ฮองเฮาพันโฉมเล่ม 1 (จบแล้วมีEbook)

    บทที่ 39 ตงเฟยผู้แสนสุภาพ

    สตรีรูปร่างโปร่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ในศาลาริมสวนเหม่อมองไปทางตำหนักเสียนเหลียงไม่นานนักนางกำนัลประจำตำหนักของนางก็ก้าวเร็วๆ เข้ามาถอนสายบัว     “ทูลพระสนมเหม่ยเฟยออกจากตำหนักของฮองเฮาไปแล้ว เพคะ”

                “นางยังมิได้เป็นฮองเฮา”น้ำเสียงสะบัดแรงจนนางกำนัลตกใจ

                “เพคะตำหนักองค์หญิงหลวน”

                “อืม...นางชิงตัดหน้าเหนียงเหนี่ยงไปได้อย่างไรกัน?”

                “ผู้ใดหรือเพคะ?”เก่อมามาหลี่หัวหน้านางกำนัลประจำตำหนักฟาหยางยืนอยู่เยื้องพระสนมนึกฉงน

                “เหม่ยเฟยน่ะสิจะมีผู้ใดอีก?เจ้าคิดว่าข้าจะกล้าขัดเคืองว่าที่ฮองเฮาหรือไร?”ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มของตงเฟยตึงขึ้นเล็กน้อยแม้นางจะรู้ว่าตนเองมีโอกาสน้อยที่จะได้ขึ้นเป็นฮองเฮาด้วยอำนาจหนุนหลังก็ยังไม่เท่าเสิ่นกุ้ยเฟยส่วนความโปรดปรานจากฝ่าบาทนั้นก็ยากจะเดาได้นางติดสินบนขันทีที่ติดตามอู๋กงกงไว้จึงได้รู้ว่าข่าวลือในวังที่ว่าเสิ่นกุ้ยเฟยเป็นที่รักใคร่ของฮ่องเต้ยิ่งกว่าผู้ใดนั้นความจริงแล้วฝ่าบาททรงเสด็จไปตำหนักของนางมากกว่าตำหนักอื่นเพียงเล็กน้อยแต่นางกลับให้คนปล่อยข่าวเสียดูเหมือนได้นางครอบครองฮ่องเต้เพียงผูเดียว

                “เป็นเพราะเหม่ยเฟยรู้ว่าองค์หญิงหลวนเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ทรงสนพระทัยในยามนี้น่ะสิเพคะ”

                “อย่างไรหรือ?”

                เก่อมามาหลี่เป็นผู้หูว่องตาไวนางได้รับมอบหมายจากเจ้ากรมโยธาให้คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวในวังเพื่อผลักดันให้ตงเฟยได้มีโอกาสอุ้มครรภ์มังกรทว่าผ่านมาหลายปีก็ยังไม่มีโอกาสนั่นเป็นเพราะอิทธิพลของเถียนฮองเฮาที่ครอบคลุมไปทั่ว   วังหลัง

                “ขันทีที่ตำหนักฮองไทเฮาเล่าว่าฮ่องเต้เสด็จไปร่วมโต๊ะเสวยทุกเย็นและยังเสด็จมาส่งองค์หญิงหลวนด้วยพระองค์เองทุกวันเพคะ”

                “หือ! จริงหรือ?”ใบหน้าที่เหม่อลอยหันกลับมามองเก่อมามาหลี่อย่างสนใจ

                “เพคะหม่อมฉันตรวจสอบข่าวนี้กับนางกำนัลหลายคนที่อยู่แถวนั้น”

                “มิใช่ว่าฝ่าบาททรงคิดจะมีพระโอรสกับนางหรอกหรือ?”ประโยคนั้นคล้ายกับนางจะรำพึงกับตนเองมากกว่าเอ่ยถามคู่สนทนา

                “พระสนมนี่เป็นเรื่องใหญ่นะเพคะ หลังอภิเษกสมรสหากฮองเฮาทรงพระครรภ์โอกาสที่เหล่าพระสนมจะได้รับอนุญาตให้อุ้มครรภ์ก็อาจจะน้อยลงไปด้วยยิ่งนางหากเป็นคนร้ายกาจเช่นเดียวกับเถียนฮองเฮา เราก็ยิ่งยากจะขยับตัว"

