ในตลาดหุ้น ติดดอยคือคำศัพท์หนึ่งที่คนไม่ชอบที่สุด เพราะมันหมายถึงซื้อหุ้นที่ราคาสูงๆ แล้วมันตกลงมาอย่างรุนแรงจนขายไม่ได้
หุ้นธนาคารรักเมืองไทยมันตกลงมาพอสมควร ผมซื้อต้นทุนราว 63 บาท แต่มันเหลือแค่ 56 บาท และมีแนวโน้มจะตกลงต่ำเรื่อยๆ
สายโทรศัพท์เข้ามาไม่หยุด คุณเกริกเกียรติรองอธิบดีกรมชลประทานลูกค้าคนหนึ่งของผมถาม
“หุ้นธนาคารรักเมืองไทยตก เธอใช้เงินกองทุนซื้อไปหรือยัง?”
“ซื้อแล้วครับ”
“มันตกแบบนี้เราก็ขาดทุนแย่ เธอทำอะไรเนี่ย”
“ยิ่งตกเรายิ่งซื้อเพิ่ม ถือเป็นโอกาสในการได้หุ้นถูกนะครับ ที่สำคัญมันจะทำให้ต้นทุนเราถูกลงด้วย”
คุณเกริกเกียรติเงียบ เขาไม่รู้เรื่องหุ้นมากนัก
“ดูแลเงินฉันให้ดี อย่าให้ฉันผิดหวัง”
คุณเกริกเกียรติพูดเสร็จก็วางสายไป
ผมรู้สึกเครียดเลยขอเข้าพบคุณวรเดช ผมถามแกว่า
“เรายังได้เล่นชอตหุ้นธนาคารรักเมืองไทยไหมครับ?”
คุณวรเดชส่ายหน้า “ไม่นะ ฉันว่าหุ้นมันตกพอสมควรแล้ว ไม่อยากเล่นตกมันอีก”
“แล้วหุ้นที่เราซื้อจะทำยังไงครับ? ลูกค้าโทรมาด่าผมใหญ่เลย”
คุณวรเดชตอบ “ใจเย็นๆ เราเพิ่งซื้อหุ้นเอง ครั้งนี้ไม่ใช่การปั่นหุ้นนะ เป็นการเข้ายึดธนาคาร”
ผมรับคำแต่สีหน้าผมยังร้อนรนอยู่ดี คุณวรเดชคงสังเกตเห็นเลยบอก
“ฉันถามอะไรหน่อยพล็อต”
“ครับ?”
“หุ้นคืออะไร?”
โห นี่มันคำถามโคตรพื้นฐานสำหรับคนเป็นมาร์เก็ตติ้งอย่างผมเลยนะเนี่ย
ผมตอบ “หุ้นคือการลงทุนครับ เราอยากเป็นเจ้าของกิจการอะไรก็เข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้น เช่น เราอยากเป็นเจ้าของกิจการน้ำมัน เป็นเจ้าของร้านค้าอย่างเซเว่น แต่เราไม่มีเงินหลักล้านจะไปเปิดปั๊มน้ำมันหรือซื้อแฟรนไชส์เซเว่น เราก็ใช้เงินจำนวนอาจแค่หลักพันหลักหมื่นเข้าไปซื้อหุ้น ปตท. ซื้อหุ้นเซเว่นได้ ถือว่าเป็นเจ้าของเหมือนกัน พอกิจการเติบโตดีมีกำไร ราคาหุ้นก็ขึ้น มีการจ่ายปันผลให้คนที่ซื้อหุ้นเหล่านั้น”
คุณวรเดชพยักหน้า “ตอบได้ตรงตามทฤษฎี แต่แบบนั้นมันทฤษฏีเกินไป”
“ยังไงครับ?”
คุณวรเดชถาม “ถ้าเธอลงทุนกับเพื่อนทำร้านอาหาร หุ้นเงินกันคนละแสนบาท พอจะเรียกว่าหุ้นได้ไหม?”
“ครับเป็นการหุ้นอย่างหนึ่งครับ”
“แล้วถ้าร้านอาหารเธอวันแรก คนยังรู้จักไม่เยอะ ขายยังไม่ดี อาหารบางอย่างก็เสียต้องเททิ้ง พรุ่งนี้เธอจะเลิกกิจการเลยไหม?”
