ศักราชว่านสุ่ย ปีที่ 10068มหานครหลวงฉางอัน ราชธานีอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเทียนถังกำลังลุกเป็ไฟที่คือเมืองที่หลงเหลืออยู่เพียงเมืองเดียวของมนุษย์ชาติฐานที่มั่นสุดท้ายเป็ความหวังที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของมวลมนุษย์ขึ้นมา
เบื้องนอกของกำแพงที่สูงตระหง่านแต่เดิมมันมีสีขาวที่บริสุทธิ์แต่ในยามนี้เต็มไปด้วยเืแดงฉานซากศพจำนวนมากทับซ้อนจนแยกไม่ออกเหล่าทหารหาญที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดสภาพของแต่ละคนพร้อมที่จะทรุดกายลงไปทุกเมื่อ
บนกำแพงเมืองยังมีแม่ทัพยืนหยัดอยู่ข้างบนคอยสั่งการส่งเสียงปลุกขวัญกำลังใจแก่ทหาร
“ทัพเฉียนว่างจงยืนหยัดเข้าไว้ในไม่ช้าชัยชนะต้องตกเป็ของเราแน่จงโถมพละกำลังทั้งหมดแกว่งดาบของพวกเราใส่พวกปีศาจ”
“ทราบ!”
พลทหารส่งเสียงตอบรับคำสั่ง
สีหน้าของแม่ทัพนั้นเต็มไปด้วยความกังวลใจและแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้เขารู้ว่าคงต้านทัพปีศาจได้อีกไม่นาน กระบี่ข้างกายของเขาหักลงไปนานแล้วแต่มือคู่นั้นยังคงกุมกระบี่เอาไว้ไม่เสื่อมคลายหากเขาปล่อยกระบี่นี้ทิ้งไปเท่ากับว่าละทิ้งชีวิตตัวเองเช่นกัน
แม่ทัพผู้นี้มีนามว่าหลินเมิ่ง แต่เดิมเขาไม่ได้เป็แม่ทัพคุมกองกำลังเฉียนว่างนี้เดิมเขาเป็เพียงองครักษ์พิทักษ์หน้าบัลลังค์ขององค์เหนือหัวจักรวรรดิเทียนถัง หลินเมิ่งใช้เวลากว่า20ปีจากพลทหารธรรมดาก้าวขึ้นมาเป็หัวหน้าองครักษ์แต่ทว่าแม่ทัพนายกองจำนวนมากล้วนแต่ถูกปีศาจฆ่าฟันจนหมดสิ้นในยามคับขันเป็ตายนี้องค์จักรพรรดิจึงมีราชโองการแต่งตั้งให้เขาขึ้นเป็แม่ทัพคุมกองกำลังเฉียนว่างทำการพิทักษ์เมืองหลวงไว้ หลินเมิ่งทำการต่อสู้กับปีศาจมานานกว่า3วันติดต่อกันทัพเฉียนว่างพร้อมที่จะล่มสลายลงทุกเมื่อ
“บัดซบ ข้าไม่อาจพ่ายแพ้ได้นี่คือฐานที่มั่นสุดท้ายของมนุษย์หากเราเสียเมืองนี้ไปเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะสูญสิ้น”
ดวงตาของหลินเมิ่งแดงก่ำเขาตวัดกระบี่ที่หักครึ่งตัดปีศาจที่พุ่งเข้ามาเบื้องหน้าเขาออกเป็สองส่วน
“พวกปีศาจบุกเข้ามาไม่หมดไม่สิ้น ทัพเฉียนว่างก็แทบแตกสลายแล้ว”
หลินเมิ่งกวาดตามองไปยังกองกำลังชื่อดังที่เพียบพร้อมไปด้วยยุทโธปกรณ์กว่าแสนนายแต่ในยามนี้หลงเหลือไม่ถึง1พันทัพเฉียนว่างคือกองกำลังป้องกันเมืองที่ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเทียนถังที่คอยพิทักษ์เฝ้ารักษาราชวงศ์มากว่า5000ปีไม่เคยมีกองทัพใดสามารถพิชิตเมืองหลวงฉางอันลงได้ล้วนเป็ความดีความชอบของทัพเฉียนว่างและด้วยเหตุนี้เมืองฉางอันและทัพเฉียนว่างจึงเป็รากฐานสำคัญของแคว้นถังในอดีตจนทำให้แคว้นถังที่เพียงเป็แคว้นเล็กๆกลายมาเป็จักรวรรดิเทียนถังได้
