ชายชรายืนถือไม้เท้านิ่งอยู่ด้านหน้าหลุมศพที่สลักชื่อลูกัสดาโคริดใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาเริ่มมีน้ำตาเอ่อนองออกมาด้วยความรู้สึกผิดจับใจเขารู้ซึ้งถึงความเหงาและเจ็บปวดแล้ว เวลานี้ไม่มีใครมาสนใจหรือเหลียวแลชายชราเช่นเขาอีก ลูกชายคนเดียวที่อยู่ด้วยกันมานาน เขาใช้งานราวกับลูกน้องก็จากไปมันยิ่งทำให้รู้สึกว้าเหว่มากขึ้น
เวลานี้บรรยากาศทุกอย่างเงียบงันมีเพียงลูกน้องและสาวใช้ไม่กี่คนที่ทำหน้าที่ในบ้าน แต่ไม่มีใครกล้าพอจะพูดคุยกับเขาเช่นลูกัสเลยมือเหี่ยวย่นถูกยกขึ้นมาปาดน้ำตาออกไป เขาไม่ได้ถืออะไรมาฝากลูกที่ไม่เคยเอ่ยปากยอมรับเลยเพราะไม่เคยได้รับรู้ว่าลูกัสชอบทานอะไร หรือชอบทำอะไรเลยสักอย่าง
เวลานี้มันคงสายไปแล้ว...หากว่าเขาอยากจะบอกขอโทษออกไป
ชายชราถือไม้เท้าเดินไปยังรถของตนเองมือเหี่ยวย่นลูบใบหน้าตนเองเพื่อปาดน้ำตาที่ยังตกค้างให้หมดไปชีวิตคนแก่เช่นเขาคงเหลือเวลาอีกไม่มาก
ไม่นานนักหรอกมาเรีย...เขาจะไปพบเธอแน่นอนจะไปสารภาพความผิดที่เขาได้ทำไว้
“เจ้านายต้องการอะไรอีกไหมครับ?”ลูกน้องถามเขาชายชราโบกมือแล้วสาวเท้าเดินเข้าไปด้านในหลังจากรถมาจอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์แล้ว
เสียงที่ดังก้องกังวานมีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงไม้เท้าที่กระทบลงพื้นเท่านั้นแต่สองเท้าอันสั่นเทาก็ยังคงก้าวเดินต่อไปแม้ว่าใจจะล้ามากเพียงใด เขานั่งลงมองดูรอบๆตัวเองไม่มีรูปของลูกัสเลยสักรูป ไม่มีแม้แต่ของที่จะระลึกถึงลูกที่เขาไม่เคยยอมรับเลยชายชราซบหน้าลงกับโต๊ะไม้ที่เขาเคยใช้บัญชาการสั่งให้คนทำเรื่องสกปรกมากมาย น้ำตาไม่รู้กี่หยดที่เปราะเปื้อนแต่มันไม่ได้ทำให้ทุกอย่างที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้อีกแล้ว
ต่อให้เขาตะโกนก้องฟ้าว่าเสียใจ ก็คงไม่มีอะไรย้อนคืนมาได้อีกแล้ว... เขาสำนึกได้มันก็สายไป
ร่างสูงใหญ่ถูกพยุงลงมาด้านล่างเมื่ออาการของเขาดีขึ้นมากแล้ว ไทม์แทบกระโจนกอดพ่อหากแม่ไม่ห้ามว่าพ่อป่วยอยู่ไทม์มองพ่อนิ่งและลอบสำรวจว่าพ่อเป็นอะไรมากหรือเปล่า เพราะเขาเองไม่กล้าเข้าไปในห้องที่พ่อนอนรักษาตัวอยู่
“พ่อหายแล้วใช่ไหมครับ?”เด็กชายถาม
“หายแล้วครับ อีกไม่กี่วันพ่อก็วิ่งเล่นกับไทม์ได้แล้ว”
“จริงนะครับ”ไทม์บอกด้วยความตื่นเต้น
“จริงสิครับลูก”
ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ แต่เวลานี้บนโต๊ะอาหารจะมีมาติชมาร่วมวงด้วยเสมอเพราะลุคส์ไม่ได้คิดว่าบอดี้การ์ดที่เขาจ้างมาเป็นแค่ลูกน้องอีกต่อไปแล้ว
