เมื่อกลับมาถึงตำหนัก ก็ไม่พบกับสัตว์เทพของตนเอง
จึงเรียกหาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด
“หว่านไฉ หว่านไฉ ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้” เฟิ่งหวงเรียกสัตว์เทพของตนเอง สัตว์เทพนกกระเรียนทอง
บินออกมาจากความมืด
ร่างที่แท้จริงของเขาเป็นสีทองเปล่งประกายชวนมอง เขาแปลงร่างเป็นมนุษย์บุรุษรูปงาม
ผิวกายขาวผ่อง ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเป็นสีน้ำตาลอ่อน
ภูษาสีทองสลับกับขาวดูเข้ากันยิ่งนัก
“ขอรับนายท่าน หว่านไฉมาแล้ว”
เสียงจ้อช่างเจรจานั้นแหละคือสัตว์เทพนกกระเรียนทอง
ขององค์รัชทายาท
“เจ้าว่าหากข้ามีสหายผู้หนึ่งเมื่อครั้งยังเยาว์ บัดนี้ 10 ปีให้หลัง
นางจำข้าไม่ได้ เจ้าว่าข้าควรทำเช่นไร
นางจึงจะจำข้าได้”เฟิ่งหวงเริ่มถามคำถามที่สงสัยนี้กับสัตว์เทพของเขา
“สหายหญิงหรือขอรับ”
ใบหน้าทะเล้นนั้น ถามด้วยความอยากรู้
และยิ้มจนตาปิด
“เจ้าอย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ สหายของข้า
ก็คือสหายของข้า...”
เฟิ่งหวงพูดด้วยใบหน้ามีพิรุธที่สุดเท่าที่เจ้านกกระเทียนทองของเขาเคยเจอมา
กว่าครั้งไหนๆ เพราะปกติแล้วเฟิ่งหวงจะเก็บอาการ และแสดงออก
ด้วยสีหน้าเย็นชาเสมอเมื่อพบเจอกับบุคคลอื่นๆ
แต่วันนี้แตกต่างออกไปมาก ในโถงใหญ่เขากลับแสดงสีหน้าสดชื่นและสายตาที่มอง
ไปยังไป่ลู่จิ่ว ธิดาดอกไม้ผู้นั้น ช่างแตกต่างจากการมองเทพ
หรือเซียนหญิงคนอื่นเป็นไหนๆ
เจ้านกกระเรียนทองเป็นสัตว์เทพประจำตัวเฟิ่งหวงมาตั้งแต่ ตอนที่เฟิ่งหวง
ตกลงไปในภูเขาหลิงเจียน ครั้งนั้นองค์เทียนโฮ่ว ทรงห่วงใยบุตรชาย
ของตนเองมากจึงเสาะหาสัตว์เทพให้เฟิ่งหวงที่สามารถดูแล
และเป็นเพื่อนกับเขาได้ จะได้ไม่หนีไปเที่ยวจนพลัดหลงไปอีก
“สหายของเ้า คือใครกันลูกข้า”
เทียนโฮ่วเดินเข้ามาได้ยินที่เฟิ่งหวง
กำลังคุยกับหว่านไฉพอดี
“ท่านแม่ยังจำครั้งนั้นที่ลูกพลัดตกลงไป ในูเาหลิงเจียนได้หรือไม่”
เฟิ่งหวงถามผู้เป็แม่ด้วยความสงสัย
“จำได้สิ เจ้ายังจำนางได้อีกหรือลูกรัก”
นางยิ้มด้วยความพึงพอใจ เพราะรู้มาตลอดว่าเฟิ่งหวง
และไป่ลู่จิ่วเคยพบหน้ากันตั้งแต่เยาว์วัยจากการ
บอกเล่าของท่านเทพผู้เฒ่า
นางจำได้ดีว่าท่านเทพผู้เฒ่าได้ลบความทรงจำของไป่ลู่จิ่ว จนไป่ลู่จิ่วจำเฟิ่งหวง
ไม่ได้อีก แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะนางรู้นิสัยบุตรชาย
ของนางดีว่าเฟิ่งหวงต้องพยายามทำทุกอย่าง
ให้ไป่ลู่จิ่วจำเขาให้ได้แน่
ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่พวกเขาทั้งสองจะได้ใกล้ชิดกัน คนเป็นแม่จึง
ตัดสินใจที่จะไม่บอกแก่เฟิ่งหวงว่า
ไป่ลู่จิ่วนางถูกลบความทรงจำ
“ครั้งนั้นลูกได้เจอกับสหายของลูกนางหนึ่ง ชื่อของนางเหมือนกับ
ธิดาดอกไม้ผู้นั้น แต่ดูเหมือนนางจะจำลูกไม่ได้”
เขากล่าวด้วยนำเสียงเรียบเฉยแต่สายตา
ของเขากำลังครุ่นคิด
“ถ้าเคยเจอกัน ทำไมเขาจะจำเ้าไม่ได้หละลูกแม่”
นางพูดเพื่อย้ำความคิดเดิมของเฟิ่งหวง
“แต่ถึงนางจะจำข้าไม่ได้ ลูกนี่แหละจะทำให้นางจำลูกให้ได้”
เขาพูดด้วยความมุ่งมั่น
“แม่ขออวยพรให้เ้าสมหวังดังที่เ้าคิดนะลูกรัก”
เทียนโฮ่วรู้ดีว่าเฟิ่งหวงจะต้องทำให้ได้ตามที่เขา
