“นั่นสิเหอไหลตี้ ั้แ่ที่ป้าเสิ่นจ่ายเงินให้เรา ไข่นั้นก็เป็ของป้าเสิ่นแล้ว เื่หลังจากนั้นป้าเสิ่นจะเอาไข่ไปทำอะไรต่อมันก็ไม่เกี่ยวกับเรา ฉันไม่เห็นจะอยากรู้สักนิด”
สะใภ้คนโตบ้านหลินที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงเดินออกมาดู ก่อนจะพบเข้ากับบุคคลที่มาก่อนเหตุ
เหอไหลตี้แค่นเสียงแล้วถ่มน้ำลายไปทางคนบ้านหลินหกคนที่เดินออกมาดูเหตุการณ์
“ถุย! เพราะบ้านหลินได้รับผลประโยชน์ก็เลยเข้าข้างกันสินะ”
“ก็เธอเองไม่ใช่เหรอที่พูดว่าพวกเราขายไข่ให้บ้านเสิ่นเพราะคิดว่าป้าเสิ่นจะเอาไข่ไปกินเอง ฉันไม่ได้โง่นะ คนที่นี่ก็ไม่ได้โง่ มันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะกินไข่วันละเป็ร้อยฟอง แต่ที่ไม่มีใครโวยวายเพราะทุกคนรู้จุดยืนของตัวเองดีและมีความสุขกับการแลกเปลี่ยนครั้งนี้”
เหอไหลตี้ไม่พอใจเป็อย่างมากกับคำพูดที่เข้าข้างแม่เฒ่าเสิ่นอย่างชัดเจนของสะใภ้ใหญ่บ้านหลิน
“คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่นั่นแหละคือคนโง่ อยากถูกเอาเปรียบดีนักก็ตามใจ ถ้าบ้านเสิ่นทำอาหารไปขายได้ คนอื่นเองก็ทำไปขายได้เหมือนกัน! แทนที่จะได้แค่เงินเล็กๆ น้อยๆ จากการขายไข่สด สู้ไปเปิดร้านขายไข่ต้มบ้างดีกว่า ได้เงินมากกว่ากันเยอะ”
เสิ่นชิงหลัวยักไหล่ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังเดาใจเหอไหลตี้ไม่ออกเลยว่าอีกฝ่าย้าจะทำอะไรกันแน่ มายืนรอหน้าบ้านคนอื่นท่ามกลางความหนาวเย็นเพื่อจะพูดเื่นี้? แล้วประเด็นมันอยู่ตรงไหน?
ทีแรกก็เอาแต่ด่าว่าการกระทำของเธอและย่าคือทุนนิยม สักพักก็ประกาศเสียงดังโน้มน้าวผู้คนให้เปิดแผงขายอาหารเพื่อที่จะได้รับเงินมากกว่าการขายไข่สด แล้วนี่อีกฝ่ายไม่รู้จริงๆ หรือว่ายิ่งบอกคนอื่นเยอะมากเท่าไรคู่แข่งก็เยอะเท่านั้น
ไม่ใช่แค่เธอและย่าที่มีคู่แข่งเพิ่ม แต่เหอไหลตี้เองที่คิดจะเปิดร้านเลียนแบบเองก็จะเจอคู่แข่งเช่นกัน แล้วใครกันแน่ที่โง่?
“ตามใจ เพราะทุกคนมีเสรีภาพใครจะทำอะไรก็ทำไป สำหรับใครที่ยังอยากแลกไข่สดให้พวกเรา อีกหนึ่งชั่วโมงให้มาลงชื่อของสัปดาห์นี้ก่อน ฉันจะรับไข่วันละ 300 ฟอง เงินจะถูกจ่ายหลังจากที่ได้รับไข่ในแต่ละวันแล้วเท่านั้น”
ที่เสิ่นชิงหลัวไม่กักตุนไข่ไว้เลยก็เพราะเธอไม่เห็นความจำเป็ของการกระทำนั้น และไม่้าเอาเงินในมือใช้จ่ายคราวละมากๆ อีกทั้งถ้าทำอย่างนั้นเกรงว่าบ้านของเธอจะเต็มไปด้วยไข่ และที่สำคัญธุรกิจนี้ดูเหมือนจะทำต่อไปอีกได้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์..น่าเสียดายจริง
“ต้ายา แล้วถ้าชาวบ้านไม่ขายไข่ให้เรา เราจะทำยังไงดี?”