พินอาภานั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความสุข ในขณะที่เขาเองก็ลอบมองเธอด้วยความสุขเช่นกันในระหว่างนั้นตาทั้งสองจึงสบกัน หญิงสาวยิ้มออกมาในขณะที่เขาลอบจับมือเธอไว้
“แต่งงานกับผมไหมพิน?”เสียงกระซิบดังข้างหูเธอ
ร่างบางถึงกับนั่งไม่ติดลุกพรวดขึ้นมาทันทีเล่นเอาผู้ร่วมโต๊ะมองด้วยสีหน้างุนงง
“เอ่อ... ไม่มีอะไรค่ะ” พินอาภาบอกแล้วรีบนั่งลงเช่นเดิม
หญิงสาวพยายามสงบสติอารมณ์ตนเองกับคำพูดของเขาเมื่อครู่แล้วก็เห็นคนที่พูดออกมาเมื่อกี้กำลังนั่งยิ้มกับท่าทางของเธออยู่ แม้หมั่นไส้แต่ก็ไม่กล้าพอจัดการเขาในเวลานี้แล้วอีกอย่างเธอเองก็มีเรื่องที่ต้องบอกลุคส์อีก
“ขอโทษนะคะ”
ทุกคนหันมามองพินอาภาอีกครั้ง แม้ไม่อยากบอกเรื่องนี้ แต่เธอคิดว่ามันสำคัญกับลุคส์เช่นกันไม่ว่าจะเป็นยังไง คนที่ตัดสินเรื่องนี้ก็คือลุคส์อยู่ดี
“เมื่อวานนี้...คุณเอมม่ามาหาที่นี่ เธอบอกว่าคุณเมแกนกำลังป่วยอยู่”
ลุคส์จ้องมองไปยังแฟนหนุ่มของคนสนิทตัวเองและรอฟังว่าเธอกำลังจะเอ่ยอะไรออกมาต่อ
“เธอบอกว่าถ้าหากว่าคุณลุคส์หายป่วยแล้ว...ช่วยไปเยี่ยมท่านหน่อยค่ะ”พินอาภาอึกอัก
ชายหนุ่มซึมลงใบหน้าคมมีแววเศร้าเจือปนทันที เขารับรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่พ่อทำมันเกินกว่าที่เขาจะอภัยได้เขาสัญญากับตัวเองไว้แล้ว จะไม่มีวันสนใจผู้ชายที่คิดฆ่าเมียและลูกเขาอีก
“ผมทราบแล้วครับ ขอบคุณมากนะครับที่บอกผมเรื่องนี้”
ปรางค์ปรียามองหน้าเขานิ่งเห็นสีหน้าเขาเป็นเช่นนี้มันทำให้เธอไม่สบายใจเช่นกัน เรื่องทั้งหมดมันได้พ้นผ่านไปแล้วเธอเองก็ไม่คิดติดใจอะไรทางเมแกนเองก็สูญเสียลูกชายไป เธอรู้ดีว่าชายคนนั้นคงเจ็บปวดมาก
“คุณไม่จะไม่ไปดูท่านหน่อยเหรอคะ”ปรางค์ปรียาถามเขา
เขากำมือแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดออกมา ลมหายใจเริ่มหนักเป็นห้วงๆเขาไม่อาจให้อภัยที่พ่อทำกับเขาได้
“ไม่ครับ ผมตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่พบเขาอีก!”ชายหนุ่มแน่วแน่
หลังจากทานอาหารเสร็จทุกคนต่างแยกย้ายกันออกไปไทม์ออกไปเล่นข้างนอกกับพินอาภา หญิงสาวจึงสบโอกาสที่จะพูดคุยกับเขาอีกครั้งที่ห้องในขณะที่เขากำลังเอนกายลงเพื่อนอนพักผ่อน ร่างบางเดินมานั่งข้างๆ ชายหนุ่มรีบหันหน้าหนีทันทีเพราะรู้ดีว่าเธอกำลังต้องการอะไร
“ลุคส์คะ” หญิงสาวพยายามเรียกเขาเสียงหวาน
“ผมไม่ไปปรางค์ ผมไม่อยากพบผู้ชายคนนั้นอีก!” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง
“แต่เขาเป็นพ่อคุณนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะไม่เสียใจที่ทำแบบนี้...”
“ผมไม่เสียใจหรอก เพราะเขาเองก็ไม่เคยเสียใจที่ทำกับผมเหมือนกัน!”
ปรางค์ปรียาถอนหายใจ ลุคส์คงเจ็บปวดกับเรื่องนี้มากเลยทีเดียวเธออยากให้เขากับพ่อได้ปรับความเข้าใจกัน และกลัวว่ามันจะสายไปหากเขาไม่ไปพบพ่อมือบางเอื้อมจับมือเขาไว้ชายหนุ่มพลิกกายหันมามองเธอนิ่ง
“ไปพบคุณพ่อคุณเถอะนะคะฉันขอร้อง...”
“ผมไม่ไปปรางค์ ผมก็ขอร้องคุณเหมือนกัน”
“ฉันกลัว...ว่ามันอาจจะสายไปหากคุณไม่ไปพบท่านเวลานี้...” เธอพยายามโน้มน้าวใจเขา
ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ผู้ชายคนนั้นทำร้ายเขาอย่างเลือดเย็น แล้วเขาจะไปพบทำไม
“ผมตัดขาดจากเขาแล้วปรางค์ มันจบไปแล้ว”
หญิงสาวอ่อนใจ จะทำยังไงให้เขายอมไปพบบิดาได้นะ ทันทีที่คิดออกเจ้าของร่างบางก็ยิ้มกว้างออกมาในทันใด
“หากคุณยอมไปพบท่านสักครั้งฉันจะยอมบอกเรื่องสำคัญให้รู้เรื่องนึง”เธอต่อรองทันที
ร่างสูงใหญ่ชันกายลุกขึ้นมองด้วยความแปลกใจสีหน้าของเขาเวลานี้เต็มไปด้วยความอยากรู้ ว่าสิ่งที่เธอจะบอกคือเรื่องอะไรและสำคัญมากแค่ไหน
“บอกผมตอนนี้ไม่ได้เหรอปรางค์...”เขาเริ่มอ้อน
“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันจะยอมบอกต่อเมื่อคุณยอมไปพบพ่อ”
“ผมไม่ไปปรางค์! คุณไม่บอกผมก็ไม่ต้องบอก!”
เธอนิ่งงันเมื่อได้ยินเสียงตวาดของเขา หญิงสาวลุกขึ้นยืนทันทีใบหน้าเรียวสวยบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ
“ไม่ไปก็ไม่ต้องไปค่ะ!”หญิงสาวประชดแล้วใช้มือข้างหนึ่งลูบหน้าท้องตนเองไว้เบาๆ
ลุคส์นั่งมองด้วยความแปลกใจกับการกระทำของหญิงสาว หมายความว่ายังไงกัน
“หนูไม่ต้องโกรธนะลูก ที่พ่อเขาโมโหแม่ ต่อไปแม่จะพยายามไม่วุ่นวายกับพ่อ ให้พ่อตะโกนใส่เราอีกนะคะลูก”เธอก้มลงพูดกับหน้าท้องตนเอง
ดวงตาคมเบิกกว้าง ความรู้สึกที่เขามีตอนนี้มันราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิดออกมาเมื่อเขาเข้าใจความหมายที่ปรางค์ปรียาต้องการจะสื่อ ไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นจริง เธอกลับมาหาเขาพร้อมกับของขวัญอันล้ำค่าอีกชิ้น
เขารีบลุกพรวดคว้ามือบางกุมไว้แล้วยิ้มกว้างออกมา ดวงตาเริ่มมีน้ำใสๆเอ่อออกมา เมื่อได้รับรู้เรื่องที่สุดแสนน่าจะยินดีเช่นนี้
“คะ...คุณกำลังท้องลูกของผมอยู่ใช่ไหม”เสียงเขากำลังสั่น
