14 2-2
ตอนที่ 27 โจรขึ้นบ้าน (2)
“เงินยังอยู่ครบค่ะ แต่ข้าวของที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อวานถูกขนไปเกลี้ยงเลย”
ติงเสวี่ยเหม่ยร้องลั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน? เราล็อกกุญแจที่ประตูไว้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน มิหนำซ้ำบ้านข้างๆก็ไม่มีคนอยู่อาศัยด้วย แล้วขโมยจะมาจากไหนได้? อีกอย่าง นอกจากขโมยอาหารในบ้านแล้วก็ไม่ขโมยอย่างอื่นด้วย? โจรที่ไหนทำแบบนี้กันล่ะ?”
“เป็นฝีมือของย่าอู๋ ป้ารองแล้วก็หลินเสวี่ยค่ะ ระหว่างทางกลับบ้านหนูเห็นกับตาตัวเองเลย”
หลินจิงซูฟ้องผู้เป็นแม่ไปตามความจริง
เมื่อได้ยินว่าเป็นฝีมือของสามคนนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยก็ถึงกับโมโหอย่างมากในทีแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดในภายหลัง ข้าวปลาอาหารทั้งหมดนี้ล้วนหาซื้อมาด้วยเงินของอู๋ซิ่วเหลียน นี่จึงนับว่าสมควรแล้ว
“ช่างเถอะ เราก็แค่ไปซื้อมาใหม่”
ติงเสวี่ยเหม่ยร้องบอก
“อืม ถ้าแม่ต้องการแบบนั้นก็ได้ หนูไม่ติดอะไร งั้นเราออกไปหาซื้อของกันใหม่ดีกว่า”
ทันทีที่หลินจิงซูพูดจบ ติงเสวี่ยเหม่ยพลันรู้สึกประหลาดใจไปครู่หนึ่ง ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ยอมเชื่อฟังเธอง่ายๆ? เดิมที ติงเสวี่ยเหม่ยมั่นใจว่า ลูกสาวคนนี้จะต้องไม่ยอมและไม่เห็นด้วยกับเธออย่างแน่นอน เธอจึงได้เตรียมบทพูดอีกชุดใหญ่เพื่อใช้เกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายไว้หมดแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าหลินจิงซูกลับเห็นด้วยง่ายๆซะอย่างนั้น?
หลินจิงซูเห็นสีหน้าประหลาดใจของผู้เป็นแม่เข้า ย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในใจ
แน่นอนว่าคราวนี้เธอไม่มีทางปล่อยให้อู๋ซิ่วเหลียนและคนอื่นๆได้อยู่อย่างเป็นสุขแน่นอน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยตาสว่างเสียทีว่า การที่ยิ่งยอมคนอื่นมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็จะยิ่งได้ใจมากขึ้นเท่านั้น! และวิธีแก้ไขเดียวก็คือ…การตอบโต้!
วันรุ่งขึ้นหลังเลิกเรียน หลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยไปตลาดเพื่อหาซื้ออาหารอีกครั้ง
เดิมทีติงเสวี่ยเหม่ยวางแผนจะซ่อนของที่ซื้อมาไว้ตามจุดต่างๆรอบบ้าน แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว ด้วยอากาศที่ร้อนมากถึงเพียงนี้ หากไม่นำไปแช่เย็นไว้ในบ่อน้ำ ทั้งเนื้อสัตว์และผลไม้คงต้องบูดเน่าเสียก่อนแน่ ดังนั้น เธอจึงต้องนำของทั้งหมดลงไปแช่ในน้ำเย็นเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอได้นำใบไม้กองใหญ่มาปิดอำพรางไว้ด้วย
ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่หลินจิงซูคาดไว้ เมื่อเธอกลับมาจากโรงเรียน ติงเสวี่ยเหม่ยก็เดินมาสารภาพด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า อาหารทั้งหมดถูกขโมยไปอีกแล้ว
ครั้งนี้ หลินจิงซูเป็นคนแรกที่พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มว่า
“ไม่เป็นไรนะคะแม่ เรามีเงินตั้งเยอะแยะ ก็แค่ไปตลาดซื้อมาใหม่ ไม่เห็นจะต้องรู้สึกเศร้าไปเลย”
แต่ติงเสวี่ยเหม่ยกลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย
“ใช่ว่าเงินจำนวนนี้จะไม่มีวันหมด เห็นๆอยู่ว่าทั้งย่าของหนูกับอู๋ซิ่วเหลียนต้องการกลั่นแกล้งบีบเราสองแม่ลูกให้หมดหนทาง!”
