ตอนที่ 9
ลี่มี่จิน ที่ผิดหวังกับการตัดสินใจของลูกชายเป็อย่างมาก ที่ไม่เลือกที่จะอยู่กับเธอ แต่เลือกที่จะออกไปลำบากแทน แต่ผิดกับทั้งสามคน ที่ได้คุยกันเอาไว้ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พวกเขาก็รู้สึกดีทั้งนั้น เพราะทุกอย่างนั้นเป็ไปได้ด้วยดี ขอแค่พวกคนไร้ประโยชน์ออกไปจากบ้านได้เท่านั้น มีแต่เพียงคนเป็พี่ชายเท่านั้น ที่ห่วงน้องชาย เพราะเขามีกันแค่สองคนพี่น้อง และกลัวว่าน้องจะไปลำบาก
"น้องรอง ไม่คิดใหม่อีกครั้งหรือ ไม่ต้องไปไหนหรอก อยู่กันทั้งครอบครัวนั่นล่ะ จะไปอยู่ที่ไหนกัน พี่เป็ห่วง" เขามองน้องชายด้วยความเป็ห่วงอย่างแท้จริง
"ขอบคุณครับ ผมตัดสินใจแล้ว ว่ายังไงก็จะอยู่กับครอบครัว"
เขาเองก็รู้สึกขอบคุณพี่ชาย เขารู้ว่าพี่ชายเป็ห่วงเขา และหลาน แต่ไม่ใช่กับคนอื่นที่ตอนนี้มองพี่ชายของเขาด้วยความไม่พอใจ เขาเองก็เข้าใจได้ และรับรู้เื่นี้มานานแล้ว ตอนนี้น่าจะถึงเวลาแล้ว
"ถ้าตัดสินใจดีแล้ว ลู่จื้อ หลานไปตามผู้ใหญ่บ้านให้ย่าหน่อย บอกว่าย่าต้องให้ช่วยเหลือ" ในเมื่อลูกชายหัวดื้อไม่ยอมเปลี่ยนใจ เธอเองก็ไม่อยากจะรั้งไว้เหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าจะไปได้สักเท่าไรกัน
"ครับ" ลู่จื้อรับคำ และไม่ได้พูดอะไร เพราะไม่ได้สนิทกับย่า เพราะย่าไม่ชอบครอบครัวตัวเอง เขาก็ไม่ชอบที่พวกเขาชอบใช้งานแม่และพี่สาว บางครั้งยังโดนต่อว่าอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่ทั้งสองคนทำงานกัน มีแต่คนอื่นไม่ต้องทำงาน แต่กลับไม่โดนว่าอะไรเลยสักนิด
ผ่านไปไม่นานผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็พ่อของผู้ชายที่มาถอนหมั้นเธอก็มาถึงที่บ้าน แม้จะแปลกใจว่าพวกเขามีเื่อะไรกัน แต่ในเมื่อเขาเป็ผู้ใหญ่บ้าน ลูกบ้านเรียกก็จำต้องมา
"แม่เฒ่า มีอะไรหรือเปล่า อยู่กันครบอย่างนี้ ขาดเพียงหลานชายที่ทำงานในเมืองสินะ"
เมื่อมาถึง จึงทักผู้าุโของบ้านออกไป และมองทุกคน โดยเฉพาะคนที่ลูกชายให้มาถอนหมั้นด้วย แม้จะรู้สึกผิด แต่เขาเองก็สงสารลูกเหมือนกัน และคนที่พูดคุยเื่หมั้นกันก็ได้ตายไปกันหมดแล้ว จึงไม่อยากจะเอาเื่ที่พูดคุยมาบังคับลูกชายให้แต่งงานกับคนไม่รัก แต่ทำไมชาวบ้านถึงเอาไปพูดว่า เยี่ยนฟาง เสียใจไม่เป็ผู้เป็คนถึงกับจะฆ่าตัวตายได้ แต่ที่เขาเห็น ไม่เห็นจะเป็อย่างนั้นเลยสักนิด ออกจะดูดีและวางตัวเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด คงจะพูดกันไปเองอีกตามเคย
ส่วนเยี่ยนฟาง ก็รู้ว่าลุงผู้ใหญ่บ้านมองสำรวจตัวเองอยู่ แต่แล้วยังไงใครจะไปสนกัน เธอไม่ใช่เยี่ยนฟาง คนเก่าเสียหน่อย ที่ใจเปราะบางขนาดนั้น เื่เล็กน้อยถึงกับต้องทำร้ายตัวเอง ทั้งที่คนพวกนั้นไม่ได้มีค่าอะไร ให้ต้องสละชีวิตให้เสียหน่อย
"หนูเยี่ยนฟาง เป็อย่างไรบ้าง เห็นว่าจมน้ำหรือ แล้วถึงกับไม่สบายเลยไม่ใช่หรือ" ถามออกไปด้วยความเป็ห่วง เพราะยังไงเด็กสาวคนนี้ก็เป็คนดี จริงๆ แล้วเขาก็อยากได้เด็กสาวคนนี้เป็ลูกสะใภ้เหมือนกัน เพราะเป็คนขยัน แต่ลูกชายไม่ได้ชอบนี่สิ แม้จะเสียดายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