                “อืม...เห็นทีข้าเองก็ต้องรีบไปเข้าเฝ้าว่าที่ฮองเฮาผู้นี้เช่นกัน”

                “ยามนี้เลยดีไหมเพคะ หากเรายังช้าประเดี๋ยวเฉินเฟยอาจจะชิงตัดหน้าไปก่อน” เก่อมามาหลี่รีบนำเสนอหากยังคงช้าอยู่อาจจะมิรู้ว่าทิศทางในวังนี้ผันเปลี่ยนไปอย่างไรในวังหลังแห่งนี้ผู้ที่ชักช้าย่อมจะปรับตัวไม่ทัน

                “ดี!เช่นนั้นเจ้ารีบไปตำหนักเสียนเหลียงก่อน ข้าจะตามไปประเดี๋ยวนี้”

                “เพคะ”เก่อมามาหลี่รีบเดินลิ่วนำหน้านางกำนัลอีกสองคนตรงไปยังตำหนักเสียนเหลียงส่วนพระสนมตงเฟยก็เปลี่ยนเครื่องทรงให้งดงามทั้งอาภรณ์เครื่องประดับและแต่งหน้าเพิ่มให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

                เมื่อเก่อมามาหลี่เข้าไปแจ้งให้นางกำนัลที่เฝ้าหน้าตำหนักเสียนเหลียงรู้ว่าพระสนมตงเฟยมีประสงค์จะขอเข้าเฝ้าองค์หญิงหลวนเต้ามามาหลี่ที่เป็นหัวหน้านางกำนัลประจำตำหนักเสียนเหลียงจึงเป็นผู้เข้าไปทูลให้องค์หญิงทราบ

                “ว่าแล้วเชียวพวกนางน่าจะแห่มาหาเจ้ากันจนครบแน่”พระชายาหานซู่ลี่เอียงตัวเข้าไปกระซิบกับองค์หญิง นักแปลงโฉมคนงามอมยิ้มน้อยๆ

                “เจ้าก็เล่นงิ้วช่วยข้าต่อหน่อยสิยังไม่ถึงยามที่ต้องกลับวังมิใช่หรือ?”

                “อืม...ก็รอจนกว่าท่านอ๋องจะมารับ”

                องค์หญิงหลวนสั่งให้นางกำนัลเตรียมน้ำชาหรงจิ่งอีกครั้งหนึ่ง“เห็นทีวันนี้ชาหรงจิ่งพระราชทานของข้าคงจะหมดห่อแน่”

                เมื่อร่างระหงนวยนาดมาถึงแล้วก้มลงถอนสายบัวอย่างงดงามในใจของสตรีทั้งสองที่นั่งรออยู่ก็อดชื่นชมพระสนมตรงหน้ามิได้ นางช่างอ่อนหวานอ่อนช้อยและดูสุภาพเรียบร้อยนัก

                “ตงเฟยคารวะองค์หญิงและพระชายาเพคะ” พระสนมตงเฟยลอบสังเกตว่าที่ฮองเฮาและพระชายาหานซู่ลี่นางทั้งสองแต่งหน้าเพียงเบาบางแต่กลับเฉิดฉายโดดเด่นนักองค์หญิงหลวนผู้นี้มีรูปโฉมพอๆกับสตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีความงามเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวงอย่างพระชายาของท่านอ๋องเก้านับว่าเป็นผู้มาใหม่ที่น่าเกรงขามนัก ‘มิน่าเล่า!จึงมีข่าวลือว่าฝ่าบาททรงเฝ้าทุกวัน’

                “พระสนมเชิญนั่งเถิดเปิ่นกงให้คนเตรียมชาหรงจิ่งไว้ต้อนรับแล้ว”

                ตงเฟยค่อยๆทรุดกายลงนั่งอย่างแช่มช้อย “ช่างเป็นพระกรุณา”