มนุษย์ดินย่อมรักษาสันดานดินไว้สามส่วน [1] เมื่อกระตายถึงตาจนยังรู้จักกัดคนเช่นกัน
ในที่สุดติงเสวี่ยเหม่ยก็ตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้งว่า การก้มหน้าอดทนต่อไปนั้นช่างไร้ประโยชน์เพียงใด และไม่ว่าจะยอมมากแค่ไหน คนตระกูลหลินก็ยังคงกัดไม่ปล่อยเช่นกัน
เธอเคยสัญญากับตัวเองไว้ว่า ไม่ต้องการเห็นลูกสาวต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน และความอยุติธรรมอย่างที่เธอเคยพบเจอมา
หลินจิงซูเห็นสีหน้าท่าทางรู้แจ้งของผู้เป็นแม่ เธอจึงยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“แม่คะ ในที่สุดแม่ก็เข้าใจเสียที การยอมถอยไม่ได้มีประโยชน์เสมอไป ตรงกันข้าม พวกมันจะยิ่งกดดันเรารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ! ถ้าเราซื้อได้ทุกวัน พวกมันก็ขโมยได้ทุกวันเหมือนกัน! ทุกวันนี้ทั้งอู๋ซิ่วเหลียนทั้งย่าอู๋คงจะยิ่งได้ใจมากเข้าไปใหญ่ ที่เห็นเราสองแม่ลูกไม่กล้าตอบโต้อะไรเลย!”
ต่อให้จะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความกับตำรวจ แต่ถึงอย่างนั้น ย่าอู๋ก็มีศักดิ์สถานะเป็นแม่สามีของติงเสวี่ยเหม่ย และการจะขออาหารเล็กๆน้อยๆมากินบ้าง ก็ถือเป็นหน้าที่ที่คนเป็นสะใภ้พึงกระทำ ตามข้อกฏหมาย จะเรียกการกระทำเช่นนี้ว่าขโมยได้อย่างไร?
ในเมื่อไม่นับว่าเป็นการขโมย จึงต้องถูกตีความเป็นเพียงการทะเลาะวิวาทกันในครอบครัว สำหรับเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ ตำรวจย่อมไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้มากนัก
อู๋ซิ่วเหลียนมันวางแผนได้แยบยลจริงๆ!
“ลูกรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้วเหรอ?”
มิน่า ติงเสวี่ยเหม่ยจึงได้รู้สึกประหลาดใจกับท่าทีของหลินจิงซูในตอนแรก กลับกลายเป็นเธอเสียเองที่ตามความคิดของเด็กสาวคนนี้ไม่ทันเอาเสียเลย ปรากฏว่าทั้งหมดล้วนอยู่ในแผนการของเธอหมดแล้ว?
หลินจิงซูพยักหน้า
เห็นลูกสาวยอมรับออกมาตามตรง ติงเสวี่ยเหม่ยได้แต่ถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“ต่อให้รู้มาก่อนก็เถอะ แต่การจะเล่นงานกลับก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย วิธีเดียวคือต้องลดมาตรฐานความเป็นอยู่ของเราเอง ถึงตอนนั้นแม่ไม่เชื่อหรอกว่าคนพวกนั้นจะมากัดแทะเราได้ทุกวัน ต่อให้ขโมยของไปได้ ก็มีแต่ของกินถูกๆจำพวกผักดอง หมั่นโถวเท่านั้นล่ะ”
เพียงแค่วิธีแก้ปัญหาของติงเสวี่ยเหม่ยก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว หลินจิงซูถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนะจะแย้งขึ้นว่า
“แม่คะ พวกเราไม่จำเป็นต้องลดมาตรฐานการใช้ชีวิตลงเลย ต่อให้เราจะทนกินหมั่นโถวกับผักดองได้ทุกวัน แต่จะปล่อยให้จู้หยานต้องทนกินแต่อะไรแบบนี้ไปด้วยจริงๆเหรอคะ?”
“จริงด้วยสิ! ถ้างั้นเราควรทำยังไงดีล่ะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยเริ่มรู้สึกสับสนจนทำอะไรไม่ถูก
“แม่ ถ้าคนพวกนั้นอยากจะขโมยของเรานัก ก็ปล่อยให้ขโมยกันไปก่อน กับจำนวนเงินที่เรามีอยู่ในตอนนี้ อาหารเล็กๆน้อยๆแค่นี้ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งของเราร่วงหรอกค่ะ! ส่วนหนูคิดแผนการออกแล้ว”
[1] ความหมายประมาณได้ว่า สุดท้ายสันดานคนก็เปลี่ยนไม่ได้