ได้ลั่นวาจาไว้อย่างแน่นอน
“แม่ฝากเ้าช่วยดูแลน้องด้วยนะลูก นางเป็ธิดาของสหายรักของเสด็จพ่อ
ท่านลุงของเ้าคือ ท่านพ่อของนาง ท่านแม่ของนางก็เป็สหาย
ของแม่ั้แ่ครั้งวัยเยาว์ นางเสียทั้งท่านพ่อ
และท่านแม่ไปั้แ่ยังเล็ก ชีวิตของนาง
ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
เทียนโฮ่วสีหน้าสลดเมื่อพูดถึง
เรื่องของไป่ลู่จิ่ว
“ท่านแม่อย่าห่วงเลย นางก็เป็นสหายของข้า ข้าจะไม่ปล่อย
ให้นางโดดเดี่ยวเด็ดขาด”
คำพูดของเฟิ่งหวงเป็นดั่ง คำมั่นสัญญาต่อผู้เป็นแม่ของเขา
เท่านี้เทียนโฮ่วก็ยิ้มได้อย่างพึงพอใจ
เช้าวันถัดมา ณ ตำหนักระเมฆา เทพเสวียนจี ขอเข้าเฝ้า
องค์รัชทายาทเป็การส่วนตัว
“องค์รัชทายาทเพคะ เทพเสวียนจีขอเข้าเฝ้าเพคะ”
สาวใช้ในตำหนักเดินเข้ามาแจ้งแก่เฟิ่งหวง
“ให้นางเข้ามา”
เฟิ่งหวงตอบไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะเขารู้ดีที่นาง
มาเข้าเฝ้าเพราะต้องการสิ่งใด นางเดินเข้ามาช้าๆ
และมองไปรอบๆตำหนัก ได้แต่คิดในใจ สักวันหนึ่งนางจะต้อง
เป็นพระชายาขององค์รัชทายาทให้ได้
นางจะต้องนั่งตำแหน่งเทียนโฮ่วให้ได้ นางมีใจรักใคร่เฟิ่งหวง
ตั้งแต่ยังเด็ก และฝังใจรักเฟิ่งหวงตลอดมา
“คารวะองค์รัชทายาท”
นางทำการคารวะเฟิ่งหวงช้าๆ สายตาจับจ้องที่ใบหน้าหล่อเหลาของเฟิ่งหวง
ยิ้มให้เขาด้วยความดีใจ
“นั่งก่อนเถิด” เฟิ่งหวงพูดขึ้นในขณะที่ตายังมองไปที่ตัวอักษรที่บรรจงเขียนอยู่นั้น
เฟิ่งหวงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและใบหน้าที่เฉยชา
ทำให้นางทำสีหน้าไม่ถูก
“เจ้ามีธุระอันใดกับข้างั้นหรือ”
เงยหน้าขึ้นมามองนิดนึง ก่อนจะก้มหน้าเขียนต่อ คำถามนี้ทำให้นาง
ถึงกับชะงัก เพราะวันนี้นางหวังจะมาชวนเฟิ่งหวง
ไปเที่ยวเล่นยังดินแดนทะเลบูรพา
“ข้าได้ยินว่าช่วงนี้ดินแดนบูรพา ดอกบัวกำลังเบ่งบานเต็มบึงในทิศเหนือ
ของดินแดนบูรพา ข้าจึงอยากมาชวนองค์รัชทายาท
เพื่อไปชมบึงบัวด้วยกันเพคะ”
นางพูดถึงจุดประสงค์ของนางได้อย่างชัดเจนและไม่มีเอียงอายทำให้เฟิ่งหวงหันมามองหน้าของนางด้วยความสงสัย
“เ้าคิดว่าข้าจะมีเวลาไปเที่ยวเล่นกับเ้าอย่างนั้นหรือ เ้าน่าจะเห็น
ว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่”
“ทรงอักษรเพคะ”
นางพูดด้วยใบหน้าสลด
“เ้าไปเถิด วันนี้ข้าคงไม่ว่างไปกับเ้า”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและ
สีหน้าเ็าเช่นเคย
“นายท่าน นายท่านขอรับ ธิดาดอกไม้ขอเข้าเฝ้าขอรับ”
หว่านไฉวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพบนายและรีบแจ้งทันที
โดยไม่ได้สังเกตว่าผู้เป็นนายกำลังมีแขก
“นางจะมาพบข้า ด้วยเรื่องใดกัน”
เฟิ่งหวงเงยหน้าขึ้นแสร้งถามหว่านไฉ ตอนนี้เขากำลังเก็บอาการดีใจอยู่เพราะไม่คิดว่านางจะมาหาถึงตำหนักของเขา
“นางแจ้งว่า อยากชวนท่านไปยังแดนประจิมขอรับ”
หว่านไฉแจ้งผู้เป็นายอย่างกระฉับกระเฉง
“บอกนางว่า รอข้าเดี๋ยวเดียว ข้าจะออกไปพบ” สิ้นคำที่เฟิ่งหวง หว่านไฉรีบไปแจ้งแก่ไป่ลู่จิ่วทันที
ทำเอาเทพเสวียนจีที่นั่งอยู่ตรงนั้นทำหน้าไม่ถูก นางรู้สึกเสียหน้า เพื่อจะไปดูหน้า
ธิดาดอกไม้ผู้นั้นให้ชัดเจน นางรีบเดินออกไปทันที