                “เปิ่นกงเองก็ขอบใจที่พระสนมอุตส่าห์มาเยือนถึงตำหนักนี้”องค์หญิงหลวนหันไปบอกให้นางกำนัลไปหยิบกล่องแดงมาอีกครั้งจากนั้นก็ทำเหมือนก่อนหน้านี้คือเปิดฝากล่องแล้วให้หม่าหลันฮวาถือไปยืนอยู่ตรงหน้าตงเฟย“พระสนมจงเลือกเอาสักชิ้นเถิด ถือว่าเปิ่นกงให้เป็นที่ระลึกในการทำความรู้จักกัน”

                ตงเฟยก้มลงมองในกล่องไม้สีแดงที่มีปิ่นเลอค่าหลายชิ้นวางเรียงรายอยู่“ขอบพระทัยเพคะ มีแต่ชิ้นสวยๆ ทั้งนั้น”

                “ล้วนเป็นของพระราชทานที่ฝ่าบาทให้เปิ่นกงมาเพื่อมอบให้พระสนมทั้งหลายสำหรับตงเฟย เปิ่นกงเห็นว่าปิ่นที่งดงามย่อมคู่ควรจะประดับอยู่บนศีรษะ”

                ตงเฟยแย้มริมฝีปากน้อยๆกลายเป็นยิ้มที่งดงามพระชายาหานซู่ลี่ลอบสังเกตแล้วก็เห็นว่านางช่างเหมาะสมกับตำแหน่งพระสนมขั้นเฟยอย่างยิ่งแม้จะมิได้งามเลิศอย่างเสิ่นกุ้ยเฟย หรือดูสง่าอย่างเหม่ยเฟยแต่ตงเฟยนับเป็นแบบอย่างสตรีที่กริยามารยาทอ่อนหวานใบหน้าของนางก็ดูจิ้มลิ้มน่าทนุถนอม

                “หม่อมฉันขอปิ่นหยกก็แล้วกันนะเพคะ” นางหยิบเอาปิ่นหยกสีเขียวที่แกะสลักได้อย่างประณีตบรรจงขึ้นมาพลิกดูซ้ายขวาด้วยสายตาชื่นชม

                “ในกล่องนั้นปิ่นหยกราคาสูงที่สุดแล้วพระสนมช่างสายตาแหลมคมยิ่ง”

                “ญาติของหม่อมฉันค้าขายหยกเพคะจึงพอจะดูเป็นอยู่บ้าง” ตงเฟยเชิดหน้าน้อยๆ ด้วยความภาคภูมิใจ“หยกชิ้นนี้ใสและมีรอยแตกตามธรรมชาติอยู่เล็กน้อยนับว่าเป็นหยกดีชิ้นหนึ่งที่ถูกนำมาแกะสลักจนเป็นปิ่นสูงค่าชิ้นนี้”

                “อืม...สมกับที่ฝ่าบาททรงชื่นชมว่าตงเฟยเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดูหยก”

                “ฝ่าบาทเคยเอ่ยถึงหม่อมฉันด้วยหรือเพคะ?”ดวงตาของตงเฟยเบิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าตนได้รับความชื่นชมจากฮ่องเต้

                “ใช่! ยังตรัสอีกว่าพระสนมเป็นผู้ที่มีกริยามารยาทอ่อนหวานยิ่งเปิ่นกงควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” รอยยิ้มจริงใจขององค์หญิงหลวนทำให้ตงเฟยหัวใจพองโต

                ‘ฮองเฮาผู้นี้รู้จักประจบข้าเห็นทีนางไม่น่าจะมีฤทธิ์เดชมากเท่าคนก่อน’

                “ขอบพระทัยองค์หญิงที่กรุณาเล่าเรื่องนี้ให้หม่อมฉันฟัง”

     

    ------------------------------------------------------------------------------------------------

    1.    เปิ่นกง คำแทนตัวที่ใช้กับองค์หญิง และพระสนมระดับสูง ในนิยายเรื่องนี้ใช้กับระดับกุ้ยเฟยเท่านั้นจึงให้ระดับเฟยใช้คำแทนตัวว่าข้า