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป แม่เฒ่าเสิ่นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลใจ ไข่จำนวนมากขนาดนั้นร้านค้าคอมมูนของรัฐคงมีไม่ถึงแน่ หรือจะให้รอซื้อจากคนที่มาค้าขายในอำเภอ นั่นมันก็ไม่แน่นอนว่าจะได้จำนวนนี้ทุกวันหรือเปล่า สิ่งที่แม่เฒ่าเสิ่นกังวลใจมากที่สุดก็คือความไม่แน่นอนนี้แหละ
เสิ่นชิงหลัวตบฝ่ามือแม่เฒ่าเสิ่นเบาๆ “ทุกคนรู้จักตลาดนกพิราบกับตลาดมืด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะกล้าเข้าไปค้าขาย อย่างมากก็แค่ไปซื้อของเท่านั้น น้อยคนที่เขาจะกล้าเปิดแผงขายเหมือนกับเรา ฉันเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยัง้าจะแลกไข่เป็เงินให้พวกเราค่ะ”
หากหาไข่จากคนในหมู่บ้านไม่ได้จริงๆ เธอก็ยังมีสมาร์ตโฟนที่สามารถซื้อของจากอีกโลกได้ เื่วัตถุดิบจึงไม่ใช่ปัญหาเลย
“แต่ว่า ย่าบอกกับคนอื่นว่าเราเอาไข่ไปให้ร้านอาหารของรัฐ พอถูกเหอไหลตี้เปิดโปงแบบนี้ ย่ากลัวว่าสิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยของหลานจะยาก”
การเอาวัตถุดิบไปส่งให้ร้านอาหารของรัฐนั้นแตกต่างจากการค้าขายส่วนตัว แม้ทั้งสองสิ่งนี้จะไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็ทางการ แต่หากพูดถึงความผิด การตั้งแผงขายนั้นผิดเต็มประตู ส่วนการส่งวัตถุดิบให้ร้านอาหารรัฐ นั้นขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์
สิ่งที่ผิดสามารถกลายเป็สิ่งที่ถูกได้
ไม่ทันขาดคำ ขณะที่เสิ่นชิงหลัวและแม่เฒ่าเสิ่นกำลังสนทนากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเรียกและเคาะประตู
“เห็นไหมคะ ฉันบอกแล้ว” ว่าแล้วหญิงสาวก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปเปิดประตูบ้าน โดยมีแม่เฒ่าเสิ่นตามไปติดๆ
“หืม มากันเยอะเชียว”
“ป้าเสิ่น เสิ่นต้ายา ฉันมาลงชื่อส่งไข่ให้ร้านอาหารรัฐเป็เงินน่ะ”
“ฉันก็ด้วย”
“ฉันก็ด้วย”
แม่เฒ่าเสิ่นยังไม่หายอึ้ง เธอยืนมองคนกว่าสิบคนด้วยแววตาเหม่อลอย นี่ยังไม่ถึงเวลานัดหมายด้วยซ้ำ แต่มากันเยอะขนาดนี้เลย...
