลมปราณก็เดินได้สะดวกไม่มีปัญหาอะไรอีกต่อไปพลังที่จุดตันเถียนไหลพุ่งพล่าน หนิงหรง ค่อยๆปลดปล่อยพลังออกมาตามปราณทั่วร่างแรกเริ่มมันไหลออกมาที่ละน้อยๆ ทว่าหลังจากนั้นเธอต้องตื่นตระหนกมันไหลทะลักราวกับน้ำพุ พุ่งทะลักไปทั่วรางราวกับะเิออก
“อึ่ก”ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความร้อนความเย็นตีกันในร่าง สะบัดร้อนสะบัดหนาว ทุกข์ทรมารอย่างแสนสาหัสกายเนื้อแทบถูกฉีกกระชากจากกระแสปราณที่รุนแรงและเชี่ยวกราก จนน่าหวาดผวาแอบมีวินาทีนึงที่เธอคิดว่าตัวเองอาจจะตายอีกครั้ง แต่เธอรู้ดีว่าไม่ควรยอมแพ้การเดินลมปราณฝึกพลังยุทธ ก็ไม่ต่างจากการนั่งสมาธิเพื่อหลุดพ้นจากกิเลสขอเพียงไม่ย่อท้อ ขอเพียงมีใจที่มุ่งมั่นและสงบความทุกข์ใดๆที่เคยได้รับต้องสงบลงในไม่ช้า
ความหนาวความร้อนสลับกันหมุนวนไปทั่วร่างบางครั้งมันก็ผสานเข้าด้วยกันเกิดเป็ความอบอุ่นแต่แล้วก็แยกออกจากกัน โจมตีไปทั่วทั้งร่างอย่างบ้าคลั่งหนิงหรงทั้งหนาวสั่นและเหงื่อออกในเวลาเดียวกัน เ็ปแสนสาหัสจนสติแทบจะดับวูบลงหลายครั้งที่ต้องเตือนตัวเองให้คงสติเอาไว้ เธออุตส่าได้ชีวิตที่สองจะไม่ยอมมาตายด้วยเื่แค่นี้ นี่แค่ก้าวแรกเธอจะยอมได้อย่างไร
ในที่แสงสีทองก็เปล่งประกายไปทั่วร่่างของหนิงหรงพลังปราณที่จุดตันเถียนเข้าสู่ความสงบไหลวนอย่างนุ่มนวลแ่เบาความปวดร้าวที่มีเลือนหายไป เหลือไว้แต่ความผ่อนคลายและความร้อนความเย็นที่เคยตีกันอย่างบ้าคลั่งผสานเป็หนึ่งเดียวกลายเป็ความอบอุ่นผิวสีขาวซีดเปล่งประกายเรืองรองราวกับเทพเ้าผิวพรรณผ่องใสงดงามขึ้นขับเน้นให้เด็กหญิงตัวน้อยราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆผู้ลงมาบนโลก
ในวินาทีที่แสงสีทองแตะขอบฟ้าขับไล่ความมืดออกไป หนิงหรงก็ลืมตาขึ้นเธอไม่รู้เลยว่าดวงตาของเธอเปล่งประกายกล้าทรงอำนาจแทบจะกดข่มทุกชีวิตให้ยอมสยบแทบเท้า นี่เพียงแค่ปราณขั้นที่หนึ่งเท่านั้นเธอไม่ควรมีลักษณะภายนอกที่ให้ความรู้สึกข่มขวัญผู้คนเช่นนี้ ทว่าหนิงหรงไม่ทราบ
หนิงหรงรู้สึกว่าประสาทััเฉียบคมขึ้นอีกขั้นแยกแยะกลิ่นต่างๆได้ดีขึ้นระบุตัวตนของผู้ที่อยู่ห่างออกไปได้ด้วยประสาทััทั้งห้าแค่วรยุทธขั้นหนึ่งเธอกลับรู้สึกดีจนยากจะบรรยายนี่เองกระมังที่ทำให้คนมากมายกระเสือกกระสนเพื่อเป็ผู้ฝึกยุทธ และเหยียบย่ำคนที่ไม่มีทางฝึกยุทธได้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเหนือล้ำกว่าผู้อื่น หยิ่งทะนงในความสามารถของตนไม่ว่าความสามารถนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
หนิงหรงปรับลมหายใจอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะขยับตัวอย่างเชื่องช้าตะวันทอแสงสาดส่องเข้ามาในห้องแล้วเธอไม่คิดว่าการเดินลมปราณครั้งนี้จะทำให้เธอถึงกับบรรลุพลังยุทธขั้นที่หนึ่งได้ทั้งๆที่หนังสือบอกเอาไว้ว่าต้องใช้เวลาอย่างต่ำถึงครึ่งปีหรือว่าบางทีอาจเป็เพราะยาของกิเลนทอง หวงเหวินผู้เป็หมอเรียกมันว่ายาวิเศษน่าจะเหมือนในนิยายกระมัง มียาช่วยให้บรรลุการฝึกยุทธได้เร็วขึ้นแต่จะว่าไปมันเร็วเกินไปหน่อยไหม จากครึ่งปีเหลือแค่หนึ่งคืน! แต่ช่างเถอะเช้าแล้ว ออกไปหาอะไรกินดีกว่า
หนิงหรงเหลือบมองไปที่เตียงฝั่งตรงข้ามเมื่อไม่พบเสี่ยวเมิ่งก็เดาได้ว่า เสี่ยวเมิ่งเองก็คงไม่ได้นอนทั้งคืนเฝ้าเธออยู่หน้าห้องอย่างแน่นอน แต่ว่าน่าแปลกคราวนี้เสี่ยวเมิ่งไม่ได้ผลักประตูเข้ามาทันทีที่เธอลืมตาหนิงหรงใช้ประสาทััได้ว่าทั้งเจ็ดคน ไม่มีใครนอนหลับแต่ละคนยืนเฝ้าตามจุดต่างๆ ส่วนคนที่เหลือเฝ้ารออยู่หน้าห้องเสียงขยับตัวเหมือนจะกระวนกระวายของแต่ละคนดังให้ได้ยินเป็ระยะนี่พวกเขาไม่รู้สึกเลยหรือว่านางฝึกเดินลมปราณเสร็จสิ้นแล้ว
หนิงหรงก้าวเท้าลงจากเตียงรู้สึกร่างกายเบาสบายราวกับเหยียบเมฆไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า เงียบกริบจนเธอเองยังประหลาดใจ
วินาทีที่ประตูเปิดออก หวงเหวิน เยี่ยนเฟย และเสี่ยวเมิ่งต่างผงะอย่างใพวกเขาไม่รับรู้เลยสักนิดว่าในห้องมีการขยับเคลื่อนไหวแต่ละคนตาเบิกกว้างตื่นตระหนกราวกับเห็นผีเมื่อจ้องมองรูปโฉมของหงหนิงหรงที่เปล่งประกายราวกับเทพธิดาตัวน้อยๆแต่วินาทีพวกเขาสบตากับหนิงหรง แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียดราวกับถูกคุกคาม แววตาคู่นั้นทรงอำนาจกดข่มผู้คนแบบไม่รู้ตัว
“เป็อะไรกันไปหมด”หนิงหรงถามขึ้นน้้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยเหมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้น
“เอ่อ...”เสี่ยวเมิ่งได้สติเร็วที่สุด “คุณหนูน่าจะหิวแล้วข้าจะรีบไปทำอาหารนะเ้าคะ”เสี่ยวเมิ่งผลุนผลันจากไปเป็คนแรก
“อ่า...ข้าจะไปแจ้งคนอื่นๆว่าคุณหนูออกจากห้องแล้ว”เยี่ยนเฟยลุกลี้ลุกลนรีบจากไปเป็คนที่สอง
“ส่วนข้า...”หวงเหวินอ้าปากพูดทำท่าจะจากไปแต่ไม่ทันนึกเหตุผลออกหนิงหรงก็กล่าวดักคอ
“ท่านจะไปไหน ไม่ใช่ว่าต้องตรวจชีพจรข้าหรือ”เธอจ้องมองหวงเหวินอย่างรู้ทัน
