ปู่หลวงพาคณะกลับมายังสำนักในช่วงเที่ยงของวันรุ่งขึ้น และอนุญาตให้ทุกคนได้หยุดพักผ่อนกันในตอนบ่ายมีเพียงแสงพรายที่ขอไปทำความสะอาดเครื่องมือต่อ ด้วยไปครั้งนี้ไม่ได้ช่วยกระไรมากมายในการขุดเลือกเนื้อดิน
“อีก ๒ วัน ข้าอยากให้พาแสงพรายไปช่วยงานของสำนักเราที่วัดตระพังทอง”ปู่หลวงกล่าวขึ้นกับครูพิธาน
“ได้ขอรับพ่อปู่ข้าจะให้ไปช่วยโบกปูนกำแพง..”
“ไม่ใช่กำแพงแต่เป็นเสาซุ้มประตูเข้าวัด” ปู่หลวงรีบขัดขึ้น
“ให้ไปเป็นผู้ช่วยบุญจันกับคำแปงอาจจะไม่เหมาะนะพ่อปู่.. ดูแสงพรายไม่ค่อยจะมีเรี่ยวแรง หากผสมปูนคอยยกส่งให้เกรงจะยิ่งเป็นตัวถ่วงให้สองคนนั้นทำงานช้าไปเสียเปล่า”
ปู่หลวงส่ายหน้า..
“ข้าจะให้แสงพรายก่อซุ้มประตูทดแทนคนใดคนหนึ่ง”
ครูพิธานถึงกับตกใจ
“ก่อซุ้มประตู..นั่นมันงานหลักของการบูรณะกำแพงเลยนะพ่อปู่จะปล่อยให้แสงพรายที่ยังไม่รู้ว่ามีความสามารถแค่ไหนมารับทำได้อย่างไรขอรับ”
“เมื่อคืนที่สรีดภงค์ข้าได้สอบถามถึงภูมิวิชางานปั้นปูนของเขาแล้ว.. ข้ามั่นใจ”
ครูพิธาน สูดลมหายใจลึกลงท้องแล้วผ่อนระบายออกมายาวคล้ายอัดอั้น
“ก็แล้วแต่พ่อปู่จะเห็นสมควรเถอะ”
“แต่เจ้าจะต้องเป็นคนเลือกจะให้แสงพรายไปก่อซุ้มประตูเสาไหน ทดแทนใครระหว่างบุญจันกับคำแปง..ส่วนคนที่ถูกเอาออก ข้าจะให้มาช่วยเจ้าปั้นแบบองค์พระใหญ่ที่จะส่งประกวด”
สำนักบ้านเงินบ้านทองรับงานบูรณะกำแพงวัดตระพังทองที่ชำรุดทรุดโทรมช่างทุกคนจึงผลัดเปลี่ยนกันไปทำงานที่นั่นเมื่อแสงพรายทำความสะอาดเครื่องมือทั้งหมดเสร็จสิ้นในอีกสองวันต่อมา จึงถูกมอบหมายให้ไปทำงานร่วมกับช่างคนอื่นที่วัดแห่งนั้น..แต่เป็นส่วนงานซึ่งสำคัญที่สุด คือซุ้มประตูกำแพงวัด
วัดตระพังทองตั้งอยู่ฝั่งทิศใต้ของแนวถนนจาก“ประตูกำแพงหัก” ซึ่งเป็นประตูเมืองทิศตะวันออกตรงสู่วัดมหาธาตุและพระราชวังกลางเมืองบริเวณโดยรอบวัดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ สมกับชื่อตระพังที่แปลว่าสระน้ำ พระอุโบสถตั้งอยู่บนแผ่นดินตรงกลางสระซึ่งเกือบจะกลายเป็นเกาะหากมิใช่เพราะมีทางเดินเชื่อมสู่ประตูกำแพงวัดด้านทิศเหนือ
๗ วันต่อมา ในยามสายของวันที่พระอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า..
แสงพรายบรรจงลงปูนซ่อมลวดลายปูนปั้นเดิมที่กะเทาะหลุดออกตรงเสาซุ้มประตูเข้าวัดกับช่างอีกหนึ่งคน โดยแยกกันทำคนละเสา ตัวแสงพรายรับผิดชอบเสาฝั่งทิศตะวันตก
ปูนที่ใช้ปั้นเป็นปูนขาวคลุกผสมสารประสานที่ได้จากการเคี่ยวหนังสัตว์และน้ำตาลปึกดังนั้นข้างๆ จึงมีเตาและหม้อไว้คอยอุ่นสารประสานดังกล่าวไม่ให้จับตัวเป็นก้อนก่อนนำมาคลุกกับปูนขาว
สักครู่จึงเห็นพิไร พร้อมน้าหมานจุกและแม่ครัวอีกหนึ่งคนเดินมาแต่ไกลจากถนนด้านวัดมหาธาตุกลางเมืองจุกเข็นรถขนสัมภาระและอาหารต่างๆ มา
“มาแล้ว แม่พิไรคนสวย.. เฮ้อค่อยมีกำลังใจหน่อย” ช่างซึ่งทำงานอยู่อีกเสากล่าวเป็นเชิงชวนสนทนา
แสงพรายไม่ตอบคำยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานไป
“นี่พ่อพรายตั้งแต่ข้ากลับมานอนค้างอยู่ด้วยกัน ข้าแทบจะนับคำพูดของพ่อพรายได้เลยนะว่าหล่นมากี่คำ”
แสงพรายเงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยไม่ให้เสียไมตรี
“ไม่มีกระไรหรอก พ่อบุญจันข้าเพียงอยากเร่งให้งานเสร็จไวๆ เท่านั้นละ”
ที่แท้ช่างที่ซ่อมแซมอีกเสาชื่อบุญจัน เป็นเจ้าของห้องเดิมที่แสงพรายถูกจัดให้มานอนด้วยบุญจันไปเยี่ยมมารดาที่ป่วยกลับสำนักมาในวันที่แสงพรายเริ่มต้นงานก่อปูนปั้นซ่อมซุ้มประตูเป็นช่างหนุ่มลักษณะคล่องแคล่ว ไม่ค่อยกลัวใคร และมักทำอะไรแผลงๆ
“เฮ้อ ก็สมควรอยู่หรอก จะหยิบฉวยอะไรก็ดูไม่ค่อยจะมีเรี่ยวแรงยกปูนยกทรายแต่ละครั้งก็ได้ทีละน้อย ถ้าไม่เร่งทำตอนก่อปูนปั้นซึ่งไม่ได้ใช้แรงเห็นทีจะทำงานตามข้าไม่ทัน”
พูดแล้วบุญจันก็หัวเราะร่วน ส่วนสายตาก็มองผ่านแสงพรายที่ก่อปูนปั้นอยู่เสาฝั่งทิศตะวันตกไปยังปลายถนนที่พิไรกำลังเดินมา
พิไรแจกข้าวตอกปั้นซึ่งเป็นอาหารว่างให้ช่างที่ทำงานตามแนวกำแพงวัดด้านทิศตะวันตกจนมาถึงซุ้มประตูที่สองหนุ่มทำงาน
“พักกินของว่างไปก่อนนะ ฉันจะเอากับข้าวไปปรุงเพิ่มที่ศาลาวัดแล้วรอถวายอาหารเพล เสร็จแล้วจะตีฆ้องเรียกให้ไปรับข้าวกัน” พิไรกล่าวลอยๆไม่แน่ใจว่าพูดกับบุญจันหรือกับแสงพราย แล้วยื่นกระจาดใส่ข้าวตอกปั้นให้หยิบกันเอง
“พี่ว่าแม่พิไรกับน้าหมานพักอยู่ตรงซุ้มประตูนี้ก่อนเถอะเดินกันมาเหนื่อยๆ.. นี่จุก พักรถเข็นไว้ตรงนี้ก่อนแล้วเอาข้าวตอกปั้นไปไล่แจกช่างทางกำแพงฝั่งตะวันออกโน่น”บุญจันกล่าวรวบรัด ทั้งสั่งจุกทันที
“แหมพี่บุญ ฉันสิเป็นคนที่เหนื่อยที่สุดแล้วละเข็นรถขนของมาตั้งไกล ยังจะให้คนอื่นพักแล้วให้ฉันไปเดินแจกข้าวของต่ออีก”จุกสวนทันควัน ไม่ยอม
“เอ..ยังไงนี่ เป็นเด็กเป็นเล็กหัดเถียงผู้ใหญ่เดี๋ยวเถอะ”
“ไม่ได้เถียงก็ฉันพูดความจริงอยู่นี่ ถ้าพี่บุญอยากหาคนคุยด้วยเดี๋ยวฉันจะยืนคุยเป็นเพื่อนให้”จุกพูดไปทำหน้าทะเล้นไป
พิไรที่หยุดมองดูสองคนกล่าวต่อความกันตัดบทขึ้นว่า
“ไม่ต้องพูดกันมากแล้วจุกเอาของเข้าไปในวัด น้าศรีจะได้ไปทำงานครัวต่อ ส่วนน้าหมานจะอยู่ช่วยงานช่างก็ได้นะเพราะงานครัวก็แค่ปรุงรสอาหารที่ทำสุกมาแล้วไม่มีอะไรมาก”
พิไรพูดจบก็ถือกระจาดใบเล็กที่ใส่ข้าวตอกปั้นเดินเลียบกำแพงต่อไปทางทิศตะวันออกทันทีน้าหมาน น้าศรีที่เป็นแม่ครัวและจุกพากันเดินผ่านซุ้มประตูไปยังศาลาวัดที่อยู่หลังพระอุโบสถ
บุญจันทำงานไปก็คอยชะเง้อไปทางทิศตะวันออกเฝ้าดูแม่พิไรเดินแจกจ่ายอาหารว่าง แต่แล้วก็พลันอุทานขึ้นมา
“เอ๊ะ เหมือนจะมีคนใหญ่คนโตมา.. ดูสิพ่อพรายมีม้านำขบวนด้วย”
แสงพรายคร้านจะหันไปดูยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ส่วนบุญจันก็ยังคงพูดบรรยายไปเรื่อยด้วยอาการตื่นเต้น
“หมื่นขัน นายทวารประตูเมืองนำหน้าขบวนมาด้วยสงสัยจะเป็นเจ้านายเมืองไหนเสด็จมา คงต้องขึ้นเรือจากคลองแม่ลำพันตรงหัวโค้งหน้าประตูกำแพงหักเป็นแน่”
จากเสียงรำพึงสงสัยพลันเปลี่ยนเป็นระรื่นยินดี
“นั่น..แม่พิไรเร่งเดินกลับมาแล้วคงจะอยากมาอยู่ใกล้ๆ ข้า”
สักครู่เสียงพิไรก็ดังมาก่อนตัว
“พระองค์หญิง เสด็จกลับเมืองแล้ว..”