"ไม่เป็ไรแล้วค่ะ หลังจากจมน้ำเลยไม่สบายไปหลายวัน แต่ตอนนี้หายแล้ว ขอบคุณค่ะที่เป็ห่วง"
ทำไมเด็กสาวที่เคยขี้อายที่เขาจำได้ ถึงกลายเป็คนที่กล้าพูด กล้าที่จะมองหน้า เหมือนกับไม่ใช่คนที่ตัวเองเคยรู้จักเลยสักนิด
"แล้วเื่ถอนหมั้น ลุงขอโทษด้วยนะ เลยทำให้หลานเสียชื่อเสียงไปด้วย แต่ลุงเห็นว่าไม่รักไม่ชอบกัน ถึงจะแต่งงานกันก็อาจจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ หลานคงไม่เก็บเื่นี้มาคิดหรอกนะ"
"ลุงลู่เฉียวทำถูกแล้วล่ะค่ะ เื่นั้นเป็เื่ที่ผู้ใหญ่จัดการกัน เราไม่ได้รักได้ชอบกัน การถอนหมั้นดีที่สุดแล้ว และฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรด้วย ลุงสบายใจได้"
แต่คนที่ไม่เข้าใจกลับเป็ เฉินลี่อิน ไหนเื่ที่เธอได้ยินมาว่าพี่สาวเยี่ยนฟาง ถึงกับทำใจไม่ได้เพราะอับอาย ถึงกับะโน้ำฆ่าตัวตาย แต่นี่ไม่เห็นจะเป็อย่างที่คิด ดูออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่ถูกถอนหมั้น ทำไมเป็อย่างนี้ มันต้องเสียใจสิถึงจะถูก เธอตั้งใจให้พี่จางิ่ มาถอนหมั้น มันเลยนะ คนที่มีฐานะอย่างนี้ต้องเป็ของเธอถึงจะถูกแล้วเธอก็ทำสำเร็จ แต่ที่เธอไม่พอใจคือการที่มันไม่เสียใจนี่ล่ะ
"ลุงเห็นหลาน ไม่เป็อะไรอย่างนี้ลุงค่อยสบายใจหน่อย แล้วแม่เฒ่า ให้ลู่จื้อไปตามผมมามีอะไรหรือเปล่าครับ"
เมื่อสบายใจแล้ว ที่เด็กสาวที่เขาเอ็นดูไม่ได้เป็อะไรทำให้เขารู้สึกสบายใจแล้ว จึงได้พูดถึงเื่ที่ให้เขามาในวันนี้
"คืออย่างนี้นะ จะให้ผู้ใหญ่ทำเื่แยกบ้านให้ลูกชายคนรองของฉันเสียหน่อย ลูกๆ โตมีครอบครัวกันแล้ว จึงอยากจะแยกครอบครัวให้ออกไปดูแลกันเอง ส่วนฉันจะอยู่กับลูกชายคนโต" ทั้งที่เื่จริงเป็อีกอย่างแต่ไม่สามารถที่จะให้คนนอกครอบครัวรู้ได้ เพราะมันเป็เื่ที่ไม่ดีสักเท่าไร
เมื่อแม่เฒ่าพูดเสร็จ เขาจึงหันไปทางซีซวน เหมือนจะถามว่าจริงหรือเปล่า เพราะเขารู้ว่าบ้านนี้มีแรงงานหลักแค่คนเดียวแยกบ้านออกไปต้องลำบากมากอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าคนเป็แม่้าอะไร ทั้งๆ ที่รู้ว่าลูกจะลำบากยังจะทำอย่างนั้นกับลูกชายอีก แต่เขาก็เป็เพียงคนนอกเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปก้าวก่ายเื่ในครอบครัวของคนอื่น แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจสักเท่าไร
"จริงใช่ไหม ซีซวน ที่นายจะแยกบ้านออกไป คิดดีแล้วใช่หรือเปล่า ไม่คิดดูใหม่อีกครั้งหรือ" เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ เพราะอยากจะให้ตัดสินใจให้ดีก่อน
"ผู้ใหญ่น้องรอง้าอย่างนั้นจริงๆ ผู้ใหญ่ก็รีบทำตามที่้าเถอะค่ะ"
เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่บ้านที่้าจะรั้งให้น้องชายสามีอยู่ที่บ้านนี้ เธอไม่คิดจะยอมอย่างแน่นอน เพราะเื่นี้เธอพยายามทำมาตั้งนานแล้ว และกำลังจะสำเร็จจะมาถกขัดขวางอย่างนี้เธอจะไม่ยอมเด็ดขาด