ทว่าคนถูกจ้องรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงราวกับถูกกดข่มจากพลังอำนาจที่มองไม่เห็นรู้สึกอึดอัดอย่างรุนแรง จนอยากหนีไปจากที่นี่... นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น
วินาทีที่หวงเหวินััชีพจรของหนิงหรง เขาแทบจะปล่อยมือทันทีกระแสรุนแรงบางอย่างเล่นปะทะปลายนิ้วจนนิ้วเขาชาพอเงยหน้ามองหนิงหรงนางทำหน้าตางุนงง กลับมามีแววตาเหมือนคนปกติไม่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้
เขาลองแตะชีพจรอีกครั้ง คราวนี้ไม่เกิดอะไรขึ้น ชีพจรของเด็กหญิงราบรื่นนุ่มนวลไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นางเพิ่งทะลุขั้นที่หนึ่งอย่างแน่ชัดทว่าทำไมถึงได้ให้ความรู้สึกว่ารุนแรงเชี่ยวกรากเช่นนั้น ยามที่พบครั้งแรก
“ร่างกายคุณหนูปกติดี แข็งแรงมากยินดีกับท่านด้วยที่บรรลุขั้นที่หนึ่งแล้ว”หวงเหวินกล่าว “ดูเหมือนยากิเลนทองจะช่วยให้ท่านบรรลุได้เร็วขึ้นจากครึ่งปีเป็หนึ่งเดือนหนำซ้ำยังหนุนพลังปราณของท่านให้แข็งแกร่งกว่าคนบรรลุพลังยุทธขั้นที่หนึ่งด้วย”
“นั่นสินะน่าจะเป็เพราะยากิเลนทองข้าถึงได้ก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้ตอนนี้ร่างกายข้าเบาสบายมากทีเดียว แตกต่างจากก่อนหน้านี้ความรู้สึกเกือบตายวนเวียนเป็ร้อยเป็พันครั้ งจนข้าแทบจะถอดใจที่จะมีชีวิตต่อท่านไม่เตือนข้าสักนิด ว่าการเดินลมปราณครั้งนี้ข้าอาจเป็อันตรายเพราะการก้าวหน้าของพลังยุทธ”หนิงหรงอดตำหนิอีกฝ่ายไม่ได้หากเขาเตือนนางจะได้เตรียมใจไว้ก่อน ไม่ต้องนึกหวาดผวากับความเ็ปที่ต้องพบเจอขนาดนี้หากไม่ใช่เพราะว่าในโลกก่อนเธอชอบนั่งสมาธิสงบจิตใจเพื่อให้มีสติละก็ป่านนี้เธออาจจะยอมแพ้ความเ็ปเ่าั้ จนตายไปแล้วก็ได้
“ข้าคิดว่า คนที่กิเลนทองเลือกมอบเืตัวเองให้ คงจะไม่อายุสั้นถึงเพียงนั้นข้าเชื่อว่าไม่จำเป็ต้องเตือนท่านก็ผ่านมันไปได้”หวงหวินกล่าวแม้ใบหน้าเขาจะสงบราบเรียบประดับด้วยรอยยิ้มบางๆแต่ในใจกับสับสนวุ่นวายไปหมด
‘เด็กคนนี้ผิดปกติ นางบรรลุขั้นที่หนึ่งแต่ราวกับบรรลุขั้นเก้าขึ้นไปเหตุใดจึงมีเื่ประหลาดเช่นนี้ ต่อให้เป็เพราะยากิเลนทองก็น่าประหลาดเกินไปแล้ว“ไม่ทราบว่าคุณหนูกินยากิเลนทองไปกี่เม็ดแล้ว”เขาสงสัยยิ่งนัก ยากิเลนทองเป็ของหายากแม้ผู้ครองแคว้นก็มีมากสุดในแค่สามเม็ดและทั้งสามเม็ดพระองค์เคยทานเข้าไปแค่เม็ดเดียวเท่านั้น แม้ยานี้จะเป็ยาวิเศษในตำนานที่หมอซึ่งมีพลังยุทธส่วนใหญ่จะรู้จักทว่ามีคนจำนวนน้อยที่ได้กินมันลงไปและน้อยยิ่งกว่าน้อยคือคนที่ได้ยาจากกิเลนทองโดยตรงยาที่กิเลนทองมอบให้คุณภาพย่อมดีกว่านักโอสถที่ปรุงขึ้นมาเอง