“ไม่ครับ”
“ถ้าวันที่สองยังขายไม่ดีอีกล่ะ เธอจะเลิกกิจการเลยไหม?”
“ก็ไม่”
“วันที่สามยังขายไม่ดีอีกล่ะ ขาดทุนสามวันแล้ว เธอจะเลิกกิจการไหม?”
“สามวันมันยังเร็วไปที่จะเลิกครับ”
คุณวรเดชยิ้ม
“ก็นั่นสิ หุ้นก็เหมือนกัน หุ้นคือการที่เราเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ว่าเราจะหุ้นเงินกับเพื่อนเพื่อเปิดร้านอาหาร หรือจะเข้าซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นก็เรียกว่าหุ้นเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อซื้อแล้วหุ้นมันตกเราขาดทุนก็ใช่ว่าเราจะต้องขาย ไม่มีใครทำกิจการในวันสองวันแล้วเลิกกิจการหรอก”
คุณวรเดชอธิบายให้ผมเข้าใจและใจเย็นมากขึ้น จริงๆ การเล่นหุ้นคือการลงทุนระยะยาวก็พอจะเข้าใจอยู่ ผมขอบคุณคุณวรเดชแล้วเดินออกมา
“คุณพล็อตครับ โทรศัพท์” พนักงานคนหนึ่งพูด
ผมเดินไปรับสาย เสียงในสายเป็นลูกค้าผม เขาด่าผมใหญ่ว่าหุ้นธนาคารรักเมืองไทยตก ทำให้เขาขาดทุนใช่ไหม ผมได้แต่ปลอบให้เขาใจเย็น เพิ่งซื้อหุ้นได้วันสองวันจะให้มันขึ้นได้ยังไง
ผมกลุ้มใจมาก อะไรกันวะเนี่ย โดนด่าทั้งวันเลย ผมลุกขึ้นเดินไปมาไม่หยุดในที่ทำงาน จนพี่เมฆหัวหน้าฝ่ายการตลาดผมสังเกตเห็น
“เป็นอะไรหรือเปล่าพล็อต”
“ไม่เป็นไรพี่”
“ไม่จริงม้าง หน้าเครียดเชียว”
“ผมเพิ่งซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทย แต่มันตกเยอะมาก”
“หุ้นมีขึ้นมีตกอย่าไปสนใจเลย นั่งดูทุกวันปวดหัวเปล่าๆ หาหุ้นตัวอื่นเล่นดีกว่า” พี่เมฆปลอบ
ที่จริงพี่เมฆพูดถูกหุ้นย่อมมีขึ้นมีตก คือถ้ากะซื้อแล้วจะให้พรุ่งนี้ มะรืนนี้ขึ้นเลยเป็นแนวความคิดที่ผิด การลงทุนหุ้นจริงๆ มันควรลงทุนระยะยาวมากกว่า
แต่พอดีหุ้นธนาคารรักเมืองไทยมันเป็นหุ้นตัวแรกที่คนโอนเงินเข้ามาเพื่อเล่นกับผม จำนวนเงินมันเป็นร้อยล้าน มันทำให้ผมไม่สบายใจอย่างมาก
เช้าวันต่อมาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยยังคงตกลงไปเรื่อยๆ จาก 56 เหลือ 53 ผมใจคอไม่ค่อยดีเท่าไรนัก นักลงทุนก็ถามกันมามากมาย วันนี้คุณวรเดชไปประชุมกับลูกค้าข้างนอกแกไม่ได้เข้าบริษัทด้วย
พี่เมฆเดินมาหาผม
“พล็อตถ้าเธอไม่สบายใจกับหุ้นธนาคารรักเมืองไทยที่กำลังตก ทำไมไม่หาหุ้นตัวอื่นให้ลูกค้าเล่นล่ะ”
“ตัวไหนดีครับ?” ผมถาม
“หลายตัวนะ ลองอ่านบทวิเคราะห์หุ้นของบริษัทเราก็ได้ นักวิเคราะห์ของบริษัทเราก็เก่งอันดับต้นๆ นะ”
ผมพยักหน้า ผมนั่งไล่หาหุ้นที่น่าสนใจ แต่ตอนนี้หุ้นส่วนใหญ่ราคาตกแทบไม่มีตัวไหนน่าสนใจเลย ผมเพิ่งทำนักลงทุนขาดทุนมา ผมไม่อยากแนะนำอะไรมั่วๆ ที่ผมไม่รู้จัก
อะไรที่เราไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจดีพอก็อย่าไปยุ่ง นี่คือกฎเหล็กตลาดหุ้น
เย็นวันศุกร์มาถึง วันนี้เป็นวันที่ผมจะได้พบกับคุณบุญยกร เจ้าของบริษัทโกลด์เด้นกราวด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์
ผมกับพี่หลินนัดพบกับคุณบุญยกรที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง เราหามุมส่วนตัวนั่งคุยกัน
ผมนั่งรอคุณบุญยกร แต่รอเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มา พี่หลินทักไลน์ไปหาแก คุณบุญยกรก็ไม่ได้ตอบกลับ
“จะมาไหมเนี่ย?” ผมถาม
พี่หลินยิ้มตอบ “ พวกเศรษฐีก็แบบนี้แหละ ชอบให้เรารอ”
ผมมองหลิน แต่ในใจผมดันนึกถึงอิ๊ง
ตั้งแต่ผมข่มขืนอิ๊ง ทำให้ผมไม่สบายใจ จะนอนก็หลับไม่ค่อยเต็มตานัก พอผมเห็นหลินยิ้มทำให้อดรู้สึกผิดไม่ได้
“พล็อตเป็นอะไรหรือเปล่า?” พี่หลินถาม
“มะ..ไม่” ผมรีบตอบ
“ช่วงนี้พล็อตเครียดบ่อยนะ ไม่ดีเลย ไปเที่ยวทะเลพักผ่อนกันไหม?”
ผมพยักหน้า “ไว้ลองหาเวลาดูละกัน”
ระหว่างคุยกันก็ผู้ชายใส่ชุดสูทขาวสะอาดเดินเข้ามา เป็นผู้ชายหน้าตาดี ย้อมผมสีน้ำตาลเล็กน้อย ความหล่อไม่แพ้คุณวรเดชเลยทีเดียว
คุณบุญยกร ผู้บริหารบริษัทโกลด์เด้นกราวด์
ปัจจุบันอายุ 35 ปี
ติดหนึ่งในสิบทำเนียบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเหมือนกับคุณวรเดช
บริษัทโกลด์เด้นกราวด์ (Gloden Ground) ในตลาดหุ้นมีชื่อย่อว่า GG
พอแกเดินมาถึง พวกผมก็ลุกขึ้นสวัสดี แกก็ยกมือรับไหว้
“โทษทีนะที่ให้รอ ประชุมเลิกช้ากว่าที่คาด” คุณบุญยกรบอก
“ค่ะ ทานอะไรก่อนไหมคะ?” พี่หลินถาม
คุณบุญยกรพยักหน้า แกเปิดเมนูเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร
“เธอคือพล็อตสินะ ได้เห็นชื่อเธอผ่านสื่อต่างๆ เก่งมากปั่นหุ้นชนะธีรโรจน์ได้”
ผมพยักหน้าตอบว่า
“ไม่หรอกครับ ฝีมือคุณวรเดชมากกว่า”
คุณบุญยกรบอก
“ถ้าเธอไม่เก่งจริง วรเดชจะเอาเธอขึ้นโฆษณาตามสื่อต่างๆ เหรอ แสดงว่าเธอต้องมีฝีมือ”
ผมหัวเราะแฮะ แฮะ แก้เขิน ไม่นานอาหารบนโต๊ะก็มาถึงมีทั้งซูชิ กุ้งเทมปุระ ไข่ปลาคาร์เวีย สารพัด อาหารมื้อนี้สงสัยหมดหลายพันแน่นอน
คุณบุญยกรบอก
“จะสั่งอะไรก็เต็มที่เลยนะ ฉันมาช้า ฉันเลี้ยงเอง”
คุณบุญยกรบอกพร้อมมองไปที่หลิน แกส่งยิ้มให้ รอยยิ้มของแกอบอุ่นดุจแสงตะวัน ผมไม่เคยเห็นคนยิ้มหล่อแบบนี้มาก่อน
ฮะ เฮ่ย นี่ว่าที่ภรรเมียกูนะเว่ย
