เกล็ดหิมะแรกของฤดูเหมันต์โปรยปรายลงมาราวกับเศษแก้วที่ถูกบดละเอียดทั้งคมกริบและเยียบเย็นในคราเดียวกันสายลมลากผ่านลานศิลาส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของภูตผีแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าฝ้ายหยาบราคาถูกที่ร่างเล็กๆสวมใส่กัดกินความอบอุ่นทุกอณูไปจากร่างกายที่คุกเข่าอยู่บนพื้นศิลาอันเย็นะเื
ความหนาวไม่ได้เริ่มต้นจากิัแต่คล้ายจะงอกเงยขึ้นจากใจกลางกระดูกสันหลังของเยว่ซิน นางคุกเข่าอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว? สองชั่วยาม? หรือสามชั่วยาม? นางไม่อาจแน่ใจได้อีกต่อไปขอบเขตของเวลากลายเป็สิ่งเลื่อนลอยเมื่อประสาทััทุกอณูถูกครอบงำด้วยความเ็ประคนเหน็บชา
ยามนี้หัวเข่าของนางด้านชาไปเสียแล้ว คงเป็เื่ดีที่นางไม่รู้สึกถึงคมศิลาที่กดทับลงมาอีกต่อไปแต่ในขณะเดียวกันมันก็น่ากลัว ความด้านชาคือสัญญาณว่าร่างกายของนางกำลังยอมจำนน
เบื้องหน้าของนางคือเรือนใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงโคมไฟสีแดงฉานเสียงดนตรีบรรเลงและเสียงหัวเราะของผู้คนดังลอดออกมาเป็ระลอก คล้ายคมมีดที่มองไม่เห็นซึ่งลอยมาเชือดเฉือนความเงียบงันรอบกายนาง
ค่ำคืนนี้คือค่ำคืนมงคลสำหรับผู้อื่น ยามนี้คือวันครบรอบวันเกิดปีที่สิบหกของคุณหนูใหญ่บุตรีเพียงผู้เดียวแห่งจวนแม่ทัพใหญ่สวี่ลี่จูและในทุกวาระมงคลของสวี่ลี่จูคือวาระอัปมงคลของเยว่ซิน นางคือ "ตัวรับเคราะห์"นี่คือหน้าที่หนึ่งเดียว คือเหตุผลของการมีตัวตนของนางในจวนแห่งนี้นับั้แ่วันที่ท่านแม่ทัพใหญ่สวี่คุนเก็บเด็กกำพร้าเช่นนางมาจากข้างถนนเมื่อสิบปีก่อน
นางไม่ใช่บุตรบุญธรรม ไม่ใช่แม้แต่สาวใช้ นางคือเครื่องรางมีชีวิตคือโล่มนุษย์ที่คอยรองรับเภทภัยทั้งปวงที่อาจมาแผ้วพานสวี่ลี่จูผู้เป็แก้วตาดวงใจของทุกคน
คำทำนายของนักพรตเมื่อสิบปีก่อนยังคงก้องอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน"คุณหนูใหญ่มีดวงชะตาหงส์แต่ในเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่นั้นมีเคราะห์กรรมคอยขัดขวาง จำต้องมีหญิงสาวผู้ที่มีชะตาตกต่ำเกิดในยามอาถรรพณ์ มาคอยรับเคราะห์เ่าั้ไปแทน" และเยว่ซินคือผู้มีดวงชะตาตกต่ำเช่นนั้น
ครั้งแรกที่นางทำหน้าที่นี้คือตอนอายุเจ็ดขวบสวี่ลี่จูป่วยหนักด้วยไข้อีดำอีแดงเยว่ซินถูกจับไปนอนในห้องเก็บฟืนที่หนาวเหน็บพร้อมกับเสื้อผ้าเปียกชื้นของลี่จูสามวันต่อมานางล้มป่วยเจียนตาย แต่สวี่ลี่จูกลับหายดีเป็ปลิดทิ้งราวปาฏิหาริย์ั้แ่นั้นมาทุกครั้งที่ลี่จูจะต้องมีภัยไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงสะดุดล้มหรือใหญ่หลวงถึงขั้นป่วยไข้เยว่ซินจะต้องเป็ผู้รับมันไปก่อนเสมอ
การคุกเข่ากลางหิมะในคืนนี้ ก็เพื่อรับเอา"เคราะห์วันเกิด" ทั้งหมดมาไว้ที่ตนเองเพื่อให้เส้นทางชีวิตของคุณหนูใหญ่โรยด้วยกลีบบุปผาและไร้ซึ่งขวากหนามใดๆ
เสียงฝีเท้าแหวกหิมะดังใกล้เข้ามาร่างท้วมในชุดผ้าไหมหนาของแม่นมจางปรากฏขึ้นแก่สายตาที่พร่าเลือนของเยว่ซินแม่นมไม่ได้ถือร่มหรือเสื้อคลุมมาให้นาง หญิงชราเพียงแค่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากวาดตามองั้แ่ศีรษะจรดเท้าของนางด้วยแววตาเ็าประเมินค่า
"ยังไม่ตายใช่หรือไม่?" น้ำเสียงนั้นหยาบกระด้างไร้ความปรานี
เยว่ซินพยายามอย่างยิ่งที่จะเปล่งเสียงแต่ริมฝีปากของนางแข็งจนแทบขยับไม่ได้ มีเพียงลมหายใจที่กลายเป็ไอขาวลอยออกมา
"ยังเ้าค่ะ แม่นม"
"ดี" แม่นมจางแค่นเสียง
"จำไว้ให้ขึ้นใจ ความทุกข์ของเ้าในคืนนี้คือศิริมงคลของคุณหนูใหญ่ในวันข้างหน้า คุณหนูใหญ่จะอายุยืนยาวไร้โรคภัยก็ด้วยบารมีของเ้าที่คอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย คุกเข่าต่อไปให้หลังตรง อย่าให้เสียพิธี"
บารมีงั้นหรือ? เยว่ซินแค่นหัวเราะในใจ คำพูดช่างสวยหรูแต่การกระทำกลับผลักไสนางลงสู่ห้วงนรกที่หนาวเหน็บเกินจินตนาการ
แม่นมจางหมุนตัวกลับไปทิ้งนางไว้กับความเงียบงันและเกล็ดน้ำแข็งที่เริ่มจับตัวหนาขึ้นบนเสื้อผ้าเยว่ซินหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อไม่ให้สติเลือนหายไปนางไม่ได้สวดภาวนาขอความช่วยเหลือจาก์ เพราะ์ไม่เคยได้ยินเสียงของนางนางเพียงแค่ทบทวนความทรงจำอันน้อยนิดที่นางมีความทรงจำก่อนจะมาอยู่ที่นี่มันว่างเปล่าราวกับผ้าขาว นางไม่รู้ว่าบิดามารดาของตนคือใครหรือเหตุใดนางจึงกลายเป็เด็กกำพร้าสิ่งเดียวที่นางรู้คือความเ็ปและความหนาวเหน็บในจวนแห่งนี้
ทันใดนั้น เสียงดนตรีในเรือนใหญ่ก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีอึกทึก ประตูเรือนเปิดออกกว้างเยว่ซินฝืนยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมองผ่านม่านหิมะที่ตกหนาขึ้น
นางเห็นขบวนของท่านแม่ทัพและฮูหยินเดินนำบุตรสาวออกมาที่ชานเรือนเพื่อทำการขอบคุณแเื่สวี่ลี่จูในคืนนี้งดงามราวกับเทพธิดาบนสรวง์ นางสวมอาภรณ์ปักดิ้นทองลายหงส์ทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์บนศีรษะประดับปิ่นทองระยิบระยับขับให้ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วดูสูงส่งเกินเอื้อม
และในชั่วขณะนั้นเอง ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำอวยพร สวี่ลี่จูหันมองทางลานกว้างที่มืดมิดสายตาของนางปะทะเข้ากับสายตาของเยว่ซินที่คุกเข่าอยู่ไกลๆ ผ่านม่านหิมะที่โปรยปราย
ไม่มีความสงสาร ไม่มีแม้แต่ความสมเพช ในดวงตาคู่สวยของหงส์ฟ้าแห่งจวนแม่ทัพมีเพียงความว่างเปล่าความเฉยเมยที่มองนางราวกับเป็ก้อนหินก้อนหนึ่งหรืออาจเป็เพียงฝุ่นผงที่บังเอิญอยู่ในสายตา
ความเฉยเมยนั้น เย็นเยียบยิ่งกว่าหิมะที่สุมทับร่างกายนางเสียอีก
หยาดน้ำใสๆ เอ่อล้นออกจากดวงตาของเยว่ซิน ก่อนจะแข็งตัวเป็เกล็ดน้ำแข็งเล็กๆข้างแก้มที่ซีดเผือด นางก้มหน้าลงซ่อนความอ่อนแอของตน เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นก็มิมีประโยชน์ที่จะแสดงมันออกมา
ขณะที่ขบวนของคุณหนูใหญ่กลับเข้าไปในเรือนทิ้งให้ลานกว้างกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง พลันมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมามันไม่ใช่เสียงสายลม ไม่ใช่เสียงหิมะแต่เป็เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่เหยียบย่ำพื้นดินจนสั่นะเืพร้อมกับเสียงกงล้อรถม้าที่บดมาบนถนนนอกกำแพงจวน เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆเปี่ยมด้วยอำนาจและระเบียบวินัยอันน่าเกรงขาม
ดูเหมือนว่าแขกคนสำคัญเพิ่งจะเดินทางมาถึง เสียงอึกทึกของกองทหารและรถม้าหยุดลงตรงหน้าประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพบานประตูสีแดงชาดที่ปิดสนิทอยู่ตลอดเวลา บัดนี้ถูกเปิดออกกว้างจนสุดชนิดที่ไม่เคยมีแขกคนใดเคยได้รับเกียรติถึงเพียงนี้มาก่อนเยว่ซินเห็นท่านแม่ทัพใหญ่สวี่คุน ผู้ซึ่งปกติจะวางท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขามอยู่เสมอบัดนี้กลับมีท่าทีร้อนรนอย่างเห็นได้ชัดเขารีบร้อนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปต้อนรับด้วยตนเองพร้อมด้วยฮูหยินและบุตรสาวคนงามที่เดินตามหลังอย่างนอบน้อม
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเยว่ซินเป็อันดับแรกไม่ใช่ตัวแขกแต่เป็เหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนขนาบข้างรถม้าคันหรู
พวกเขาแตกต่างจากทหารองครักษ์ของจวนหรือทหารหลวงที่นางเคยเห็นโดยสิ้นเชิงทุกคนสวมเกราะเหล็กสีดำสนิทที่สะท้อนแสงโคมไฟเป็เงาวาววับ บนแผ่นอกประทับตราสัญลักษณ์รูปหัวพยัคฆ์ทมิฬคำรามดวงตาของพวกเขานิ่งสงบและเ็าดุจน้ำแข็งไม่ไหววูบไปกับความโอ่อ่าของจวนแม่ทัพหรือเสียงดนตรีใดๆพวกเขาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงและเงียบกริบราวกับเงาแต่กลับแผ่รังสีอำมหิตที่กดดันจนบรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งขึ้นถนัดตา นี่ไม่ใช่กองทหารแต่เป็เครื่องจักรสังหารที่มีชีวิต
เยว่ซินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวความหนาวเย็นที่นางรู้สึกอยู่ก่อนหน้าดูเหมือนจะเพิ่มทวีคูณขึ้นภายใต้ไอสังหารอันเข้มข้นนี้นางพยายามหดตัวให้เล็กลงอีกในมุมมืดของลานกว้างหวังเพียงว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นตัวตนอันต่ำต้อยของนาง
แล้วร่างสูงสง่าร่างหนึ่งก็ก้าวลงจากรถม้าคันนั้นแม้จะมองจากระยะไกลและผ่านม่านหิมะที่โปรยปรายเยว่ซินก็ััได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้คือศูนย์กลางของอำนาจทั้งหมดเขาสูงกว่าชายทั่วไปเล็กน้อยแต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นคงและสง่างามราวพญาราชสีห์ที่เยื้องย่างในถิ่นของตนอาภรณ์บนกายของเขาเป็ผ้าต่วนสีดำสนิท ปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นสีเงินเข้มไม่ได้หรูหราจนแสบตา แต่กลับดูสูงค่ากว่าแพรพรรณใดๆ ที่นางเคยเห็นที่เอวคาดด้วยสายคาดหนังสีดำ ประดับไว้เพียงหัวเข็มขัดหยกสีนิลชิ้นเดียวเท่านั้นเรือนผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นครึ่งหนึ่งและยึดไว้ด้วยกวานเงินเรียบง่ายปล่อยให้ส่วนที่เหลือทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังกว้าง
เมื่อเขาหันหน้ามาทางท่านแม่ทัพสวี่คุนที่กำลังประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่สุดแสงโคมจากซุ้มประตูก็สาดส่องลงบนใบหน้าด้านข้างของเขาพอดิบพอดี
หัวใจของเยว่ซินพลันหยุดเต้นไปชั่วขณะนั่นคือใบหน้าที่ราวกับ์ปั้นแต่งขึ้นด้วยความตั้งใจสูงสุดแต่เป็ความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ความงดงามอันเ็าและน่าพรั่นพรึง สันกรามคมคายจมูกโด่งเป็สันตรงริมฝีปากหยักลึกถูกเม้มเข้าหากันเป็เส้นตรงอย่างคนไม่คุ้นชินกับการยิ้มแย้มแต่สิ่งที่สะกดทุกสายตาและบดขยี้ทุกอย่างรอบตัวให้เลือนหายไป คือดวงตาคู่นั้น
ดวงตาเรียวคมดุจใบมีดสีดำสนิทลุ่มลึกราวมหาสมุทรในคืนเดือนดับ ภายในนั้นไร้ซึ่งประกายแห่งอารมณ์ใดๆมันนิ่งสงบ เ็า และว่างเปล่าเสียจนน่าหวาดหวั่น
แล้วนางก็นึกออกใบหน้านี้ ดวงตาคู่นี้นางเคยได้ยินเื่ราวของเขามานับครั้งไม่ถ้วนจากปากของเหล่าทหารในจวนที่กล่าวขวัญถึงเขาด้วยน้ำเสียงที่ผสมปนเปกันระหว่างความยำเกรงและความหวาดกลัวสุดขีด
องค์ชายสี่เฟิงเจวี๋ย อ๋องพยัคฆ์ทมิฬ
บุรุษผู้เป็ศาสตราวุธที่น่ากลัวที่สุดของฮ่องเต้ว่ากันว่าที่ใดมีเฟิงเจวี๋ย ที่นั่นย่อมมีแต่ชัยชนะและกองซากศพของศัตรูเขาคือเทพาผู้เดินดิน คือฝันร้ายของแคว้นเพื่อนบ้านคือองค์ชายที่ไม่มีใครกล้าสบตาด้วยตรงๆ
เหตุใดบุคคลระดับนี้จึงมาปรากฏตัวในงานวันเกิดของบุตรีแม่ทัพ?การมาของเขาไม่ใช่เกียรติยศแต่มันคือปรากฏการณ์ที่สั่นะเืไปทั้งจวน
ท่านแม่ทัพสวี่คุนกล่าวเชิญองค์ชายเข้าไปด้านในด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาเล็กน้อยเฟิงเจวี๋ยเพียงพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินโดยมีครอบครัวของแม่ทัพเดินตามหลังเยื้องไปครึ่งก้าวเพื่อแสดงความเคารพ
เส้นทางที่พวกเขาเดินผ่านคือเส้นทางที่ขนานไปกับลานกว้างที่เยว่ซินคุกเข่าอยู่
นางยิ่งพยายามก้มหน้าให้ต่ำลงอีกหัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก แค่รัศมีของเขาก็ทำให้นางแทบหยุดหายใจแล้วนางไม่้าให้สายตาคู่นั้นเหลือบมาเห็นนางแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
แต่ดูเหมือน์จะชอบเล่นตลกร้ายเสมอ
ขณะที่เฟิงเจวี๋ยกำลังจะเดินผ่านมุมที่มืดที่สุดของลานกว้างทันใดนั้น เขาก็หยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน
การหยุดของเขาส่งผลให้ทุกคนที่เดินตามหลังต้องหยุดนิ่งไปโดยอัตโนมัติความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหิมะที่ตกกระทบพื้นเท่านั้น
องค์ชายมิได้หันไปมองท่านแม่ทัพหรือผู้ใดเขายังคงมองตรงไปเบื้องหน้า แต่ศีรษะของเขาหันมาทางลานกว้างที่มืดมิดเล็กน้อยดวงตาเรียวคมที่ว่างเปล่าคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อยคล้ายกับพยัคฆ์ที่กำลังสำรวจอาณาเขตของตนแล้วพบกับบางสิ่งที่แปลกปลอมบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย
เขายังมองไม่เห็นนางชัดเจนนักในความมืดเขาเห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ ที่กองอยู่บนพื้นหิมะเป็ภาพที่ขัดแย้งกับความสว่างไสวและความอบอุ่นของงานเลี้ยงเื้ัอย่างสิ้นเชิงมันไม่ใช่สายตาของความสงสาร หรือแม้แต่ความสนใจใคร่รู้มันคือสายตาของนักล่าที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในสภาพแวดล้อมเป็ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณ
ท่านแม่ทัพสวี่คุนเห็นองค์ชายหยุดมองไปยังทิศทางนั้นก็ใจหายวาบเขากลัวว่าภาพอันไม่น่าดูนี้จะขัดพระทัยองค์ชาย จึงรีบกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ"ท่านอ๋อง เชิญด้านในพ่ะย่ะค่ะ อากาศข้างนอกหนาวเย็นนัก เกรงว่าจะไม่สบายพระวรกาย"
เฟิงเจวี๋ยละสายตาจากเงาร่างนั้นช้าๆหันกลับมามองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกดังเดิม
"อืม"เขาตอบรับในลำคอเพียงคำเดียว ก่อนจะก้าวเดินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขบวนของแขกผู้สูงศักดิ์เดินลับหายเข้าไปในเรือนใหญ่ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนหิมะและความเงียบงันที่หนักอึ้งกว่าเดิมแต่สำหรับเยว่ซินทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองตามแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปร่างกายของนางยังคงหนาวเหน็บแต่ภายในอกกลับมีบางอย่างที่แตกต่างออกไปตลอดทั้งคืนนางเป็เพียงอากาศธาตุ เป็สิ่งที่ทุกคนมองข้าม เป็เครื่องมือที่ไร้ตัวตน
แต่เมื่อครู่นี้นางถูกมองเห็น
แม้จะเป็เพียงชั่วพริบตาเดียวและแม้จะเป็สายตาที่เ็าจนแทบจะแช่แข็งิญญาแต่สำหรับเด็กสาวที่จมอยู่ในความมืดมิดมาตลอดชีวิต การถูก "มองเห็น" โดยองค์ชายพยัคฆ์ทมิฬผู้เป็ตำนานมันคือสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจในคืนเหมันต์ มันไม่ได้มอบความอบอุ่นแต่มันสั่นะเืการรับรู้ทั้งหมดของนางอย่างรุนแรงจนน่าหวาดหวั่น
ทันทีที่อ๋องเฟิงเจวี๋ยก้าวข้ามธรณีประตูเรือนใหญ่ความอบอุ่นที่อวลไปด้วยกลิ่นกำยานราคาแพง กลิ่นสุราเลิศรสและกลิ่นอาหารนานาชนิดก็โถมเข้าใส่ราวกับกำแพงที่มองไม่เห็นมันช่างแตกต่างจากอากาศอันบริสุทธิ์และเยียบเย็นภายนอกราวกับเป็คนละโลกสำหรับคนทั่วไป นี่คือ์บนดิน แต่สำหรับเฟิงเจวี๋ยมันคือสนามรบอีกรูปแบบหนึ่งที่น่ารังเกียจไม่แพ้กัน
เสียงดนตรีที่เคยดังกระหึ่มพลันเบาลงจนเกือบเงียบเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะที่เคยดังจอแจก็สลายไปในทันทีทุกสายตาจับจ้องมาที่ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีนิลด้วยแววตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความตื่นตะลึงความยำเกรง และความหวาดหวั่น การมาถึงของเขาได้แช่แข็งบรรยากาศอันรื่นเริงของงานเลี้ยงให้หยุดนิ่งไปในบัดดล
แม่ทัพใหญ่สวี่คุนพยายามอย่างยิ่งที่จะทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนี้เขาผายมือเชื้อเชิญองค์ชายไปยังที่นั่งประธานซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เป็พิเศษ
"ท่านอ๋องเชิญพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมได้เตรียมสุราดอกท้อหมักสิบปีไว้รอต้อนรับ"เฟิงเจวี๋ยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงแค่เดินตามไปนั่งลงอย่างเงียบๆท่วงท่าของเขาสงบนิ่ง แต่กลับแผ่อำนาจกดดันจนไม่มีใครกล้าหายใจแรงแเื่คนอื่นๆที่เคยส่งเสียงดังต่างก้มหน้าก้มตากินอาหารของตนเองราวกับกลัวว่าหากสบตาองค์ชายพยัคฆ์ทมิฬแล้วิญญาจะถูกกระชากออกจากร่าง
ไม่นานนักการแสดงเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของคุณหนูใหญ่สวี่ลี่จูก็เริ่มต้นขึ้น
สวี่ลี่จูปรากฏตัวในชุดร่ายรำสีชมพูอ่อนที่พลิ้วไหวราวกับกลีบบุปผานางร่ายรำได้อย่างงดงามอ่อนช้อย ทุกท่วงท่าสมบูรณ์แบบตามตำราทุกกระเบียดนิ้วประกอบกับใบหน้าที่งดงามล่มเมืองอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ภาพเบื้องหน้าดูราวกับเทพธิดากำลังเริงระบำอยู่บนปุยเมฆเสียงชื่นชมดังขึ้นจากรอบทิศทาง
"ช่างงดงามหาที่เปรียบมิได้จริงๆ!สมแล้วที่เป็บุตรีของท่านแม่ทัพใหญ่!"
"คุณหนูสวี่ไม่เพียงแต่งดงามแต่ยังเปี่ยมด้วยความสามารถ"
ท่านแม่ทัพสวี่คุนลอบมองปฏิกิริยาขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยด้วยความคาดหวังหวังว่าความงามและความสามารถของบุตรสาวจะทำให้พยัคฆ์ร้ายผู้เ็าผู้นี้มีท่าทีอ่อนลงบ้าง"ลี่จูของกระหม่อมพอจะมีวาสนาได้ร่ายรำให้ท่านอ๋องทอดพระเนตรนับเป็เกียรติสูงสุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เฟิงเจวี๋ยยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆสายตาของเขามองการร่ายรำนั้น แต่ไม่ได้เห็นมันอย่างที่คนอื่นเห็น ในสายตาของเขาเขาเห็นเพียงเทคนิคที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักเห็นความพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเห็นการแสดงที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีแต่เขาไม่เห็นจิติญญา
มันไร้ซึ่งชีวิตชีวาและโดยไม่รู้ตัวภาพในหัวของเขากลับซ้อนทับด้วยเงาร่างเล็กๆที่คุกเข่าอยู่กลางหิมะ ร่างที่สั่นเทาแต่แผ่นหลังยังคงตั้งตรงอย่างดื้อรั้นดวงตาที่แม้จะเ็ปแต่ก็ไม่ยอมจำนนโดยสิ้นเชิงนั่นต่างหากคือการต่อสู้ดิ้นรนที่แท้จริงคือประกายไฟแห่งชีวิตที่ดื้อด้านและงดงามในแบบของมันเอง
ภาพความขัดแย้งนั้นวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาเด็กสาวคนหนึ่งกำลังร่ายรำท่ามกลางความอบอุ่นและเสียงชื่นชมในขณะที่เด็กสาวอีกคนหนึ่งกำลังคุกเข่ารับความทรมานท่ามกลางความหนาวเหน็บอยู่ด้านนอกมันไม่ใช่เื่ของศีลธรรมสำหรับเขา แต่เป็ความไม่สมดุล เป็เสียงที่ผิดเพี้ยนในบทเพลงแห่งค่ำคืนนี้เป็รายละเอียดที่ไม่เรียบร้อยและเฟิงเจวี๋ยรังเกียจความไม่เรียบร้อย
"ได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพสวี่มีเคล็ดลับในการดูแลบุตรสาวเป็อย่างดีทำให้คุณหนูใหญ่เติบโตมาอย่างแข็งแรงปราศจากโรคภัย" น้ำเสียงที่ดังขึ้นทำลายภวังค์ของเฟิงเจวี๋ยมาจากโต๊ะข้างๆ เป็เสียงขององค์ชายห้าผู้มีศักดิ์เป็น้องชายต่างมารดาของเขาและเป็คู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญองค์ชายห้ายิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะกล่าวต่อ
"ไม่ทราบว่าเคล็ดลับที่ว่านั่นยังคงใช้ได้ผลดีอยู่หรือไม่ในคืนนี้?"
คำพูดนั้นดูเหมือนคำทักทายธรรมดาแต่ทุกคนในที่นั้นเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ มันคือการเหน็บแนมเื่"ตัวรับเคราะห์" อย่างโจ่งแจ้งเป็การตบหน้าท่านแม่ทัพสวี่คุนกลางงานเลี้ยง
ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่ซีดเผือดไปในทันทีบรรยากาศที่เคยผ่อนคลายลงเล็กน้อยกลับมาตึงเครียดอีกครั้งยิ่งกว่าเดิม
เฟิงเจวี๋ยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเขาวางจอกสุราในมือลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา แต่เสียง "กริ๊ก"ที่ดังขึ้นกลับก้องกังวานไปทั่วทั้งโถงที่เงียบสงัดเขาไม่ได้หันไปมององค์ชายห้าด้วยซ้ำเพียงแค่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่เย็นเยียบกว่าอากาศภายนอกเสียอีก
"ข้าไม่สนใจเคล็ดลับของใคร"น้ำเสียงของเขาเบา แต่กลับหนักแน่นจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ
"แต่การกล่าววาจาไร้สาระในงานมงคลดูเหมือนจะเป็ลางร้ายเสียยิ่งกว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยเสียอีกนะน้องห้า"
คำว่า"น้องห้า" ที่เขาเน้นเสียงในตอนท้ายนั้นแฝงไปด้วยคำเตือนอันเืเย็นองค์ชายห้าหน้าถอดสี ชะงักงันไปในทันที ไม่กล้ากล่าวอะไรต่ออีกทำได้เพียงยกจอกสุราขึ้นดื่มแก้เก้อด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
เฟิงเจวี๋ยไม่ได้ปกป้องแม่ทัพสวี่และไม่ได้สนับสนุนการกระทำอันงมงายนั้นเขาเพียงแค่ปัดเป่าเื่น่ารำคาญให้พ้นทาง เพราะมันขัดจังหวะความสงบของเขาแต่การกระทำนั้นก็ได้ตอกย้ำให้ภาพของ "ตัวรับเคราะห์"ที่เขาเห็นเมื่อครู่เด่นชัดขึ้นในความคิด
ตอนนี้เขาไม่ใช่แค่เห็นภาพแต่เขารู้แล้วว่าภาพนั้นคืออะไร ความรังเกียจที่เขามีต่อความเ้าเล่ห์เพทุบายในโถงเลี้ยงแห่งนี้ฉายชัดขึ้นในดวงตาสีนิลของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
หลังจากวาจาเชือดเฉือนขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยบรรยากาศในงานเลี้ยงก็ไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกเลยแเื่ต่างหาเหตุผลขอตัวกลับก่อนเวลาอันควรไม่มีใครกล้าเสี่ยงอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ต่อไปอีกความรื่นเริงได้ตายสนิทไปแล้วเหลือเพียงความเ็าที่แผ่ออกจากร่างของบุรุษผู้เป็ประธานในค่ำคืนนี้
เฟิงเจวี๋ยยังคงนั่งอยู่ที่เดิมจิบสุราในจอกของตนอย่างเนิบช้าต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นความสงบของเขาคือพายุที่รุนแรงที่สุด เขากำลังสังเกต กำลังประเมินและกำลังตัดสินใจในแบบของเขา
ในที่สุดเมื่อสุราจอกสุดท้ายหมดลงเขาก็วางจอกลงและลุกขึ้นยืนการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนั้นส่งผลให้ทุกคนที่ยังเหลืออยู่ต้องสะดุ้งและหยุดทุกการกระทำเพื่อรอฟังคำบัญชา
"งานเลี้ยงดีมาก"เขาเอ่ยขึ้นสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะพยักหน้าให้ท่านแม่ทัพสวี่คุนเล็กน้อยมันไม่ใช่คำชมแต่เป็สัญญาณว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เขาหมุนตัวเพื่อเดินทางกลับ
ครอบครัวสกุลสวี่รีบเดินตามออกไปส่งเสด็จด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็ส่ำเส้นทางกลับสู่ประตูใหญ่คือเส้นทางเดิม เส้นทางที่ต้องผ่านลานศิลาอันมืดมิดและเหน็บหนาว
หิมะในยามนี้ตกหนักกว่าเดิมมากปุยสีขาวหนาทึบปกคลุมทุกสิ่งจนโลกทั้งใบกลายเป็สีเงินยวงภายใต้แสงจันทร์ที่ซ่อนอยู่หลังม่านเมฆขณะที่ขบวนเดินมาถึงบริเวณลานกว้างสายตาของเฟิงเจวี๋ยก็เหลือบไปมองยังจุดเดิมอีกครั้งอย่างจงใจ
ในที่สุดท่ามกลางม่านหิมะที่โปรยปรายแสงจากโคมไฟไกลๆ ก็สาดส่องมาพอให้เขาเห็นภาพนั้นได้ชัดเจนขึ้นเด็กสาวผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาของเขาและภาพที่เห็นก็ทำให้บางสิ่งในใจของเฟิงเจวี๋ยกระตุกวูบไปอย่างประหลาด
นางไม่ใช่โฉมงามล่มเมืองอย่างสวี่ลี่จูร่างกายผ่ายผอมและใบหน้าที่ซีดเซียวเพราะความหนาวนั้นห่างไกลจากคำว่างดงามนักแต่ภายใต้ความบอบช้ำนั้นกลับซ่อนโครงหน้าที่งดงามไว้ได้อย่างน่าเสียดายผิวของนางขาวละเอียดราวกับกระเบื้องเคลือบชั้นดีบัดนี้กลับซีดจนเห็นเส้นเืฝอยจางๆ ริมฝีปากที่ควรจะแดงระเรื่อกลับแห้งแตกและกลายเป็สีม่วงคล้ำแต่สิ่งที่สะกดเขาไว้อย่างแท้จริง คือดวงตาคู่นั้น
ดวงตาของนางเรียวยาวคล้ายเมล็ดซิ่งแม้จะบวมช้ำจากการร้องไห้และอ่อนล้าเจียนตายแต่ในความมืดมิดนั้นกลับฉายประกายดื้อรั้น ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาออกมาอย่างชัดเจนประกอบกับเรือนผมสีดำขลับราวกับเส้นไหมชั้นเลิศที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าภาพของความงามที่แตกสลายและหยิ่งทระนงในความมืดมิดนั้นมันกลับงดงามอย่างน่าประหลาดในสายตาของเขางดงามกว่าการร่ายรำอันสมบูรณ์แบบในห้องโถงที่อบอุ่นนั่นเสียอีก
แม่ทัพใหญ่สวี่คุนเห็นสายพระเนตรขององค์ชายจับจ้องไปยังทิศทางนั้นก็ถึงกับเข่าอ่อนเขารีบก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าเพื่อบดบังทัศนียภาพอันไม่น่าดูนั้น
"ท่านอ๋องรถพระที่นั่งเตรียมพร้อมแล้วที่ด้านหน้าพ่ะย่ะค่ะอากาศยามดึกช่างหนาวเหน็บนัก"