"ผม้าแยกบ้านจริงๆ ครับ ผู้ใหญ่ก็ทำหนังสือแยกบ้านให้ผมด้วยแล้วกันครับ" เขาตอบอย่างหนักแน่น และคิดว่าเขาตัดสินใจถูกแล้ว และไม่คิดจะเปลี่ยนใจ
"แล้วแยกบ้าน จะไปอยู่ที่ไหนกัน หรือว่าแค่แยกกินเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่บ้านหลังนี้" ถามเื่ที่จำเป็ในการแยกบ้าน
"ผมจะไปอยู่ที่บ้านของแม่ต้าเหนิง ที่ตอนนี้ปล่อยร้างเอาไว้ ผู้ใหญ่ก็เอาชื่อของพวกเราเข้าทะเบียนบ้านหลังนั้นเลยก็ได้ครับ"
"แต่บ้านหลังนั้น มันเก่ามากแล้วไม่ใช่หรือ ไม่มีคนอยู่มานานแล้ว จะยังใช้ได้หรือเปล่า"
"ถ้าตรงไหนของบ้านไม่ดี ผมจะค่อยๆ ซ่อมเอาครับ"
"เฮ้อ..อย่างนั้นก็ได้ตามใจ แล้วแม่เฒ่า จะแบ่งอะไรให้ลูกชายไปบ้างล่ะ อย่างน้อยควรที่จะมีอะไรไปให้พวกเขาบ้างนะครับ"
"ฉันคงให้เขาไม่เยอะหรอกนะ เพราะเขาทำงานคนเดียว ให้ได้แค่ข้าว 5 กิโล แป้ง 5 กิโล เงินอีก 3 หยวน ฉันให้ได้เท่านี้ หลังจากนั้นก็ให้พวกเขาหากินกันเอาเอง"
ผู้ใหญ่บ้านถึงกับทำตัวไม่ถูกของแค่นั้นจะกินได้สักกี่วันกัน สงสารเหลือเกิน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ดุแล้วความลำเอียงที่มี คงจะต้องมีเื่อะไรภายในครอบครัวอย่างแน่นอน
"ซีซวน แค่นี้พอจะรับได้หรือเปล่า"
เมื่อได้ยินสิ่งที่แม่มอบให้เขา ถึงกับน้ำตาซึม แม่ใจร้ายกับเขาเหลือเกิน ของแค่นี้จะอยู่ได้สักกี่วัน จะให้พวกเขาอดตายกันหรืออย่างไร แต่เมื่อมองไปที่ทุกคน ที่คอยมองอย่างให้กำลังใจ จึงได้รับคำไป เพราะคิดว่าแล้วค่อยหาทางหาเงินซื้อเพิ่มเอาแล้วกัน
"ครับ ตามที่แม่เห็นสมควรเลยครับ"
"แม่ให้น้องไปไม่น้อยเกินไปหรือครับ แล้วจะพอกินได้กี่วันกัน แม่ให้น้องไปอีกเถอะครับ"
ยังเป็พี่ชายของเขาที่ยังคงเป็ห่วงน้องชายอยู่ แต่ไม่ใช่กับเมียของเขา ที่ตอนนี้แทบจะอยากจัดการสามีตัวดี ที่พูดจาไม่รู้เื่หลายครั้งแล้ว
"คุณนี่พูดจาเลอะเทอะจริงๆ บ้านเรามีกันตั้งหลายคน จะมอบให้มากกว่านี้แล้วพวกเราจะกินอะไรกัน"
"แต่ว่า" ยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ เมียของเขาตวาดกลับมาทันที ทำให้เขาจึงต้องหยุดพูด
"หยุดพูดไปเลย"
"ผู้ใหญ่เอาตามที่ฉันบอกนั่นล่ะคะ ลูกชายของฉันไม่ได้ขัดอะไร เขาคงยอมรับได้"
"ครับ อย่างนั้น คือแยกบ้าน โดยแบ่งข้าวและแป้ง 5 กิโล เงิน 3 หยวน แล้วค่าเลี้ยงดูแม่้าหรือเปล่าครับ"
"ส่งให้แม่เป็รายเดือนก็แล้วกัน เดือนละ 5 หยวน แต่ว่าเดือนนี้ยังไม่ต้อง เพราะคงต้องใช้เงินมากอยู่"
"เอาตามนี่นะครับ ผมเพิ่มไปในใบสัญญาแยกบ้านให้แล้ว อย่างนั้นทุกคนก็มาลงนามรับรู้กันครับ"
เมื่อได้ลงนามกันเรียบร้อยแล้ว เขาจึงได้กลับบ้านไปแม้จะสงสารแต่เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ละครอบครัวล้วนต้องมีปัญหากันทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร เื่ต่อจากนี้ก็ขอให้พวกเขาจัดการกันเองก็แล้วกัน
( ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ )