ตอนที่ 12 แอบซ่อนความแค้น (2)
ทว่าบนโลกใบนี้ไหนเลยจะมีเหตุและผล เมื่อจูซื่อได้ยินคำพูดของเขา ตอนแรกก็ยากจะเชื่อ และยังะเิอารมณ์ด้วย “รถม้าเมื่อถึงสนามประลองก็จอดแล้ว ผู้คุมสอบจะเห็นรถม้าของเ้าได้เยี่ยงไร ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนได้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็ลูกหลานผู้มั่งมีอำนาจเงินทอง นักแสดงคนนั้นจงใจวางกับดักเ้าชัดๆ!”
จูซื่อทั้งทุกข์ใจและโกรธแค้น ลูกชายของนางทำไมถึงได้โง่เขลาขนาดนี้ เขาเชื่อคำพูดพวกนั้นจริงๆ หรือ เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่านักแสดงคนนี้ทำเพื่อวางกับดักเขา!
สีหน้าของเยี่ยเซี่ยงเจิงเปลี่ยนไปกะทันหัน ส่ายหน้าโดยจิตใต้สำนึกและพูดว่า “ไม่ อินเหนี่ยวไม่มีทางวางกับดักข้า นางชอบข้ามากและเฝ้ารอวันที่ข้าจะพานางเข้าตระกูล นางไม่มีทางทำเยี่ยงนั้น...”
จูซื่อส่งเสียงเยาะ ขัดจังหวะคำพูดของเขาโดยไม่ลังเล “ไม่มีทางทำเยี่ยงนั้นอย่างนั้นหรือ ปานนี้แล้วยังจะหาว่านางไม่ได้ทำอีกหรือ ตอนนี้ผู้ที่ได้รับาเ็ก็คือเ้า ส่วนคนที่เข้าร่วมการสอบคัดเลือกเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนคืออวี๋เกอ!”
เยี่ยเซี่ยงเจิงนึกถึงทุกความอ่อนโยนละมุนละไมของอินเหนี่ยว คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรบ้าง ทว่าเห็นซงมามารีบเดินเข้ามาราวกับมีเื่สำคัญจะรายงาน
เดิมทีตอนแรกซงมามายังคิดจะกระซิบบอกข้างหูจูซื่อ แต่หลังจากเห็นอาการไม่พอใจที่แสดงออกชัดของจูซื่อ จึงรายงานออกมาอย่างเกร็งๆ “ฮูหยินใหญ่ นายน้อยห้าเพิ่งกลับมา เขาบอกว่า...บอกว่าผลงานยอดเยี่ยม ถูกผู้คุมสอบคัดเลือกเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนทันที”
บรรยากาศเย็นะเืลงทันใด สีหน้าของจูซื่อกับเยี่ยเซี่ยงเจิงดูไม่ได้ ความแค้นในดวงตาปิดไม่มิด
บางที สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในโลกอาจไม่ใช่ว่าตัวเองโชคร้าย แต่พบว่าคนอื่นโชคดีมากแต่ตนเองโชคร้ายต่างหาก
จูซื่อสองแม่ลูกจะไม่ริษยาได้อย่างไร
แต่เวลานี้บรรยากาศของเรือนสามอบอุ่นมาก ทุกคนต่างดีใจที่เยี่ยเซี่ยงอวี๋ได้เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวน เยี่ยอันซื่อที่เคร่งขรึมอยู่เสมอก็ยังยิ้ม เถาซื่อถึงกับร้องไห้ด้วยความปีติยินดี
เยี่ยสุยก็มีแต่รอยยิ้มเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว นับว่าสงบกว่ามาก นางเดินไปหาเยี่ยเซี่ยงอวี๋และพูดด้วยรอยยิ้ม “ยินดีด้วยนะท่านพี่! ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านพี่ต้องเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนได้ ท่านพี่เก่งกาจที่สุด!”
