เช้าวันถัดมาแสงแดดอุ่นจัดของสายวันใหม่สาดลงบนสนามหญ้ากว้างของมหาวิทยาลัยใบหญ้าเปียกชื้นสะท้อนประกายวาวเหมือนคริสตัลแต่กลับไม่มีความอบอุ่นใดซึมซับเข้าไปถึงใจของมินเลย แม้ร่างกายได้ตื่นขึ้นมาแล้วแต่ความหนาววูบในอกยังคงกดแน่น ั้แ่เขาลืมตาจนถึงเวลานี้
ตลอดทั้งเช้าคำเพียงประโยคเดียววนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเสียงสะท้อนที่ไม่มีวันจาง—
“ฉันก็อยู่ที่นั่น…หลังประตู”
บล็อกของเขาแทบไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำแล้วใครกันที่สามารถโผล่มาทิ้งข้อความในเวลาที่ตรงพอดีกับฝันเมื่อคืน? ยิ่งคิดเขายิ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกบางสิ่งเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆจากที่ที่เขาไม่อาจเอื้อมถึง
อากาศของมหาวิทยาลัยเช้าวันนั้นแปลกประหลาดแดดแรงจนแสบตา แต่ลมที่พัดผ่านผิวกลับเย็นจัดอย่างผิดฤดูกาลเหมือนสองสภาพอากาศที่ไม่ควรอยู่ร่วมกันกำลังทับซ้อนในที่เดียว
มินไม่อยากปะปนกับเพื่อนนักศึกษาคนอื่นเขาจึงเลือกเดินเลี่ยงไปตามทางอ้อมที่เงียบสงัด เส้นทางที่พาเขาเข้าสู่ ตึกเรียนเก่า—อาคารที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายปี
กำแพงผุกร่อนสีลอกล่อนหลุดเป็แผ่นใหญ่ เถาวัลย์พันเกี่ยวกับหน้าต่างแตก ๆจนเหมือนาแบนร่างคนแก่เสียงนกพิราบบินวนอยู่เหนือหลังคาพร้อมเสียงกระพือปีกวุ่นวายที่สะท้อนก้องในโพรงว่างเปล่าทั้งหมดนั้นโอบล้อมอาคารให้ดูหนักอึ้งและอับชื้นจนไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่ควรจะคงอยู่
มีเื่เล่าซ้ำๆ ว่าอาคารนี้ถูกหลอกหลอนโดยิญญาอาจารย์ที่เคยสอนหนังสือและไม่เคยได้จากไปแต่ทุกครั้งที่ได้ยิน มินมักหัวเราะขำ เขาไม่เคยเชื่อเื่เล่าเ่าั้ไม่เคยเชื่อเื่ลี้ลับด้วยซ้ำ…
จนกระทั่งวันนี้
สายตาของเขา หยุดนิ่ง ไปทันทีที่มองขึ้นไปยังชั้นสี่ทางเดินที่ทอดยาวมืดครึ้มราวกับท้องถ้ำ และที่ปลายสุด…
บานประตูไม้เก่า
มันคือบานเดียวกับที่เขาเห็นในฝันเมื่อคืน—สีดำผุกร่อนเศษไม้แหลมโผล่พรายราวกับฟันเน่า และที่เด่นชัดที่สุดคือ แผ่นเหล็กสนิมแดงคล้ำ ที่ตอกตรึงตัวเลขเพียงสามตัว—404
ทุกอย่างตรงกันอย่างสมบูรณ์แบบราวกับถูกก็อปปี้จากความฝันมาสู่โลกจริง
“เป็ไปไม่ได้…”เสียงพึมพำสั่นเครือหลุดออกมาจากริมฝีปาก มือสองข้างขนลุกเกรียวทันทีเขาจำได้ชัดว่าเคยเดินผ่านทางนี้หลายครั้ง แต่กลับไม่เคยเห็นประตูบานนี้มาก่อนเลย
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรขาของเขาก็พาตัวเองขึ้นบันไดมาจนยืนอยู่เบื้องหน้ามันแล้ว
บรรยากาศรอบตึกหนาทึบเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยเงามืดถึงจะเป็ยามสาย แสงแดดก็แทบส่องเข้ามาไม่ถึงราวกับที่นี่เป็โลกอีกใบที่ถูกตัดขาดออกไป
“บรรยากาศยังกับฉากหนังสยองขวัญแน่ะ”มินบ่นกับตัวเองขณะมองไปรอบๆ
หัวใจของมินเต้นแรงเขาไม่กล้าเข้าใกล้มากไปกว่านี้ จึงทำได้เพียงยืนมองมันนิ่งอยู่นาน—ยิ่งจ้องยิ่งรู้สึกเหมือนบานประตูกำลังจ้องกลับมา
ครืดด…ครืดด…
เสียงแ่ต่ำดังขึ้นจากด้านในคล้ายขาโต๊ะหรือเก้าอี้ถูกลากครูดไปบนพื้นคอนกรีต เสียงยาว เนิบและเย็นะเืเหมือนเสียงลากห่วงโซ่ในความฝัน
มินเผลอถอยกรูดไปสามก้าวหายใจติดขัด แต่หัวใจกลับเร่งร้อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าความหวาดกลัวเขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น ทาบบนแผ่นไม้เย็นเฉียบที่เต็มไปด้วยเสี้ยนแหลมและก้มลงแนบหูฟัง…
เสียงหายใจ…เบาและถี่อยู่ด้านในไม่ใช่เสียงเดียว แต่เป็ หลายเสียง ซ้อนทับกันราวกับผู้คนจำนวนมากยืนอัดแน่นอยู่หลังประตู
ตึง!
เสียงกระแทกดังลั่นสนั่นบานประตูราวกับใครบางคนทุบจากด้านในมินสะดุ้งเฮือก รีบถอยกรูดแทบจะหงายล้ม ก่อนหันหลังวิ่งสุดแรงลงบันไดเสียงก้องฝีเท้าตัวเองสะท้อนวนอยู่ในโถงร้างนั้นไม่ต่างจากเสียงของคนกำลังถูกไล่ตาม
เขาไม่หยุดจนกระทั่งทะลุออกมาเจอแสงแดดแรงกล้าและผู้คนที่เดินขวักไขว่ด้านนอก
คืนนั้นมินกลับมานั่งหน้าจอโน้ตบุ๊กอีกครั้ง ใจยังคงสั่นไม่หยุดเขาพิมพ์ลงบล็อกด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย
“มันไม่ใช่แค่ฝัน…ห้องนั้นมีจริง ห้อง 404”
เมื่อกดโพสต์เขานั่งนิ่งอยู่นาน เหมือนทุกอย่างกลับเข้าสู่ปกติ เงียบสงบเกินไปจนเขาเริ่มคิดว่าบางทีตัวเองอาจคิดมากไปเอง
แต่แล้ว—
ไฟในห้องกะพริบวูบเดียวก่อนดับลงทั้งดวงเหลือเพียงแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กที่สว่างกระพริบเป็จังหวะเหมือนหัวใจของใครบางคน
บรรทัดข้อความใหม่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาเองบนหน้าจอ ทั้งที่เขาไม่ได้แตะต้องแป้นพิมพ์
“…นายหาเราเจอแล้ว…”