“คนสวยเป็นอะไรคะ ทำไมดูซึม ๆ ยังไม่อยากกลับเหรอ” จิณณวัตถามแฟนสาวที่บอกให้เขาแวะมาส่งเธอที่ร้าน ตั้งแต่เมื่อคืนที่เขากลับไปเพื่อจะดูหนังกับเธอ แต่กลายเป็นว่าห้องปิดไฟมืดและนับดาวหลับไปแล้ว ตอนนั้นเขาคิดว่าเธอคงเหนื่อย ทว่าเช้ามาเธอก็ดูซึมผิดปกติ
“อืม ไม่สบายนิดหน่อย” นับดาวลงจากรถแล้วลากกระเป๋าเข้าไปในร้าน ระหว่างที่ไปเที่ยวเธอฝากพนักงานให้ช่วยดูแลร้านชั่วคราว แม้วันนี้จะยังอยู่ในช่วงลางานแต่เธอก็ไม่อยากให้เขาขับไปส่งที่บ้านเพราะกลัวพ่อแม่จะเป็นห่วง โชคดีที่ตอนนี้ร้านยังไม่เปิดนับดาวจึงเดินเข้าไปในห้องนอน โดยทิ้งให้จิณณวัตอยู่ด้านนอกคนเดียว
จิณณวัตเดินตามนับดาวขึ้นไปยังชั้นสองแล้วนั่งรอที่โซฟาอยู่หลายนาที แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเธอจะออกมาจนเขาเริ่มเป็นห่วง
ก๊อก ๆ
“ไม่สบายมากเลยเหรอ กลับบ้านดีกว่าไหม” จิณณวัตเคาะประตูห้องของแฟนสาว แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา
“ให้เจเจไปซื้อยาให้ไหมคะ หรืออยากหาหมอ” จิณณวัตยังคงไม่ละความพยายาม เขายืนรอที่หน้าประตูห้องนอนต่อ แต่สิ่งที่ได้ยังมีเพียงความเงียบ
“เป็นอะไรคะ ทำไมเงียบล่ะ เจเจรู้ว่าคนสวยได้ยินแล้วก็ยังไม่หลับ มีอะไรอยากพูดกับเจเจตรง ๆ ไหม” จิณณวัตเริ่มไม่มั่นใจว่าเขาอะไรผิด หรือเธอจะงอนที่เขาอยู่กับเพื่อนผู้หญิงสองคน
“....”
“คนสวยคะ ออกมาคุยกับเจเจได้ไหม” จิณณวัตเสียงอ่อนลง คิดทบทวนว่าทำไมเธอถึงแปลกไปทั้งที่เมื่อวานยังดี ๆ อยู่เลย
“ฮึก! ออกไปสักที” ในที่สุดนับดาวก็ตอบออกไปเพราะรู้ว่าขืนเงียบต่อไปเขาก็จะไม่ไปไหน เดี๋ยวพนักงานก็ทยอยมาที่ร้านกันแล้ว
“ทำไมล่ะคะ เจเจทำอะไรผิดเหรอ” จิณณวัตไม่ได้ตกใจกับคำไล่ แต่ตกใจกับเสียงสะอื้นของแฟนสาวจนทำอะไรไม่ถูก
“ออกไปเถอะ ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีก”
สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้จิณณวัตยิ่งงงหนักกว่าเดิมว่าไปทำอะไรให้เธอโกรธขนาดนี้
“ออกมาคุยกันได้ไหมคะ” เขาอยากคุยกับเธอให้รู้เรื่องให้เร็วที่สุดเพราะอยากรู้ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ถ้าแค่อยากลองคบกับฉันเล่น ๆ เพื่อหลอกปั่นหัวกันหรือแค่คั่นเวลา มันหมดเวลาได้แล้วมั้ง!”
“พี่นับดาวได้ยินเหรอ” จิณณวัตเบิกตากว้างเมื่อถึงบางอ้อ
“ฉันเสียใจนะที่นายไม่เคยจริงจังเรื่องของเราเลย รู้อะไรไหม ฉันคิดว่านายคงจะเป็นคนสุดท้าย เป็นคนที่ฉันอยากสร้างครอบครัวด้วยซ้ำ” นับดาวพูดอย่างเจ็บใจ จนป่านนี้ยังมีแค่เธอที่วาดฝันอนาคตกับเขาไว้คนเดียว ทั้งที่เขาไม่แม้แต่จะคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ เธอควรจะพอกับความรักแล้วจริง ๆ
“มันไม่ใช่อย่างที่ได้ยินนะคะ พี่นับดาวฟังไม่จบใช่ไหม” จิณณวัตรีบลนลานอธิบาย
“จะให้ฟังอะไรอีก ฮึก! ฟังคำพูดใจดำของนายอีกฉันคงรับไหวมากมั้ง” แค่นั้นเธอก็เจ็บมากพอแล้ว ที่ผ่านมาเขาเล่นละครตบตาได้แนบเนียนมากจนเธอไม่เอะใจเลยสักนิด ทั้งที่เธอเคยบอกความรู้สึกที่แท้จริงออกไปแล้ว แต่เขากลับยังล่อลวงด้วยคำหวานให้เธอหลงเชื่อว่าเขาเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน
“ให้โอกาสเจเจได้อธิบายก่อนว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ” จิณณวัตกำมือแน่น ยิ่งเขาตอบกลับเสียงร้องไห้ของนับดาวก็ยิ่งดังขึ้นจนใจของเขากระตุกวูบ จิณณวัตรู้สึกแย่ที่ทำให้แฟนตัวเองเสียใจได้ขนาดนี้
“กลับไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว นายก็ไปอยู่กับอิสระของนายแล้วไม่ต้องมาเจอกันอีก จบกันแค่นี้เถอะ” นับดาวฝืนเอ่ยคำที่เธอไม่คิดว่าจะได้พูดมันออกมา ความสุขระยะสั้นที่ลงเอยด้วยความเจ็บปวด แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกแต่เธอก็รู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดซ้ำที่แผลเดิมจนเหวอะหวะ
“ไม่เอานะคะ เจเจไม่เลิกนะ” จิณณวัตรีบตอบกลับทันที
“ออกไป ฉันไม่อยากได้ยินเสียงนาย ฮืออ” ตอนนี้เธอไม่พร้อมจะรับฟังคำโกหกอะไรทั้งนั้น
“งั้นเจเจจะรอตอนพี่นับดาวใจเย็นลงก่อนแล้วจะมาอธิบายเรื่องทุกอย่างให้ฟังว่าเจเจไม่ได้คิดแบบนั้นเลย ไม่ใช่แบบที่พี่นับดาวได้ยินนะคะ” ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว เขามีเธออยู่เคียงข้างตลอดไป และอยากดูแลเธอให้ดีที่สุดเท่าที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้
“ฮือออ”
“เจเจจะไปแล้ว คนสวยเลิกร้องไห้นะคะ เจเจจะสั่งอาหารมาให้ ร้องไห้มาก ๆ อาจจะปวดหัว อย่าลืมกินข้าวแล้วกินยานะคะ เจเจขอโทษที่ทำให้คนสวยต้องร้องไห้” จิณณวัตพูดด้วยความเป็นห่วง เขายอมถอยออกมาก่อนเพราะพูดคุยตอนนี้ก็ไม่น่ามีอะไรดีขึ้นแล้ว และเขาก็ไม่อยากจะได้ยินเสียงแฟนตัวเองร้องไห้
“ออกไปสักที!”