ย้อนกลับไปเมื่อ35ปีที่แล้วศักราชว่านสุ่ยที่10033 เป็ปีที่ปีศาจบุกลงมายังโลกมนุษย์และผ่านไปเพียงแค่3ทศวรรษ7ทวีปล้วนถูกยึดครอง พวกปีศาจไม่้าใช้แรงงานมนุษย์พวกมันไม่เคยจับใครเป็ทาสมีแต่กัดกินราวกับว่ามนุษย์เป็เพียงแค่อาหารของมันเท่านั้น ญาติพี่น้องของหลินเมิ่งก็ล้วนถูกปีศาจสังหารและจับกินต่อหน้าเขาบังเอิญด้วยความโชคดีเขาสามารถหลบหนีออกมาได้เขาจึงสาบานกับตัวเองว่าจะสังหารพวกปีศาจให้หมดสิ้นนับั้แ่วันนั้นมาเขาก็ฝึกฝนวิชาต่อสู้ออกเดินทางพเนจรจนกลายมาเป็องครักษ์พิทักษ์หน้าบัลลังค์
สายตาของหลินเมิ่งเหม่อลอยเขาหวนนึกย้อนกลับไปในอดีตของตนเอง
“ปีนี้เราเองก็อายุ50ปีแล้วความแค้นยังไม่ทันสะสางแต่ข้าต้องมาสิ้นชีพแล้วหรือนี่”
ในขณะนั้นเองพลทหารสื่อสารทั่วทั้งร่างชุ่มไปด้วยเืเห็นได้ชัดว่าเขาเสียแขนข้างซ้ายไปแล้ววิ่งมาแจ้งข่าวต่อหลินเมิ่ง
“เรียนท่านแม่ทัพ ปีกซ้ายพินาศแล้ว”
หลังจากนั้นพลสื่อสารต่างวิ่งเข้ามาหาหลินเมิ่งเพื่อแจ้งข่าว
“รองแม่ทัพหวังเสียชีวิต ทัพขวาแตกพ่าย”
“ประตูเมืองพังลงมาคงต้านทานไว้ได้เพียง1ชั่วธูป”
“กำแพงตะวันออกถูกยึดไว้แล้ว”
“มีปีศาจจำนวนมากทะลักเข้ามาทางทิศเหนือและโจมตีพระราชวังแล้วครับ”
“ประมุขของเหล่าชาวยุทธเสียชีวิต”
“ข่าวด่วน ฝ่าาสิ้นพระชนม์แล้ว”
ข่าวสารจำนวนมากไหลบ่าเข้าสู่หัวของหลินเมิ่ง แต่เห็นได้ชัดว่ามีแต่ข่าวร้ายทั้งนั้นพลทหารสื่อสารต่างจ้องมองไปยังหลินเมิ่งเพื่อรอรับคำสั่ง พวกเขาเป็เพียงทหารกลุ่มเดียวที่เหลือชีวิตรอดในขณะนี้ชั่ววินาทีนั้นความเงียบได้ปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณจะมีก็แต่เสียงร้องโหยหวนของทหารและชาวบ้านดังมาตามสายลม
ฉับพลันนั้นหลินเมิ่งได้ะโขึ้น
“เหล่าทหารกล้าทั้งหลาย”หลินเมิ่งหยุดเล็กน้อยก่อนพูดอย่างเสียงดังว่า
“เวลานี้พวกเราคงไม่อาจต้านทานพวกปีศาจไว้ได้แล้ว แต่เราจะไม่หันหลังให้กับพวกมันข้าหลินเมิ่งในนามของแม่ทัพเฉียนว่างขอฟาดฟันเหล่าปีศาจจนสุดห้วงลมหายใจสุดท้ายของข้านับว่าเป็เกียรติที่ได้ร่วมรบกับพวกท่าน”
ทหารที่ได้ฟังคำกล่าวของหลินเมิ่งล้วนสะท้านขวัญวิญาณของพวกเขาจึงขานรับออกไป
“สู้!”
“พลีชีพเพื่อจักรวรรดิเทียนถัง”
“สู้!”
หลินเมิ่งชูกระบี่ที่หักเหลือเพียงครึ่งท่อนชูไปยังเบื้องหน้า
“พวกท่านจงติดตามข้ามาไปสังหารพวกมันให้หมดสิ้น”
กองกำลังสุดท้ายของมวลมนุษย์โถมเข้าไปเบื้องหน้าฝูงเหล่าปีศาจนับล้านด้วยความหวังที่จะเข่นฆ่าสังหารพวกมันให้หมดไปจากโลกใบนี้