นางคิดอย่างนี้จริงๆ ด้วยความสามารถของท่านพี่ ตราบใดที่ได้เข้าร่วมการสอบคัดเลือกของหน่วยองครักษ์อี๋หลวนอย่างราบรื่นก็ถือว่าเข้าได้แน่นอนแล้ว!
ชาติก่อนท่านพี่ล้มเลิกการเข้าร่วมการทดสอบของหน่วยองครักษ์อี๋หลวนเพราะนาง ชาตินี้นางจึงแอบวางแผนให้ท่านพี่ได้ไปถึงสนามประลองอย่างปลอดภัย ชาติก่อนนางติดหนี้ท่านพี่เื่หน่วยองครักษ์อี๋หลวน ชาตินี้ในที่สุดก็ได้ตอบแทนท่านพี่แล้ว
ภายในใจของเยี่ยเซี่ยงอวี๋ยังคงตื่นเต้นไม่ยอมสงบ เขายิ่งหัวเราะเสียงดัง “ต้องขอบคุณอาหนิงที่มารบกวนถามข้าทุกวัน...”
ถ้าไม่ใช่เพราะอาหนิงถามเขาเื่กลยุทธ์ทางทหารทุกวัน ตัวเขาเองก็คงจัดระเบียบความรู้ที่ตนเองร่ำเรียนมาไม่ได้ และคงจะคิดคำตอบลึกซึ้งไม่ได้
ใครจะคิดว่าคราวนี้นอกจากศิลปะการต่อสู้แล้ว หน่วยองครักษ์อี๋หลวนยังทดสอบกลยุทธ์ในการต่อสู้ด้วย เยี่ยเซี่ยงอวี๋นึกถึงสีหน้าซีดเซียวราวกับผักของเด็กๆ ในสนามประลองแล้ว ในใจรู้สึกยินดีอยู่หลายส่วน
ทันใดนั้นรอยยิ้มของเขาจางหายไปเมื่อนึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปากถามว่า “น้องชายหกเป็อย่างไรบ้าง ท่านหมอวินิจฉัยแล้วว่าอย่างไร”
สถานการณ์ตอนนั้นยุ่งเหยิงเกินไป ตอนที่เขาะโลงจากรถม้า พวกคนชั่วก็ไปแล้ว เขากับคนบังคับรถม้าและผู้คุ้มกันช่วยกันนำน้องชายหกออกมา เพื่อส่งน้องชายหกกลับเรือนโดยเร็วที่สุด จากนั้นเขาจึงขึ้นรถม้าคันที่พลิกคว่ำ แล้วรีบไปยังสนามประลองต่อ จนถึงตอนนี้ น้องชายหกจะเป็อย่างไรบ้างนะ
ไม่มีใครในเรือนสามรู้ว่าเยี่ยเซี่ยงเจิงาเ็อย่างไร ยามนั้นเถาซื่อไม่กล้าอยู่เรือนใหญ่ต่อ มายามนี้เยี่ยเซี่ยงอวี๋เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนได้แล้ว ก็ยิ่งไม่สะดวกที่จะไปสอบถามเื่นี้
พวกเขาย่อมทำอะไรไม่ได้กับอาการาเ็ของเจิงเกอ ถ้าไปสอบถามที่เรือนใหญ่ ดีไม่ดีอาจถูกมองว่าเรือนสามโอ้อวดเสียเปล่าๆ
ในท้ายที่สุด เยี่ยอันซื่อจึงเอ่ยว่า “หัตถ์เทวดาเฉินวินิจฉัยว่าน่าจะไม่เป็อะไรมากนัก พวกเ้าก็ไม่ต้องคิดมาก อวี๋เอ๋อร์พักผ่อนให้เพียงพอ เ้าควรเตรียมตัวให้ดีเพื่อเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวน”
ทุกคนพยักหน้าตอบรับและวางแผนรับมืออย่างสงบ ไม่ทันคาดคิดว่า วันที่สองกลับมีข่าวมาจากในวัง