บ้านหลังคามุงด้วยฟางสามห้องห้องกลางเป็ที่อยู่ของพ่อแม่ห้องทางตะวันออกเป็ที่อยู่ของพี่น้องผู้หญิงของซินเยวี่ยแน่นอนว่าพี่สาวคนโตซินอวี่และพี่สาวคนที่สองซินจู๋ได้แต่งงานออกไปแล้วตอนนี้จึงเหลือเพียงซินเยวี่ยที่อาศัยอยู่คนเดียว หลินเต๋อหัวลูกชายคนเดียวของบ้านอาศัยอยู่ในห้องทางตะวันตก
นอกจากบ้านหลักสามห้องแล้วยังมีห้องด้านข้างซึ่งเป็บ้านหลังคามุงด้วยฟาง ห้องทางทิศตะวันตกใช้เป็ห้องครัวภายในเต็มไปด้วยฟืนและอุปกรณ์ทำครัวต่างๆห้องทางทิศตะวันออกใช้เก็บธัญพืชและเครื่องมือทางการเกษตร
ในอดีตทุกคนทำงานร่วมกันตอนนี้หมู่บ้านเพิ่งจะแบ่งสันที่ดินตามนโยบาย โดยจะแบ่งให้คนละหนึ่งหมู่(1 หมู่ เท่ากับ 666 ตารางเมตร หรือ 166.5ตารางวา) ที่ดินของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วจะถูกเรียกคืนที่ดินของลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็จะถูกเรียกคืนส่วนภรรยาที่แต่งเข้าบ้านหรือเด็กที่เกิดมาจะได้รับที่ดินเพิ่มเติม
ในตอนนี้บ้านของซินเยวี่ยมีสมาชิกสี่คนพวกเขาได้รับการแบ่งสันที่ดินสี่หมู่ นอกจากนี้ยังมีที่ดินส่วนตัวครึ่งหมู่ดังนั้นบ้านของซินเยวี่ยจึงมีที่ดินสี่หมู่ครึ่ง ซึ่งในหมู่บ้านถือว่าไม่มากแต่ก็ไม่ได้น้อยที่สุด
ลานบ้านกว้างขวางตรงกลางมีต้นพุทราต้นใหญ่อยู่หนึ่งต้นซินเยวี่ยจำได้ว่าต้นพุทราต้นนี้มีอายุมากกว่ายี่สิบปีแล้วตอนนี้กิ่งก้านเต็มไปด้วยผลที่อวบอิ่มอีกไม่นานพุทราสีเขียวทั้งต้นก็จะเปลี่ยนเป็สีแดงราวกับเม็ดทับทิมสีแดงที่ส่องประกายระยิบระยับ
“พี่ฉันได้ยินจากเพื่อนร่วมชั้นว่ามีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านของพวกเขาเอาลูกสาวที่สวยราวกับดอกไม้ไปเป็เครื่องมือในการหาเงินเพื่อแลกกับการแต่งงานให้กับลูกชายพวกเขาให้ลูกสาวแต่งงานกับชายชราที่แก่คราวพ่อคนหนึ่งถ้าวันหนึ่งพี่ชายของฉันหาเมียไม่ได้ พ่อกับแม่จะเอาฉันไปแลกเมียให้พี่ชายหรือเปล่า”ซินเยวี่ยมองตาของซินจู๋แล้วพูดช้าๆ
ซินจู๋ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า“เด็กโง่ อย่าคิดมากเลย พี่ชายของเธอไม่ได้พิการที่ตรงไหนรูปร่างหน้าตาก็ดี แถมยังขยันขันแข็ง หาเมียได้ง่ายอยู่แล้ว”
ซินเยวี่ยได้ยินสิ่งที่พี่สาวคนที่สองพูดก็ได้แต่ยิ้มจางๆ
ตอนนี้หลินเต๋อหัวอยู่ในสภาพที่เรียกว่าดีในทุกๆด้าน การหาภรรยาไม่ใช่เื่ยาก แต่หลังจากนั้นหนึ่งปีพี่ชายก็ประสบอุบัติเหตุและกลายเป็คนพิการ ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป
หากเธอสามารถหาคู่ให้พี่ชายก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุหรือถ้าเธอสามารถขัดขวางไม่ให้พี่ชายประสบอุบัติเหตุได้เธอก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตในชาติก่อนได้อย่างสิ้นเชิง
ทั้งสองเดินเล่นอยู่ในลานบ้านครู่หนึ่งจากนั้นจึงไปที่ทุ่งนาเพื่อช่วยพ่อแม่และพี่ชายถอนหญ้า
ฤดูกาลนี้เป็่เวลาของการกำจัดวัชพืชในไร่ข้าวโพดถั่วลิสง และมันเทศ ใน่ทศวรรษที่ 1980 ยังไม่มีสารกำจัดวัชพืชเช่นไกลโฟเซตหรือพาราควอตทุกคนทำได้เพียงใช้จอบหรือใช้มือดึงวัชพืชออกทีละต้น ซึ่งเป็งานที่ยากลำบากมาก
