ไม่ แค่นี้ยังไม่พอ
เยี่ยนเจาเจาได้ยินเสียงเรียกร้องในใจตนเองความปรารถนานี้แผ่กระจายไปทั่ว ทั้งยังไม่มีที่ให้ระบายออกมา
เยี่ยนเจาเจาจึงยื่นมือออกไป
นางยื่นมือออกไปวางลงบนใบหน้าของหนานหมิงเหอแผ่วเบา ลูบเรียวคิ้วเขาอย่างดื้อดึงและร้อนใจโดยไม่สนหลักเกณฑ์ใด แต่กลับแฝงความโหยหาจนล้นไว้
ปลายนิ้วบอบบางราวหยกขาวลูบผ่านคิ้วช้าๆลากผ่านจมูกโด่งเป็นสันและกระบอกตาลึกเล็กน้อย ก่อนจะหยุดลงบนริมฝีปากของหนานหมิงเหอในท้ายที่สุด
แตะมันอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ปลายนิ้วช่างอ่อนนุ่มราวกับจมดิ่งอยู่ในแอ่งน้ำของวสันตฤดู
ริมฝีปากของเด็กหนุ่มแตกต่างจากของนางเยี่ยนเจาเจาเคยได้ยินผู้อื่นกล่าวว่าบุรุษที่มีริมฝีปากบางนั้นใจอำมหิต แต่ริมฝีปากเหลียงอินอวบอิ่มความเหี้ยมโหดของเหลียงอินกลับยากจะกล่าวให้รวบรัด
ใบหน้านี้เป็นดวงหน้าที่ปัจจุบันสลักลึกอยู่ในใจเยี่ยนเจาเจาไม่ว่ามันจะแฝงอารมณ์ใด สายตาที่มองเยี่ยนเจาเจามักอ่อนโยนและหนักแน่นเสมอ
เยี่ยนเจาเจาอยากจดจำดวงหน้านี้ไว้
ใบหน้านี้ เยี่ยนเจาเจาเม้มริมฝีปากราวจะร้องไห้ก็ไม่ใช่จะยิ้มก็ไม่เชิงดวงตาเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา แต่กลับเจือแววยินดี
พี่ชายรองน่ะ...
หนานหมิงเหอคือบุรุษรูปงามที่สุดเท่าที่เยี่ยนเจาเจาเคยเจอแต่แม้เยี่ยนเจาเจาจะชอบคนงาม สิ่งที่ฝังอยู่ในใจเยี่ยนเจาเจากลับไม่ใช่ใบหน้างดงามของหนานหมิงเหอ
แต่เป็นความห่วงใยและปกป้องเยี่ยนเจาเจาของหนานหมิงเหอเป็นความรัก ความทะนุถนอมและอ่อนโยนที่หนานหมิงเหอมีต่อเยี่ยนเจาเจาทุกครั้ง
นางอดโค้งตัวลงพลันใช้มือปิดดวงตาของหนานหมิงเหอที่กำลังมองนางไว้ไม่ได้
เด็กหนุ่มปล่อยให้นางทำตามต้องการแม้จะอยู่ในท่าทางที่เหมือนอ่อนน้อมและต้อยต่ำกว่า เขาก็ยินดี
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้จะระบายความปรารถนาที่วิ่งพล่านในใจตนอย่างไรดวงตาคู่นั้นทำให้นางไม่อาจควบคุมทุกความรู้สึกนึกคิดของตนได้นางจึงจำต้องปิดกั้นมันไว้ชั่วคราว
แต่อารมณ์ที่เอ่อล้นอยู่ในใจยังไม่คุ้นเคยสำหรับนาง นางอยากจะระบายความรู้สึกออกมาและสุดท้ายก็ไม่อาจทนไหว ก้มศีรษะลงมากดจูบลงบนหลังมือของตนเอง โดยไม่ต้องมีใครสอน
ใต้มือเป็นดวงตาของหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาก็รู้ว่าดวงตาคู่นี้เป็นเช่นไรแม้จะไม่ได้มองมัน
จังหวะที่นางกดจุมพิต ดอกไม้ไฟลูกใหญ่ที่สุดก็ระเบิดอยู่นอกหน้าต่างพอดี
เสียงดังปัง ระเบิดหัวใจของเยี่ยนเจาเจาจนว้าวุ่น
แสงสว่างริบหรี่ตกกระทบบนใบหน้าด้านหนึ่งของเยี่ยนเจาเจาเผยให้เห็นความอบอุ่นที่แผ่กระจายแต่สั่นสะท้านบนดวงหน้านางทั้งยังสะท้อนให้เห็นความอ่อนโยนยากจะเมินเฉยบนเครื่องหน้าเด่นชัดของหนานหมิงเหอ
มีเด็กสาวตัวน้อยในเรือนกำลังชะโงกศีรษะมองดอกไม้ไฟข้างนอกหงซิ่วและหลานเล่อต่างก็ถอนหายใจ “ช่างงดงาม ข้าไม่เคยเห็นดอกไม้ไฟที่งดงามเช่นนี้มาก่อน”
ความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อแวบผ่านเข้ามาในดวงตาของเยี่ยนเจาเจาและสุดท้ายก็กลายมาเป็นดวงตาใต้ฝ่ามือของนาง ทุกครั้งที่เขาหันกลับมามองตนเอง ดวงตาคู่นี้ล้วนมั่นคงและอาลัยรักเช่นในอดีต
เยี่ยนเจาเจาครุ่นคิด ในชีวิตนี้ตนอาจล้มเหลวผิดหวังแต่นางจะไม่เสียใจ
เมื่อเจินเจินและอ้ายอ้ายกลับมาเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอก็นั่งประจำที่ของตนแล้วบนโต๊ะวางอาหารคาวและของว่างแก้มชาเลิศรสหลากหลายประเภทล้วนเป็นอาหารจานเด็ดของหอเทียนเซียงทั้งหมด
“ดอกไม้ไฟเมื่อสักครู่งดงามหรือไม่!” เจินเจินนั่งถัดไปจากเยี่ยนเจาเจาจากนั้นกอดแขนเจาเจาไว้อย่างสนิทสนม
“เป็นชิวเกอเอ๋อร์ที่บอกพวกเราว่าจะชดเชยของขวัญวันเกิดให้อาจ้าวพวกเราลองคิดดู รู้สึกว่าฉลองตอนกลับบ้านช่วงปีใหม่นั้นดีที่สุด
ในเมื่อจวนไร้พวกคนน่าหนวกหูพวกนั้นแล้วก็สามารถทำตามใจชอบได้ พวกเราคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็อยากมอบดอกไม้ไฟที่ไม่ซ้ำใครให้อาจ้าวอาจ้าวชอบหรือไม่?”
แก้มอ้ายอ้ายขึ้นสีแดงก่ำ ข้างนอกอากาศเย็นจัดแต่จมูกกลับมีเม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดขึ้นมา อีกทั้งมีรอยยิ้มส่องประกายภายในดวงตา
ความไร้เดียงสาและมีชีวิตชีวาของคุณหนูตัวน้อยลุกลามราวกับถ่านที่ลุกไหม้ในห้อง
“งดงาม ข้าชอบมากเลย”
เยี่ยนเจาเจายกยิ้ม จากนั้นแบ่งซิ่งเหรินโต้ฝู [1] อาหารจานโปรดของพวกนางเป็นสองส่วนให้กับเจินเจินอ้ายอ้ายด้วยตัวเองยื่นให้พวกนางพลางเอ่ย “ดอกไม้ไฟพวกนี้ช่างคิดนัก ขอบคุณพี่หญิงเจินเจินและพี่หญิงอ้ายอ้ายเจ้าค่ะ”
คำว่าพี่หญิงนี้เรียกจากใจจริงเด็กสาวที่เยี่ยนเจาเจาชอบพอที่สุดย่อมเป็นกัวซีฉือและฝาแฝดพี่หญิงน้องหญิงงดงามน่ารักคู่นี้
นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหนานหมิงเหอเจินเจินและอ้ายอ้ายจะเตรียมงานวันเกิดให้กับตนเช่นนี้ ตอนกลางวันวันนี้เจินเจินกับอ้ายอ้ายมาจู้จี้จุกจิกว่าจะออกมาข้างนอกให้ได้เยี่ยนเจาเจาไม่ทันได้คิดมาทางนี้เลย
ความรักที่ได้รับจากผู้อื่นทำเยี่ยนเจาเจาคาดไม่ถึง จนหัวใจพลันอ่อนยวบยาบ
เยี่ยนเจาเจามีความสุขจริงๆ
นางไม่ได้มีความสุขเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว
“ใช่หรือไม่เล่า”เจินเจินใช้ช้อนเงินคันเล็กตักซิ่งเหรินโต้ฝูให้ตนเองหนึ่งคำมันเอร็ดอร่อยเสียจนดวงตาหยีลง พลางกล่าว “พวกเราฟังคำของผู้เชี่ยวชาญเขากล่าวว่าดอกไม้ไฟจากเมืองหลิวหยาง [2] นั้นยอดเยี่ยมที่สุด ชิวเกอเอ๋อร์รู้จักกับพ่อค้าที่นั่นพวกเราจึงซื้อดอกไม้ไฟได้ในราคาต่ำมาได้
เงินอั่งเปาหลายปีก่อนของพวกเราสองพี่น้องมีไม่น้อยวางไว้ก็ไม่รู้จะทำอะไร ยามนี้ญาติพี่น้องหายไปเยอะไม่ต้องมาแลกเปลี่ยนน้ำใจกันพวกเราจึงสมทบเงินคนละร้อยตำลึง ทำให้พวกเราได้ดูดอกไม้ไฟหลากสีสันเช่นวันนี้”
“ใจข้ายังเต้นตึกตักๆ อยู่เลย ดังปังๆ! โอ๊ย ไม่หยุดไม่หย่อน หูข้าก็เต้นตามไปด้วย!”