“พวกเธอไม่อยากตั้งแผงขายเหมือนเหอไหลตี้เหรอ”
เจียงหลานส่ายหน้ารัวๆ “เป็ไปไม่ได้ บ้านฉันไม่เคยมีใครค้าขายมาก่อน ถ้าขายไม่ได้คงจะเสียของแย่ ให้ป้าเสิ่นเอาไปส่งให้ร้านอาหารของรัฐดีกว่า”
แม้บางส่วนจะเชื่อว่าบ้านเสิ่นนำไข่ไปส่งมอบให้ร้านอาหารรัฐ แต่ก็มีหลายคนที่เชื่อวาจาของเหอไหลตี้ที่กล่าวอ้างว่าบ้านเสิ่นไปตั้งแผงขายอาหารในตลาดนกพิราบ
แต่แล้วอย่างไรล่ะ? ไม่ว่าบ้านเสิ่นจะนำไข่ไปทำอะไร ก็ไม่ใช่เื่ของตน พวกเขาเพียงแค่แลกไข่กับเพื่อนบ้านไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเสียหน่อย ถ้าเกิดเื่นี้รู้ถึงหูทหารแดงหรือมีคนแจ้งแก่ทางการ คนที่ทางนั้นต้องมาหาความผิดก็ต้องเป็บ้านเสิ่น พวกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย รีบหาเงินดีกว่า
แม้ตอนนี้จะเป็ฤดูหนาวที่อาหารจะไม่เน่าเสียง่ายเหมือนฤดูร้อน แต่อย่างไรเสียไข่ไก่สดๆ ย่อมเก็บได้นานกว่าการเอาไข่ไปต้ม เจียงหลานไม่กล้าเสี่ยงออกไปตั้งแผงในตลาดนกพิราบแน่นอน
หลายคนที่มาก็คิดเช่นเดียวกับเจียงหลาน พวกเขาไม่มีแม้แต่ความกล้าจะไปแบกไข่สดไปขายในเขตด้วยซ้ำ ดังนั้นเื่การขายอาหารจึงลืมไปได้เลย
“ฉันขอแจ้งราคาก่อนเพื่อที่ว่าทุกคนจะได้ตัดสินใจ เพราะอีกไม่นานคงไม่ใช่แค่บ้านฉันที่้าไข่ อาจมีคนที่จะเปิดแผงขายแล้ว้ารับซื้อไข่ด้วยก็ได้ ราคาที่ฉันให้ได้ก็คือไข่ไก่ถ้าฟองเล็กจินละ 2 เหมา ฟองใหญ่จินละ 3 เหมา”
เมื่อเห็นว่าราคาที่เด็กสาวบ้านเสิ่นให้นั้นเป็ราคาปกติแทบจะเท่ากับขนไข่สดไปขายในเขต หลายคนก็รีบตอบตกลง
แต่เพราะมีคนมากันเยอะกว่าที่คิด เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน เสิ่นชิงหลัวจึงให้สิทธิ์ 6 คนต่อวัน ในหนึ่งวันเธอ้าไข่ไก่ 300 ฟอง ดังนั้นชาวบ้านแต่ละคนจะมีโควตาขายไข่มากสุดก็คือคนละไม่เกิน 50 ฟอง ถ้าคิดเป็จินหนึ่งจินจะได้ไข่ 12-15 ฟองแล้วแต่ขนาด นั่นหมายความว่าหนึ่งคนขายไข่ได้ไม่เกิน 4 จิน
และถึงแม้คนที่ลงชื่อจะมีไข่เพียงน้อยนิด แต่หากเขามีสิทธิ์ขาย ถึงจะเป็เพียงไข่ฟองเดียวเสิ่นชิงหลัวก็รับ แล้วค่อยเพิ่มโควตาคนอื่นเข้าไปแทนที่
“บอกชื่อแล้วก็บอกจำนวนไข่ที่้าขาย ใครได้รับเลือกวันไหนอย่าลืมเอาไข่มาขายวันนั้นนะคะ จำวันของตัวเองให้ดีล่ะ”
“เสิ่นต้ายาดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้น แม่เฒ่าเสิ่นมีคนให้พึ่งพาแล้ว” หลายคนเอ่ยชม
แม่เฒ่าเสิ่นยิ้มแล้วกล่าวว่า “แน่นอนสิ ต้ายาของฉันโตขึ้นมาก แล้วต้ายาบ้านหลิวล่ะเป็อย่างไรบ้าง”
แค่ในหมู่บ้านนี้ ยังมี 10 ต้ายา 20 เอ้อร์ยา 15 ต้านี 4 ซานนี 18 โกวต้าน ดังนั้นเพื่อให้นึกออกว่าพูดถึงต้ายาคนไหน ผู้คนจึงมักเรียกเด็กสาวและสกุล เช่นต้ายาบ้านเสิ่น หรือเสิ่นต้ายา
“ท้องแล้ว สามีก็เลยไม่อยากให้กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมน่ะสิ อย่างที่รู้ถนนเข้าหมู่บ้านเราลื่นมาก”
เมื่อพูดถึงเื่นี้แม่เฒ่าหลิวเองก็ยิ้มกว้าง ใครเล่าจะไม่ภูมิใจที่ลูกสาวได้คู่ครองที่ดี แม้จะบอกว่าลูกสาวเมื่อแต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดออกไป แต่สำหรับเธอแล้ว ต้ายาของเธอกลับไม่เป็เช่นนั้น เมื่อมีรายได้จากการทำงาน อีกฝ่ายก็ส่งเงินกลับมาบ้านเดิมตลอด จนทำให้คนในหมู่บ้านอิจฉา
“เพิ่งแต่งได้ไม่นาน เป็แม่พันธุ์ชั้นดีจริงๆ เลยนะหลิวต้ายาเนี่ย”
เพราะรู้ว่าแม่เฒ่าหลิวชอบที่จะให้ทุกคนชมลูกสาวเธอ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสหลายคนก็เอ่ยคำชมอย่างไม่หวง
“ว่าแต่เสิ่นต้ายา อีกภาคเรียนเดียวก็จะเรียนจบแล้ว จะแต่งงานเลยหรือเปล่าล่ะ”
เสิ่นชิงหลัวที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับมุมปากกระตุก
“ฉันเพิ่งอายุ 16 ปีเอง ถ้าหัวหน้าหมู่บ้านและเลขาที่การพรรคให้ส่งชื่อคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหาร ฉันก็ว่าจะลองส่งดู”
“จริงด้วยสิ! เสิ่นต้ายาหัวดีจะต้องได้รับเลือกเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่ๆ ต่อไปหมู่บ้านของเราจะได้มีนักศึกษาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน”
ั้แ่เห้งเจียอาละวาดไปทั่วบ้านเมือง เหล่าครูอาจารย์ได้รับความเดือดร้อน มหาวิทยาลัยทั้งหลายก็ปิดรับนักศึกษา ไม่มีการสอบเข้าใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งปีที่ผ่านมาทางรัฐได้คัดเลือกปัญญาชนที่ถือกำเนิดดีและมีความประพฤติดีให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งเรียกกันว่า มหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหาร
ซึ่งสิทธิ์ในการเลือกนี้จะขึ้นอยู่กับหัวหน้าหมู่บ้านและเลขาธิการพรรคเป็ด่านแรก พวกเขาจะต้องช่วยรับรองและเสนอชื่อผู้ที่มีภูมิหลังดีสะอาด ดังนั้นตำแหน่งอันน่าภูมิใจนี้จึงมักจะตกเป็ของบรรดาลูกหรือญาติๆ ของเลขาธิการพรรคหรือหัวหน้าหมู่บ้าน
ว่ากันตามตรงแล้ว เสิ่นชิงหลัวที่มีทั้งความทรงจำของเ้าของร่างเดิมและยังมีความรู้จากโลกคู่ขนาน เมื่อผนวกความทรงจำทั้งหมดเข้าด้วยกันทำให้รู้ว่าโลกทั้งสองนี้มีวิถีที่ค่อนข้างจะเหมือนกัน ดังนั้นเื่มหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหารจึงไม่ได้อยู่ในความคิดของเธอเลย อดทนอีกแค่ห้าปีเท่านั้นเธอก็จะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความสามารถของตัวเองได้แล้ว สิ่งนี้มันน่าภูมิใจกว่ากันเยอะ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ถึงแม้เธอจะไม่สนใจการเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้ แต่ก็ไม่ถึงทีที่สิทธิ์นี้จะตกเป็ของเสิ่นอันอัน!
เสิ่นชิงหลัวรู้สึกว่าวิธีคัดเลือกนักศึกษาโดยพิจารณาจากของชนชั้นครอบครัวเป็สิ่งไม่สอดคล้องกับกฎการพัฒนาวิชาความรู้ ด้วยนักศึกษาที่รับเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น มีระดับความรู้พื้นฐานที่ไม่เสมอกัน ทำให้นักศึกษาจำนวนหนึ่งเรียนตามไม่ทัน
การเข้ามหาวิทยาลัยโดยที่ไม่ต้องมีการสอบนี้มีปัญหาอย่างมาก! เธอไม่เคยลืมสิ่งที่นางหลี่เจี๋ยและเสิ่นอันอันทำกับเ้าของร่าง เพราะเหตุนี้จึงต้องปกป้องและทำทุกวิถีทางไม่ให้เสิ่นอันอันได้โควตานี้ไป