หญิงสาวแสร้งนิ่งไม่ตอบคำถาม เธอรู้สึกหมั่นไส้เขาเสียเต็มประดา ก่อนหน้านั้นยังตวาดอยู่หยกๆพอรู้ว่ามีเจ้าตัวน้อยเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างปัจจุบันทันด่วนแบบนี้
“ผมดีใจมากแค่ไหนคุณรู้ไหมปรางค์...”เขาพร่ำบอกมือหนาโอบรัดเอวบางไว้แล้วแนบแก้มไปกับหน้าท้องที่ยังไม่ได้ยื่นออกมามากนักโดยมีเพียงเสื้อผ้าเป็นปราการกั้นไว้เท่านั้น
“ปล่อยนะคะ”หญิงสาวแสร้งบ่นแล้วยันเขาออกเบาๆ
ชายหนุ่มยังคงยืนหยัดโอบเธอไว้เช่นนั้น เธอเลยจำต้องปล่อยเลยตามเลยจนกระทั่งเขายอมคลายอ้อมกอดดวงตาของมีแววประกายสดใสผิดกับเมื่อกี้ลิบลับ
“กี่เดือนแล้วปรางค์ ไปหาหมอหรือยังแล้วมียาทานหรือเปล่า?”หลากหลายคำถามพรั่งพรูออกมาทันที
“จะสนใจทำไมคะ”
“ทำไมพูดแบบนี้ละปรางค์ ในท้องคุณนั้นลูกผมนะ แล้วอีกอย่าง... ตอนที่คุณมีไทม์ผมไม่เคยแม้กระทั่งดูแลหรือรับรู้เลยด้วยซ้ำ”เสียงเขาเศร้าลง
จริงอย่างที่เขาพูด...ช่วงเวลาที่มีไทม์อยู่ในท้องเธอเองทั้งเจ็บปวดทั้งสุขใจมันเป็นความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมดแต่สุดท้ายแล้วเมื่อเธอได้เห็นหน้าลูกความรู้สึกที่เกลียดพ่อของเขามันก็ถูกฝังลงในส่วนลึกของจิตใจแทน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องทั้งหมดฉันอภัยให้คุณหมดแล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะทำร้ายฉันมากขนาดไหนก็ตาม...”
ลุคส์สบตาเธอเพื่อค้นหาความจริง แต่เขารู้ดีว่าปรางค์ปรียาเป็นคนเช่นไรเขาเองยังรู้สึกผิดไม่หายที่ทำร้ายเธอในคราวนั้น
“ผมขอโทษนะปรางค์ ขอโทษจริงๆ”เขาบอกเสียงสั่นเครือไปหมด
“อย่าเป็นแบบนี้สิคะ ฉันบอกแล้วว่าฉันอภัยให้คุณแล้ว...แล้วตอนนี้ล่ะคะคุณอภัยให้พ่อคุณได้หรือยัง?”
คำถามนี้เล่นเอาคนฟังถึงกับอึ้งพูดไม่ออกไม่ใช่แค่พ่อของเขาที่ร้ายแต่เขาเองก็ร้ายไม่แพ้กัน ผู้หญิงตรงหน้ากลับยอมให้อภัยเขาเขาควรจะไปพบพ่อดีหรือเปล่า ชายคนนั้นจะยอมลดทิฐิลงหรือไม่ เขาเองรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ผมไปพบพ่อก็ได้ปรางค์...”
ร่างบางโอบกอดตอบเขา เธอคิดดีแล้วที่ทำเช่นนี้ เพราะไม่อยากให้พ่อและลูกมีอะไรค้างคากันอีกยังไงเสียเขาก็คือผู้ให้กำเนิดชายที่เธอโอบกอดอยู่นี้