“อืม”หนิงหรงทำหน้าครุ่นคิด “ผ่านการฝึกมาห้าวันข้าทานยาไปห้าเม็ด รวมกับคืนแรกก่อนการฝึกทั้งหมดก็ราวๆหกเม็ด”
หวงเหวินฟังแล้วถึงกับใกิเลนทองมอบยานี้ให้นางอย่างใจกว้างทีเดียว นางกินเข้าไปถึงหกเม็ดถึงว่าละทำไมนางผิดปกติดูไม่คล้ายคนบรรลุระดับที่หนึ่งเลยสักนิดเขาเองก็ไม่แน่ใจนักที่นางมีสภาพแบบนี้เพราะยากิเลนหกเม็ดหรือเพราะสาเหตุอื่นแต่เขาก็ไม่เคยพบว่ามีบันทึกที่ไหนเขียนไว้ว่ามีคนทานยากิเลนเข้าไปติดกันถึงหกเม็ดจะมีสภาพแบบไหน“ยานั่นท่านยังเหลือหรือไม่”เขาอยากรู้ว่ากิเลนทองให้นางกี่เม็ดกันแน่เหตุใดจ้าวอสูรผู้ปกครองแถบนี้ถึงได้ใจกว้างกับนางนัก
“เหลืออีกสี่เม็ด”หนิงหรงตอบอย่างตรงไปตรงมา “ข้ากินไปแล้วหกเม็ดก็ปลอดภัยดีแต่คิดว่าอีกสี่เม็ดจะเก็บไว้เมื่อถึงเวลาจำเป็”เธอรีบพูดเมื่อเห็นหวงเหวินทำสีหน้ากังวลบางทีหวงเหวินอาจกังวลว่าทานมากไปอาจจะเป็อันตราย
“ผู้มอบยาให้ท่าน เป็กิเลนทองสินะ”หวงเหวินจ้องเขม็งราวกับ้าค้นลงไปในิญญาหาคำตอบ
“อ่า...”หนิงหรงอึกอักอยู่ครู่นึงคิดจะปฏิเสธแต่หาเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาอ้างไม่ได้ ยาเืกิเลนทองถึงสิบเม็ดเชียวนะถ้าไม่ใช่กิเลนทองมอบให้ด้วยตัวเองก็ไม่มีวันเป็ไปได้ ใครละจะกล้าทำร้ายกิเลนทองเพื่อเอาเืของมันถึงแม้กิเลนทองจะจัดอยู่ในยอดยุทธ ทว่ายอดยุทธของอสูรแข็งแกร่งกว่ามนุษย์หลายเท่า “ท่านทายได้ถูกต้อง กิเลนทองมอบให้ข้า บางทีมันอาจเห็นแก่ปู่ข้าจึงมอบให้”นางอ้างไปถึงบิดาของแม่ทัพหง ผู้เป็เ้าของบ้านหลังนี้
หวงเหวินที่หาเหตุผลมาอธิบายความใจกว้างของกิเลนทองไม่ได้ก็ได้แต่ยอมรับเหตุผลนี้บางครั้งสัตว์อสูรที่ทำพันธะสัญญากับมนุษย์ก็อาจจะใจกว้างกับคนในครอบครัวหรือมิตรสหายของมนุษย์ที่มันทำพันธะสัญญาด้วยแค่บางครั้งเท่านั้น! และเขาก๊ไม่รู้ว่าตัวผู็เฒ่าหงที่เก่งกาจเป็ยอดยุทธของดินแดนฮุ่ยนั้น ได้ยาไปกี่เม็ดบางทีอาจจะมากพอๆกับหนิงหรงก็ได้
“เอาละ ท่านหลับสักงีบ เสี่ยวเมิ่งกำลังไปทำอาหารถ้านางทำเสร็จแล้วนางก็มาปลุกท่านเอง”หวงเหวินกล่าวจบก็ออกจากห้องไป
หนิงหรงที่ไม่ได้นอนทั้งคืนก็ล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่ายตอนนี้เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาบ้างแล้ว...