แต่เฟิงเจวี๋ยกลับหยุดเดินอีกครั้งเขายืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาสีนิลจับจ้องไปยังร่างที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจนั้นอย่างไม่วางตาความเงียบของเขาน่ากลัวกว่าพายุหิมะนับร้อยลูก
คนเช่นอ๋องพยัคฆ์ทมิฬจะทำสิ่งใด?เขาไม่ใช่คนใจบุญสุนทาน เขาไม่เคยแสดงความเวทนาต่อผู้ใดเขาเกลียดชังความอ่อนแอ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รังเกียจความสูญเปล่าที่ไร้เหตุผลการปล่อยให้เด็กสาวคนหนึ่งแข็งตายไปอย่างเงียบๆในจวนของแม่ทัพใหญ่ที่เขามาเยือนมันคือความไม่เรียบร้อยคือจุดด่างพร้อยที่น่ารำคาญใจ
ในที่สุดเฟิงเจวี๋ยก็เคลื่อนไหว
เขาไม่ได้เดินเข้าไปหาเขาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นปลดขอเกี่ยวที่คล้องเสื้อคลุมขนหมาป่าตัวใหญ่ที่เขาสวมใส่อยู่ออกอย่างช้าๆเสื้อคลุมตัวนั้นมีสีดำสนิทราวกับรัตติกาล บุด้วยขนสัตว์หนานุ่มด้านในมันคือสัญลักษณ์แห่งฐานะและอำนาจของเขาคือสิ่งที่มอบความอบอุ่นให้แก่เขาในสนามรบที่หนาวที่สุด
เขาหันไปทางองครักษ์ส่วนตัวที่ยืนอยู่ด้านหลังยื่นเสื้อคลุมให้ ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยและว่างเปล่าที่สุด
"โยนไปให้"มันไม่ใช่คำสั่งที่เกิดจากความเมตตา แต่มันคือคำสั่งเพื่อแก้ไขรอยด่างพร้อยที่ขัดหูตาของเขา
องครักษ์รับคำสั่งโดยไม่มีการตั้งคำถามแม้แต่น้อยเขารับเสื้อคลุมตัวหนักมาไว้ในมือ ก่อนจะใช้แรงเพียงเล็กน้อยสะบัดมันออกไปในอากาศเสื้อคลุมสีดำขนาดใหญ่ลอยละลิ่วฝ่าม่านหิมะราวกับปีกของอินทรีก่อนจะทิ้งตัวลงมาคลุมทับร่างของเยว่ซินที่กำลังสั่นเทาอย่างพอดิบพอดี
เยว่ซินซึ่งอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็และความตายรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ทาบทับลงมาบนร่างของนางอย่างกะทันหันตามมาด้วยคลื่นความอบอุ่นที่ราวกับปาฏิหาริย์ซึ่งค่อยๆซึมซาบผ่านเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของนางกลิ่นหอมสะอาดของไม้จันทน์อันเยือกเย็นผสมกับกลิ่นอายบุรุษเพศที่ทรงพลังอย่างประหลาดกลิ่นของเขาฟุ้งกระจายเข้ามาในโพรงจมูกจนทำให้นางมึนงง
นางรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายเงยหน้าขึ้นดวงตาพร่าเลือนจนมองเห็นทุกอย่างเป็เพียงเงาซ้อนทับกันไปหมด แต่นางเห็นๆแผ่นหลังกว้างในอาภรณ์สีนิลขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยที่กำลังหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ทุกคนในที่นั้นตกอยู่ในความตะลึงงันแม่ทัพใหญ่สวี่คุนและฮูหยินอ้าปากค้าง ไม่เข้าใจการกระทำขององค์ชายแม้แต่น้อยส่วนสวี่ลี่จูดวงตาที่งดงามของนางฉายแววสับสนไม่พอใจและลึกลงไปในนั้นคือประกายของความริษยาที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อนเหตุใด?เหตุใดองค์ชายพยัคฆ์ทมิฬผู้ไม่แม้แต่จะชายตามองนางกลับประทานเสื้อคลุมส่วนตัวให้แก่ตัวรับเคราะห์ที่ไร้ค่าตัวนั้น!
เฟิงเจวี๋ยก้าวขึ้นรถม้าไปโดยไม่กล่าวอะไรอีกบานประตูถูกปิดลง ขบวนทหารเริ่มเคลื่อนทัพจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบและคำถามมากมาย
เยว่ซินซึ่งบัดนี้ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเสื้อคลุมขององค์ชายไม่สามารถฝืนทนต่อไปได้อีกต่อไปแล้ว ร่างของนางเอนล้มพับลงไปบนพื้นหิมะสติสัมปชัญญะดับวูบลงสู่ความมืดมิดแต่เป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วยาม ที่ความหนาวเย็นอันโหดร้ายไม่สามารถกัดกินผิวกายของนางได้อีกต่อไป
สิ่งสุดท้ายที่นางรับรู้ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายคือกลิ่นหอมอันทรงพลังของบุรุษในตำนานผู้ที่มองเห็นนางและผู้ที่ได้ช่วยชีวิตนางไว้ด้วยเหตุผลที่นางมิอาจเข้าใจได้เลย