อ้ายอ้ายเลียนเสียงดอกไม้ไฟระเบิดบนท้องฟ้าอย่างซุกซนเหล่าพี่น้องหัวเราะและกอดกัน ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาประดับประดาไปด้วยรอยยิ้ม
เจินเจินและอ้ายอ้ายยินดีควักเงินหนึ่งร้อยตำลึงเงินออกมาความจริงไม่น้อยเลย เยี่ยนเจาเจารู้ว่าเงินอั่งเปาต่อปีของพวกนางสองพี่น้องประมาณสิบถึงยี่สิบตำลึงเท่านั้นเห็นชัดว่าเจินเจินอ้ายอ้ายจริงใจกับตนเองจริงๆ
แต่ความจริง ดอกไม้ไฟพวกนี้ราคาต้องสูงกว่าจำนวนนี้แน่นอน
เหลียงอินเคยรับผิดชอบการจัดซื้อสินค้าของกรมพิธีการและเยี่ยนเจาเจาก็ได้ช่วย
ดอกไม้ไฟขนาดนี้อย่างน้อยต้องมีสี่หลักทั้งยังเป็นสี่หลักราคาแรงด้วย แม้เจินเจินอ้ายอ้ายจะออกเงินช่วยไม่น้อยแต่ความจริงก็แค่ส่วนเล็กๆ
ส่วนมากหนานหมิงเหอเป็นคนจ่ายด้วยตัวเอง
คนผู้นี้ช่าง...
เยี่ยนเจาเจาเพิ่งจะหันศีรษะไปทางหนานหมิงเหอก็เห็นหนานหมิงเหอจ้องมองตนตาไม่กะพริบ นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยแววอ่อนโยนพะเน้าพะนอ
ให้ตาย!
ใครจะไปทนไหว!
เยี่ยนเจาเจาทนไม่ได้และไม่รู้ว่าควรจ้องตอบสายตาของหนานหมิงเหอเช่นไรจึงเพียงถลึงตากลับไปอย่างขุ่นเคือง แล้วเบือนหน้าไปเล่นกับเจินเจินอ้ายอ้ายต่อ
นางคิดว่าตนเอง “ขุ่นเคือง” แต่ความจริงไม่ได้โกรธสักนิดกลับเหมือนกำลังออดอ้อนไม่พอใจ ทั้งน่ารักน่าเอาใจมากกว่า
“อาจ้าว กินนี่สิ!”
เจินเจิน อ้ายอ้ายยกขนมอีกชามมาให้เยี่ยนเจาเจาเจาเจาก็กินตามใจพวกนาง หนานหมิงเหออีกฝั่งเห็นนางเล่นสนุก ก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องข้างไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
อันที่จริงเยี่ยนเจาเจารู้ว่าหนานหมิงเหอออกไปแล้วแต่นางตระหนักว่าหนานหมิงเหอมีธุระมากกว่าตนเอง วันวานอยู่ในสถานศึกษาไม่มีเวลาจัดการตอนนี้ออกมาแล้ว ย่อมต้องไปจัดการให้เหมาะสม
แค่เขามีเวลามาฉลองวันเกิดให้เยี่ยนเจาเจาเยี่ยนเจาเจาก็มีความสุขมากแล้ว เยี่ยนเจาเจาพลันเห็นใจหนานหมิงเหอยิ่งขึ้นดีร้ายอย่างไรนางก็ยังมีคนรอบข้างอยากจัดงานให้นางดีใจแต่หนานหมิงเหอกลับกดดันตนเองมากกว่านาง
แต่นี่คือความหมกมุ่นของมนุษย์ เยี่ยนเจาเจาก็เป็นเช่นกัน แม้นางจะปวดใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ทั้งยังไม่อยากไปเปลี่ยนมัน เพียงคิดว่าวันหน้าจะปฏิบัติต่อพี่ชายรองให้ดีขึ้น
เยี่ยนเจาเจาเริ่มย้อนคิดว่าพี่ชายรองของตนเกิดวันใด จากนั้นก็วิตกกังวลอีกครั้งเห็นดอกไม้ไฟตระการตาขนาดนี้ไปแล้ว นางจะมอบของขวัญอะไรให้พี่ชายรองดีเล่า?