ในห้องครัวทุกคนมาชุมนุมกัน ถกถึงเื่ประหลาดของหงหนิงหรงเมื่อทุกคนเห็นหวงเหวินก้าวเข้ามา ต่างยิงคำถามใส่อย่างรวดเร็ว
“จริงหรือเปล่าที่คุณหนู เคลื่อนไหวโดยที่พวกเ้าไม่รู้ตัว”เฉินอี้ผู้มีวิชาตัวเบาเป็เลิศถามขึ้น ในบรรดาคนทั้งหมดหวงเหวินมีประสาทััที่ไวที่สุด
“ใช่ แม้แต่ข้าเองก็รู้ตัวอีกทีตอนนางเปิดประตูแล้ว”คำตอบของหวงเหวินทำให้ทุกคนหนาวเยือก นางเพิ่งจะบรรลุขั้นที่หนึ่งหนำซ้ำยังไม่ได้เรียนวิชาตัวเบากลับทำให้ผู้มีประสาทััดีเลิศไม่อาจรู้สึกถึงตัวตนของนางได้
“นางเหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคนจริงหรือแล้วยังแววตาที่ทำให้แม้แต่เยี่ยนเฟยยังอึดอัดจนอยากจะหนี”จ้าวอี้หานครูฝึกทหารถามขึ้น เยี่ยนเฟยถูกขนานนามว่าปีศาจร้าย ต่อให้เจอยอดยุทธหรือสัตว์อสูรขั้นเก้าเขาก็ไม่เคยรู้สึกกดดันหรือหวาดกลัวแม้จะถูกสัตว์อสูรรุมเล่นงาน คนผู้นี้ก็ราวกับปีศาจร้ายไร้ความรู้สึก ไร้ความกดดันเหตุใดแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆคนนึง เยี่ยนเฟยถึงกับรู้สึกกดดันได้ หงหนิงหรงผู้นี้ผิดปกติเกินไปหรือไม่
“ถูกต้อง นางเปล่งประกายขึ้น ผิวพรรณผ่องใสราวกับคนบรรลุพลังยุทธขั้นสูง หนำซ้ำแววตาของนางยังกดดันจนข้ารู้สึกอึดอัดอยากจะหนีไปให้พ้น”หวงเหวินยอมรับ
“และตอนที่ข้าตรวจชีพจรให้นาง แค่เพียงแตะเส้นชีพจรนิ้วข้าชาไปหมดทีแรกข้าเเอบคิดว่านางจงใจแกล้งข้าแต่นางกลับมองมาราวกับไม่รู้ว่าชีพจรตัวเองรุนแรงขนาดไหน แต่พอข้าแตะอีกครั้งชีพจรนางสงบนุ่มนวลมากเหมือนคนเพิ่งบรรลุพลังยุทธขั้นที่หนึ่งตามปกติทุกอย่างนางปกติมากจนน่าประหลาด”
ทุกคนต่างขมวดคิ้วกับเื่ที่ได้ยินคุณหนูหรงผู้นี้เหตุใดจึงมีปริศนามากมายภายในเวลาไม่กี่วัน
“แต่ดูเหมือนข้าจะได้ข้อสรุปที่พอจะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว”หวงเหวินกล่าว ดึงทุกคนออกจากห้วงคิดมุ่งความสนใจมาที่เขา
“ข้าคิดว่าเื่ประหลาดทั้งหมดของนางอาจจะมาจากยาที่นางกินลงไป”
“หมายถึงยาบำรุงชั้นสูงนั่นนะรึ”จ้าวจื่อหานผู้สอนวิชาค่ายกลกล่าวขึ้นนึกถึงเื่ที่เสี่ยวเมิ่งถามว่าใครมอบยาให้นาง
“ถึงข้าจะยืนยันไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุนี้หรือไม่แต่นางกินยาที่ผสมเืกิเลนทองลงไปถึงหกเม็ด คุณสมบัติของยาอาจทำให้นางเป็อย่างที่เราเห็น”หวงเหวินผู้เป็หมอเชี่ยวชาญเื่ยาและยาพิษกล่าว
“นางมียาวิเศษนั่นถึงหกเม็ดเลยหรือขนาดฝ่าายังมามากสุดแค่สามเม็ดเอง นางไปเอามาจากไหนกัน”หลิวอานผู้ซื่อสัตย์โง่งมกล่าวขึ้น
“จากกิเลนทองใช่ไหม”เยี่ยนเฟยกล่าว
หวงเหวินมองเยี่ยนเฟยผู้ช่วยหนิงหรงโกหกด้วยแววตายากจะหยั่งความคิดได้ “ถูกต้องและนางมีมันทั้งหมดสิบเม็ด”
แต่ละคนฟังแล้วตกตะลึง ยาวิเศษมีค่าควรเมือง นางกลับมีถึงสิบเม็ดแล้วกิเลนทองยังมอบให้อีก