หลินยิ้มตอบรับกลับ ทำให้ผมรู้สึกอดหึงหวงไม่ได้
“ผมดูงบบริษัท GG ของคุญบุญยกร ปีที่แล้วกำไร 20 ล้าน ทั้งที่บริษัทสร้างบ้านหลายบริษัทขาดทุน ผมเลยสนใจครับ”
ผมรีบเข้าเรื่องก่อนที่คุณบุญยกรจะเกาะแกะหลินไปมากกว่านี้
คุณบุญยกรอธิบาย “มันเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบหนึ่งนะ สามปีก่อนฉันก็รู้แล้วว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะมาเยือน อเมริกาและจีนทำสงครามการค้ากันหนักมาก ฉันสั่งให้ออกโครงการบ้านให้น้อยที่สุด พยายามเก็บเงินสดไว้ พอสองปีก่อนวิกฤติเริ่มขึ้น เศรษฐกิจค่อย ๆ ตกต่ำ ราคาที่ดินก็ร่วง ฉันกว้านซื้อที่ดินไว้เป็นพันๆ ไร่ จากนั้นสั่งสร้างบ้านและคอนโดราคาไม่แพง พร้อมคอนเซปต์ ซื้อเมื่อเห็นบ้าน จ่ายเมื่อเห็นคอนโด ทำให้คนกล้าเข้ามาซื้อบ้านบริษัทฉัน ทำให้ปีที่แล้วบริษัทเรามีกำไร”
“แล้วปีนี้ล่ะครับ?”
“ปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว แม้กำลังซื้อจะไม่เยอะ แต่ก็พอจะมองเห็นบ้าง”
“ถ้าผมทำให้กำลังซื้อมันเยอะล่ะครับ?”
คุณบุญยกรมีสีหน้าสงสัย
“ทำยังไง เธอคุมเศรษฐกิจได้เหรอ?”
“ผมสามารถทำให้หุ้นคุณขึ้นได้เยอะ สนใจไหมครับ?”
คุณบุญยกรยิ้มพร้อมส่ายหน้า
“จะปั่นหุ้นฉันเหรอ? ฉันเป็นเจ้าของบริษัท GG หุ้นจะขึ้นจะลงฉันก็ไมคิดขายหุ้นตัวเองออกมาหรอกนะ ฉันไม่ใช่ธีรโรจน์ที่วันๆ คิดแต่จะปั่นหุ้นรวยทางลัด แต่กิจการจริงๆ ไม่ทำ”
คุณบุญยกรจ้องตาผมพร้อมพูด “หุ้นที่ดีไม่จำเป็นต้องปั่น เมื่อพื้นฐานกิจการดี มีกำไรสูงๆ ให้เห็น ราคาหุ้นก็จะขึ้นเองโดยธรรมชาติ”
ผมได้แต่เงียบ คนๆ นี้คือนักธุรกิจแท้ที่เน้นการบริหารกิจการ ไม่ใช่ปั่นหุ้นหลอกแมงเม่าซี้ซั้วไปวันๆ
“นึกว่าเธอจะมีอะไรซะอีก ที่แท้ก็แค่ชวนปั่นหุ้น” คุณบุญยกรพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง ผมรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเบาๆ ยังไงก็ไม่รู้
คุณบุญยกรลุกขึ้น แกรูดบัตรเครดิตจ่ายค่าอาหารให้พวกผม จากนั้นเดินหันหลังไป
“ถ้าผมทำให้มีลูกค้ามาซื้อบ้านคุณได้ล่ะ!”
คุณบุญยกรหยุดชะงัก
“คุณไม่สนใจการปั่นหุ้น แต่คุณก็ยังต้องขายบ้านใช่ไหม? ถ้าผมหาคนมาซื้อบ้านคุณเยอะๆ ได้ล่ะ?”
คุณบุญยกรหันมาถาม
“เยอะนี่กี่หลัง?”
“อย่างน้อยร้อยหลัง!” ผมพูดขึ้น
คุณบุญยกรมีสีหน้าครุ่นคิด ผมรู้ว่าคำเชิญชวนของผมได้ผล!
จบตอนที่ 25พล็อตจะขายบ้านร้อยหลัง เป็นเซลล์แมนหรือไง? แหม แผนของพล็อตคืออะไร ติดตามตอนหน้าจ้า