ช่างเป็นปัญหาใหญ่นัก
และอย่างที่คาดไว้ ก่อนปีใหม่หนานหมิงเหอบอกว่าตนต้องจากไปส่วนไปไหนมิอาจบอกเยี่ยนเจาเจาเช่นเดิม
แต่คราวนี้เยี่ยนเจาเจารู้อยู่แก่ใจ นางบอกหนานหมิงเหอซ้ำๆ ว่าอย่าได้บาดเจ็บกลับมาเด็ดขาดหากกลับมาพร้อมบาดแผลอีก นางจะไม่คล้อยตามแล้ว
แต่นอกจากเรื่องนี้เยี่ยนเจาเจาก็ไม่ได้ถามสิ่งใดอีก
แม้นางจะสงสัยว่าหนานหมิงเหอไปทำอะไรและเกี่ยวข้องกับตระกูลของหนานหมิงเหอหรือไม่แต่นางไม่ชอบสอดมือเข้ายุ่งธุระส่วนตัวของหนานหมิงเหอ หากหนานหมิงเหอยอมบอกนางนางก็จะฟังหากไม่ยอมก็ไม่มีอะไรร้ายแรง ชีวิตนี้ใครบ้างไม่มีความลับเล็กๆ น้อยๆ?
เยี่ยนเจาเจาเชื่อมั่นในตัวหนานหมิงเหอเต็มเปี่ยมซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ที่หนานหมิงเหอมอบความเชื่อใจแบบเดียวกันให้กับนาง โดยไม่มีความเคลือบแคลงใดๆ
แต่เยี่ยนเจาเจาก็มีข้อเรียกร้องเล็กๆนั่นคือครั้งนี้นางอยากไปส่งหนานหมิงเหอด้วยตัวเอง
ไม่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตามหากนางสามารถมองเห็นหนานหมิงเหอจากไปด้วยตาตนเองหัวใจที่หวั่นวิตกเพราะแยกจากกันอาจจะสงบลงได้บ้าง
อย่างไรเสียหนานหมิงเหอก็แบกสัมภาระไปมากมาย หนักขนาดนี้เยี่ยนเจาเจาเลยอยากช่วยเขาแบ่งเบาบ้างแม้ตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าเขาหอบสิ่งใดไป แต่ก็หวังว่าการที่ตนเองมาส่งจะทำให้เขาผ่อนคลายลงสักนิด
เยี่ยนเจาเจาไม่กล้าเปิดเผยตัวตนตอนไปส่งหนานหมิงเหอส่วนหนานหมิงเหอปลอมตัวตั้งแต่แรก จนดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง
เยี่ยนเจาเจาไม่กล้าสวมอาภรณ์ยามปกติของตนเองจึงเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าของหงซิ่ว บนใบหน้าทาผงสีเหลืองนางกับหนานหมิงเหอเลยดูเหมือนข้ารับใช้คู่หนึ่งที่ออกจากประตูข้างจวนสกุลหยวน เพื่อไปซื้อผักผลไม้ตามแถบชานเมืองแต่เช้าตรู่
แม้มิใช่ทุกคนจะจ้องคนอื่น แต่ใช่ว่าจะไม่มีคนชอบแอบมองข้างหลังเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอจึงต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอต่างก็เป็นคนขี้ระแวง
แต่เวลากระชั้นชิด หนานหมิงเหอไม่มีเวลานั่งพักที่ศาลายกจอกสุราอำลากับเยี่ยนเจาเจาเหมือนคนจากกันปกติ
การพูดคุยของทั้งสองคนเกิดขึ้นในตลาดอันแสนวุ่นวายหนานหมิงเหอเหลือเวลาหนึ่งถ้วยชาในการบอกลาเยี่ยนเจาเจา
สีหน้าราบเรียบของหนานหมิงเหอแลดูอ่อนโยน สายตาที่เขามองมายังเยี่ยนเจาเจามักทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกสงบอย่างยากจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูด
สายตาหนานหมิงเหอตกลงบนใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาสุดท้ายยกมือขึ้น ทัดผมที่ยุ่งเหยิงไปไว้หลังใบหูเยี่ยนเจาเจาแผ่วเบา
“ข้าต้องไปแล้ว”
ใจเยี่ยนเจาเจาแกว่งเล็กน้อยนางผุดลุกขึ้นขยับไปตรงหน้าหนานหมิงเหอ มือสองข้างประคองใบหน้าหนานหมิงเหอแผ่วเบาแล้วค่อยๆ โน้มตัวใช้หน้าผากสัมผัสกับหน้าผากของเขา
นอกรถม้าเป็นเสียงร้องเร่ขายของจอแจกลางตลาดผสมปนเปกับเสียงเด็กหัวเราะร่าบางครั้ง ฟังแล้วทั้งใกล้และห่างไกล
การลาจากน่าเศร้าเสมอ
“รีบกลับมา ข้า... ข้าจะรอท่านอยู่ที่จวนท่านต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะเจ้าคะ”
เยี่ยนเจาเจาอดคิดถึงตอนหนานหมิงเหอกลับมาคราวก่อนไม่ได้บาดแผลทั่วตัวของเขาทำนางกลัวจนใจหาย
หากไม่ใช่เพราะเยี่ยนเจาเจารู้ว่าตนเลยวัยฝึกยุทธ์ไปแล้ว นางคงอยากติดตามอยู่เคียงข้างหนานหมิงเหอแต่ตนในตอนนี้อยู่ข้างกายเขาเป็นได้เพียงภาระชิ้นใหญ่เท่านั้นนอกจากถ่วงแข้งถ่วงขา ตนก็ไม่มีประโยชน์อื่นใด
“ได้”
มือซ้ายของหนานหมิงเหอกุมใบหน้าเยี่ยนเจาเจาแผ่วเบาลูบอยู่พักหนึ่ง มืออีกข้างก็ล้วงหาของในแขนเสื้อแล้วยัดบางสิ่งใส่มือเยี่ยนเจาเจา
“เมื่อข้าไป เจ้าค่อยดูสิ่งนี้”
หนานหมิงเหอมิอาจทนได้สุดท้ายจึงโอบเยี่ยนเจาเจาไว้ในอ้อมแขนตน ตบหลังนางอย่างนุ่มนวลและอดกลั้น
ด้านนอกรถม้ามีเสียงเคาะผนังดังขึ้นครั้งสองครั้ง เยี่ยนเจาเจารู้ว่าถึงเวลาแล้ว
กำหนดการเดินทางของพวกเขาแน่นอน แม้เวลาหนึ่งถ้วยชาจะไม่นานแต่คงถึงขีดจำกัดที่สามารถยืดหยุ่นได้แล้ว
กระบอกตาเยี่ยนเจาเจาแดงก่ำ สุดท้ายยังไม่หลั่งน้ำตาออกมากลับเม้มริมฝีปากยกยิ้มแทน
“พี่ชาย ท่านไปเถอะ”
เยี่ยนเจาเจามิได้ขยับ หนานหมิงเหอปล่อยนางก่อนลงจากรถม้าหันกลับมาเหลือบมองนาง เมื่อเห็นใบหน้านางประดับรอยยิ้มเลือนรางเลยตัดใจจากไปในที่สุด
เยี่ยนเจาเจานั่งเงียบๆ อยู่บนรถม้าคนเดียวพักหนึ่งมิได้เอ่ยสิ่งใด มิได้กระทำสิ่งใด ปล่อยตัวเองให้ว่างเปล่า
เยี่ยนเจาเจาต้องปรับตัวให้อยู่ในสภาพที่ไม่จำเป็นต้องมีหนานหมิงเหออยู่ข้างกาย
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ซิ่งเหรินโต้ฝู หมายถึง เต้าหู้อัลมอนด์เป็นเมนูของหวาน อาหารยอดนิยมในปักกิ่ง ไต้หวัน และญี่ปุ่น
[2] เมืองหลิวหยาง หมายถึง เมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งดอกไม้ไฟตั้งอยู่ในฉางชา เมืองหลวงของมณฑลหูหนาน อยู่ทางตอนกลางของประเทศจีน