“น่าประหลาดนางไปได้มาเมื่อไหร่กันกิเลนทองเองก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นเลยด้วยซ้ำ”เฉินอี้ผู้มีวิชาตัวเบากล่าว
“ข้ารู้ว่าตอนไหน”เยี่ยนเฟยยิ้ม “คืนที่นางคุยกับหมาป่าเงิน หลังจากที่นางกลับเข้าห้องไปข้ารู้สึกถึงสิ่งผิดปกติถึงความเงียบของป่า ข้าหมุนคอมองรอบๆป่ารู้ตัวอีกทีคอข้าก็เคล็ดเหมือนค้างอยู่ในท่าหมุนคอนานเกินไปและป่าก็กลับมาเป็ปกติ ตอนแรกข้ายังคิดว่าตัวเองคิดมากเกินไปแต่พอเสี่ยวเมิ่งถามถึงยาชั้นเลิศ ข้าเลยคิดขึ้นได้ว่า กิเลนทองสามารถหยุดเวลาได้ดังนั้นคิดว่ายาที่เสี่ยวเมิ่งพูดถึงน่าจะเป็ยาจากเืกิเลนทอง
“แล้วทำไมเ้าไม่บอกพวกเราแต่แรก จะช่วยนางโกหกทำไม”หวงเหวินหรี่ตามองจ้องจับผิด
“ข้า...แค่ยังไม่แน่ใจ แค่การคาดเดา ไม่มีหลักฐานอะไรอีกอย่างข้าก็ไม่เคยเห็นยานั่น เลยไม่รู้ว่าตัวเองเดาถูกไหม ถ้าข้าบอกพวกเ้า เดี๋ยวพวกเ้าก็ระแวงนางโดยที่ไม่มีหลักฐานอีก”
“ดูท่าเ้าจะใส่ใจนางมากจริงๆนะ เยี่ยนเฟย”หวงเหวินกล่าวคล้ายประชดประชัน แต่เยี่ยนเฟยรับรู้ได้ว่าหวงเหวินพูดความจริง
“ข้าเพิ่งรู้ว่ากิเลนทองเองก็ ใจดีกับหลานของผู้ทำพันธะสัญญาด้วย ให้ยามาตั้งสิบเม็ดขณะที่ให้ฝ่าาแค่สามเม็ด”จ้าวจื่อหานผู้ถนัดค่ายกลกล่าว “นางช่างมีวาสนาจริงๆ”
“ถ้านางเป็คนที่อยู่ในคำทำนายวาสนาที่เหนือกว่าผู้ครองอาณาจักรก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”หลิวอานผู้มีหน้าตาซื่อสัตย์โง่งมกล่าวขึ้น
“เอาละ หมดเื่แล้ว พวกท่านออกไปจากห้องครัวได้ข้าจะทำอาหารให้คุณหนูต่อ นางคงหิวแย่แล้ว”เสี่ยวเมิ่งไล่ผู้ชายตัวโตๆทั้งหกคนออกไปพวกเขามายืนกันอยู่ในครัว ทำให้ครัวคับแคบลงจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง
หนิงหรงที่กำลังจมดิ่งลงห้วงนิททรา
กลิ่นคาวเืลอยคลุ้ง เศษซากของเหล่าอสูรกระจายอยู่ทั่วทั้งป่าเืไหลนองแทบจะเป็สายธาร เสียงร้องอย่างเ็ปและหวาดผวาดังระงมไปหมดความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในอกของนางมีแต่ความโกรธแค้นชิงชังเธอรู้สึกว่าอกด้านซ้ายถูกดาบปักจากข้างหลัง ทะลุมาข้างหน้าจนเห็นปลายดาบเกือบครึ่งหนึ่งผู้แทงดาบคงไม่ลังเลเลยสักนิด เธอรู้สึกว่าสายตาพร่ามัว สติกำลังจะดับวูบมองไม่เห็นสิ่งใด
‘เหตุใดๆ แม้แต่พวกท่านก็เกลียดชังข้า ทำร้ายข้าข้าไม่ใช่คนที่พวกท่านรักที่สุดหรือ เหตุใดต้องลงมือฆ่าด้วย’เธอได้ยินเสียงตัวเองแผดเสียงร้องอย่างเ็ปถาม
‘ลูกรัก พ่อขอโทษ เพราะเ้าเกิดมาเพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์พ่อจึงจำเป็ต้องลงมือ เ้าอย่าโกรธอย่าเกลียดพ่อเลยนะ’เสียงที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวเศร้าโศกราวกับเป็คนถูกดาบปักอกเองดังขึ้น ทว่าตอนนี้เธอเต็มไปด้วยความเกลียดชังเหลือเกินความโกรธ ความเศร้าโศก อัดแน่นอยู่ในอก
‘ม่ายยยยยยย’เสียงร้องโหยหวนของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นราวกับว่าหัวใจแหลกสลาย ดังอยู่ไม่ไกล ทว่าเธอไม่มีสติพอจะรู้ว่ามาจากทิศทางไหนเหมือนคนร้องเพิ่งมาปรากฏตัว
วินาทีถัดมาเธอรับรู้ได้ถึงอ้อมกอดอบอุ่นอันคุ้นเคยกลิ่นกายของบุรุษผู้นี้ช่างคุ้นเคยขับไล่ความรู้สึกโกรธเกลียดออกไปเหลือเพียงความเศร้าโศก ‘ข้าขอโทษชาตินี้ข้าคงอยู่กับท่านไม่ได้แล้ว’เธอได้ยินเสียงตัวเองกล่าวแ่เบา
รับรู้ได้ถึงน้ำตาตัวเองที่ไหลหลินและน้ำตาอีกฝ่ายที่หยดลงบนใบหน้าเธอ
‘ไม่เ้าต้องอยู่กับข้า ข้าไม่ยอมให้เ้าไปไหนทั้งนั้น’เสียงชายผู้นั้นกล่าวอย่างไม่ยินยอม
‘ท่านอย่าโง่ไปหน่อยเลย ข้าตายไปวันนึงท่านพบคนใหม่ท่านก็จะลืมข้าเอง’เสียงนางค่อยๆแ่เบาลง ลมหายใจเริ่มใจเริ่มติดขัด
‘ไม่อย่าไป ข้า้าเพียงเ้าหากไม่มีเ้าข้าก็จะอยู่คนเดียวทุกภพทุกชาติ’
ครืนนน เธอได้ยินเสียงฟ้าร้องราวกับตอบรับคำสัตย์สาบานนั้น
‘ท่านช่างโง่เหลือเกิน’นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ก่อนความรู้สึกทั้งมวลจะดับวูบไปไม่รับรู้สิ่งใดอีกเลย
‘ม่ายยยยยยยยยยยย’เสียงโหยหวนดังลั่นป่าราวกับสัตว์ร้ายที่าเ็ พลังอำนาจแผ่ในร่างเขาออกไปไม่มีที่สิ้นสุดเหล่าอสูรตื่นตระหนกด้วยความหวาดกลัวอีกครั้งหลังจาก จอมทำลายล้างตนหนึ่งถูกสังหารพวกสัตว์อสูรหวาดกลัวว่าจะมีจอมทำลายล้างตนที่สองเกิดขึ้น
‘เ้าปล่อยนางเสีย’เสียงบิดาของเ้าของร่างที่เขากอดอยู่ดังขึ้น
‘ไม่ ท่านอย่ามายุ่งกับนาง ท่านมันใจโฉด สังหารได้แม้แต่ลูกตัวเอง’เขาจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่ายที่มีรูปร่างงดงามไม่ต่างจากเด็กหนุ่มทั้งๆที่มีอายุมาั้แ่าจนนับอายุไม่ได้แล้ว
‘รีบปล่อยนางเสีย ก่อนที่ในอนาคตเ้าจะไม่มีวันได้พบเจอกับนางอีกตลอดกาล’
ชายหนุ่มชะงัก ‘ข้ายังจะมีโอกาสได้พบนางอีกหรือ’เขาถามในขณะลูบผมสีดำสนิทเงางามของนางอันเป็ที่รักซึ่งไร้ลมหายใจไปแล้ว
‘ยังมีอยู่ เพียงแต่เ้าต้องรอเวลาข้าจะนำดวงิญญานางไปหล่อเลี้ยงในโลกที่แตกต่างจิตวิญาณแห่งมารของนางจะค่อยๆถูกชะล้าง วันนึงเมื่อนางพร้อมิญญานางจะกลับมาที่นี่เอง’
ชายหนุ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง สาเหตุที่นางต้องตายเพราะนางเกิดมาเพื่อทำลายล้างทุกเผ่าพันธุ์ เป็มารร้ายของโลกนี้หากว่าการนำดวงิญญานางไปสู่โลกอื่น แล้วทำให้จิตมารของนางถูกชะล้างได้บางทีเขากับนางอาจจะได้อยู่ด้วยกันเสียที
‘ท่านพาข้าไปด้วยได้หรือไม่’ไม่ว่านางอยู่ที่ไหนเขาก็อยากจะติดตามนางไปอยากอยู่เคียงข้างนางตลอดไป
‘ไม่ได้’คนผู้นั้นปฏิเสธ ‘ท่านเกิดมาเพื่อค้ำจุนโลกนี้ หากท่านจากไป โลกนี้ก็จะเกิดกลียุค’
‘เหตุใดจึงต้องเป็ข้าที่อยู่เพื่อโลกนี้เหตุใดจึงต้องเป็นางที่ต้องตายเพื่อให้โลกนี้อยู่รอดเหตุใดไม่ยอมให้พวกเราอยู่ด้วยกัน ์เหตุใดพวกท่านจึงกลั่นแกล้งเรา’เขากรีดร้องร่ำไห้ดังก้องจนแผ่นดินสั่นะเืทว่าก็ไม่ได้รับคำตอบจาก์
“เฮือก...”หนิงหรงผวาตื่นขึ้น แสงแดดอันแรงกล้าที่สาดส่องเข้ามาในห้องทำให้นางต้องเบือนหน้าหนีหลับตาลงปรับสายตาอยู่ครู่นึง น้ำตาเธอยังเปียกชุ่มอยู่บนใบหน้าดูเหมือนเธอจะร้องไห้
เธอขยับตัวก้าวลงจากเตียง
“อ่าาา”วินาทีนั้นเธอกลับปวดหนึบที่อกซ้ายราวกับถูกอะไรแทงทะลุ
“ตุบ”ร่างเธอทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงขดตัวด้วยความทรมานราวกับถูกแทงจริงๆ
“คุณหนู!”เสียงเยี่ยนเฟยดังขึ้นหลังจากผลักประตูเปิดออกในวินาทีที่สติของเธอกำลังจะดับวูบ เยี่ยนเฟยก็โอบเธอเอาไว้ในอ้อมกอดแววตาของเขาตื่นตระหนก ขณะที่ข้างหลังเยี่ยนเฟยมีหวงเหวินมองมาอย่างใ
และทุกอย่างก็ดับวูบลง เธอไม่รับรู้อะไรอีกเลย
เยี่ยนเฟยอุ้มร่างของหนิงหรงวางลงบนเตียงอย่างแ่เบามือเช็ดน้ำตาบนใบหน้าเล็กๆนั้นอย่างอ่อนโยนโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
หวงเหวินที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ทำเสียงกระแอม เพื่อเรียกสติของเยี่ยนเฟย
เยี่ยนเฟยชะงักการกระทำของตนเองก่อนจะหลบให้หวงเหวินตรวจอาการหนิงหรง
‘อีกแล้ว’หวงเหวินชักมือกลับแทบจะทันทีที่ััชีพจนของหนิงหรงมันปั่นปุ่วนรุนแรงจนนิ้วเขาด้านชา
“เกิดอะไรขึ้น”เยี่ยนเฟยเห็นพฤติกรรมแปลกๆของหวงเหวินแล้วอดถามไม่ได้
“ไม่มีอะไร เ้าออกไปก่อนอย่ามารบกวนเวลาตรวจของข้า”เขาออกปากไล่เยี่ยนเฟย ทำให้อีกฝ่ายยอมจากไปแต่โดยดี และไม่รู้ปิดประตูให้
คราวนี้เขาแตะลงที่ข้อมือหนิงหรงอีกครั้งความปั่นป่วนของลมปราณลดน้อยลง ไม่บ้าคลั่งราวกับจะประทุออกมาเหมือนเมื่อครู่อีก ‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ’นอกจากลมปราณที่ปั่นป่วนราวกับเ้าของลมปราณกำลังโกรธแค้นบ้าคลั่งแล้ว ทุกอย่างก็เป็ปกติดี
จะว่าไปแล้วก็ประหลาดหนิงหรงหลับั้แ่เช้าถึงเที่ยง นางไม่ได้ลุกไปไหนเลยเหตุใดชีพจรนางถึงไดปั่นป่วนรุนแรงเหมือนะเิออกมาเพราะความเคียดเเค้นชิงชังได้เกิดอะไรขึ้น แค่ฝันร้ายจริงหรือ...
หวงเหวินได้แต่งุนงง มองคนที่นอนสลบอยู่บนเตียงซึ่งนับวันจะเต็มไปด้วยปริศนามากเหลือเกิน
“นางเป็ยังไงบ้าง”เยี่ยนเฟยถามขึ้นทันทีที่หวงเหวินก้าวออกจากห้องของหนิงหรง
“นางฝันร้ายจนชีพจรปั่นป่วนอีกอย่างนางเพลียจากการบรรลุลมปราณขั้นที่หนึ่งให้นางพักผ่อนสักหลายชั่วยามเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”หวงเหวินโกหกให้ฟังดูสมเหตุสมผล จนเยี่ยนเฟยไม่ติดใจอะไร