มันเทศและถั่วลิสงยังพอว่า เพราะมันเตี้ยแต่การกำจัดวัชพืชในไร่ข้าวโพดนั้นลำบากที่สุด
ข้าวโพดสูงเกือบครึ่งคนแล้วการเข้าไปกำจัดวัชพืชด้านในจะทำให้ิัที่ัักับใบข้าวโพดโดยตรงเกิดรอยขีดข่วนและรู้สึกไม่สบายตัว
คนที่มีสภาพร่างกายพิเศษบางคนอาจมีอาการแพ้ได้
ซินจู๋และซินเยวี่ยมาถึงไร่ของตัวเองในขณะที่พ่อหลินและแม่หลิน รวมถึงหลินเต๋อหัวกำลังกำจัดวัชพืชอยู่
เมื่อเห็นสองพี่น้องมาถึงแม่หลินก็รีบวางจอบในมือลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออกคำสั่งกับลูกสาวทั้งสอง“พวกแกสองคนรีบมาหน่อย เดี๋ยวฉันกับพ่อของแกและหัวจื่อจะได้พักผ่อน”
แม้ว่าซินจู๋จะตั้งท้องได้ห้าเดือนแล้วแต่สำหรับแม่หลินแล้ว เื่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่ ตอนที่ตัวเองท้องก่อนวันคลอดก็ยังหาบน้ำอยู่เลย
ซินจู๋เก็บจอบที่แม่ทิ้งไว้ขึ้นมาส่วนซินเยวี่ยก็รับจอบของพ่อมา
แม้ว่าจอบในมือของหลินเต๋อหัวจะไม่มีใครรับแต่เขาก็ยังวางจอบลงแล้วไปพักผ่อนใต้ร่มไม้
ซินเยวี่ยเหลือบมองหลินเต๋อหัวพี่ชายของเธอที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
แม้ว่าในชาติก่อนเธอจะเป็คนแลกตัวให้กับพี่ชายทำให้ชะตาชีวิตของเธอดำดิ่งลงสู่ความเศร้า แต่เธอไม่ได้เกลียดพี่ชายเธอเกลียดพ่อกับแม่ และเกลียดความอ่อนแอของตัวเอง
หลินเต๋อหัวเป็ชายร่างใหญ่สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดเิเ รูปร่างกำยำ ผิวคล้ำแดด ใบหน้าเหลี่ยมดวงตาไม่โต แต่เต็มไปด้วยประกาย
เมื่อมองแวบเดียวก็รู้ว่าหลินเต๋อหัวเป็คนซื่อๆ
หลินเต๋อหัวทำงานเก่งแต่เรียนหนังสือไม่เอาไหน เรียนจบชั้นประถมก็ไม่เรียนต่ออีกเลยด้วยเหตุนี้พ่อหลินจึงลงโทษเขา แต่หลินเต๋อหัวก็ไม่ยอมเรียนเขาบอกว่าเมื่อเห็นตัวหนังสือที่เรียงรายอยู่บนหนังสือเขาก็ปวดหัว
พ่อหลินไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องยอม
เนื่องจากพี่ชายลาออกจากโรงเรียนั้แ่เนิ่นๆซินเยวี่ยจึงมีโอกาสได้เรียนจนจบชั้นมัธยมปลาย เธอทำคะแนนได้ดีสามารถไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวงได้ แต่พ่อแม่ไม่ยอมพวกเขาคิดว่าผู้หญิงเรียนมากเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ครอบครัวจะเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงที่วันหนึ่งจะต้องเป็คนของบ้านคนอื่นได้อย่างไรแล้วจะเอาอะไรไปแต่งงานให้กับลูกชายคนเดียว
ในสายตาของพ่อแม่ลูกชายไม่ว่าจะเลวแค่ไหนก็คือแก้วตาดวงใจลูกสาวไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็เป็แค่หญ้าประดับริมทาง
ความทรงจำเกี่ยวกับเื่ราวในอดีตที่ไม่อาจหวนคืนทำให้ซินเยวี่ยรู้สึกหงุดหงิดใจ ประกอบกับอาการหวัดและไข้ที่เพิ่งหายดีทำให้เธอไม่ได้กินอะไรดีๆ ใน่สองสามวันที่ผ่านมา จึงไม่มีเรี่ยวแรงเลยกำจัดวัชพืชได้เพียงเล็กน้อย เธอก็โยนจอบลงพื้นแล้วเดินหนีไป ทำให้แม่หลินด่าทอเธอเสียงดังลั่นอยู่ด้านหลัง