“...เมืุ่์เครื่องมือแห่งโลกเสมือนจริง จะเกิดสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยเห็นหรือเคยกระทำมันมาก่อน…”
ณ สถานที่เร้นลับแห่งหนึ่ง มีชายแปลกหน้ากำลังใช้มือัักับบางสิ่งที่หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวใด ๆ อีกแล้ว เขาเริ่มดูดกลืนพลังงานและพยายามทำให้บางสิ่งในร่างกายของมันปรากฏออกมา ไม่นานนักสิ่งนั้นก็เผยให้เห็นอยู่ตรงหน้าและได้คว้ามันมาไว้ในกำมือของเขาเรียบร้อยแล้ว
เมื่อลองเพ่งมองอย่างตั้งใจ จะเห็นว่าวัตถุนั้นมีลักษณะประมาณครึ่งกำมือ มีสีฟ้าอ่อน ๆ ซึ่งกำลังเปล่งประกายเรืองแสงออกมา แม้จะไม่เจิดจรัสนัก แต่แสงก็เด่นชัดท่ามกลางความมืดในถ้ำลึกกลางหุบเขาแห่งนี้
ไม่ทันที่ชายลึกลับจะได้มองความสวยงามของวัตถุนี้นานนัก หอกหนึ่งที่มีความแหลมคมพุ่งแหวกอากาศเข้ามาหมายจะดับชีวิตของเขาให้สิ้น หลังจากยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เขาได้เบี่ยงตัวหลบหอกเพชรฆาตนี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็น
“ครั้งนี้เ้าช้าเกินไปอีกแล้ว ‘ร็อค’ ” คือประโยคแรกที่ชายลึกลับกล่าวทักทายชายอีกคน ดูเหมือนทั้งคู่จะรู้จักกันมาก่อนและเคยเจอกันหลายครั้ง
“................” ร็อคไม่ได้ตอบอะไรแต่กำลังคิดอะไรบางอย่างในใจพร้อมชักดาบที่ไร้ความคมแต่มีปลายแหลมยาวออกมาโจมตีชายลึกลับอย่างรวดเร็วนับสิบครั้ง เป็ความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แต่ที่น่าใกว่าคือ ชายลึกลับคนนั้นกลับหลบหลีกได้หมดไม่มีแม้รอยขีดข่วนใด ๆ อยู่บนตัวเลย
“ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ว่ามันไม่ได้ผล” ชายลึกลับกล่าว พร้อมกับะเิพลังงานออกมารอบตัวทันใด ผลักร่างกายร็อคปลิวลอยไปจนกระแทกกับผนังถ้ำอย่างรุนแรงและยังตามมาปล่อยหมัดซ้ำเข้าที่ท้องซึ่งหมัดนั้นอัดเเน่นไปด้วยพลังงานโดยมีไอพ่นตรงข้อศอกเพื่อเสริมความรุนแรงให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
“ตู้มมมมมมมม!!!..” เสียงดังสนั่นหลังจากหมัดนั้นได้ประทับลงบนร่างของร็อค หมัดนี้ทำเอาเขาถึงกับกระอักเืออกจากทางปากเลยทีเดียว “อั่กกกก!!!” ร็อคอุทานออกมาพร้อมจับจ้องมองอย่างเคียดแค้นไปยังชายลึกลับที่อัดพลังงานผ่านหมัดลงไปในตัวของเขาจนจมลึกเข้าไปในหินอีกหลายเมตร
ชายลึกลับยิ้มเยาะเย้ยและหัวเราะอย่างเบา ๆ แล้วก็หันหลังเดินกลับไปพร้อมยื่นมือออกไปรวบรวมพลังงานอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่รู้สึกถึงพลังทำลายล้าง แต่กลายเป็พลังงานที่พุ่งออกไปข้างหน้าเกิดเป็วงกลมใหญ่ ใช่แล้ว มันคือประตูข้ามมิตินั่นเอง แต่การเปิดประตูนี้ทำให้พลังงานของชายลึกลับหายไปอย่างมาก เขาเดินก้าวเข้าไปในประตูนั้นโดยไม่รอช้า เมื่อเข้าไปแล้วก็หันกลับมามองร็อคและกล่าวในขณะที่ประตูมิติกำลังจะปิดว่า “แล้วเจอกัน เ้าชายแห่งอาณาจักรที่ดับสูญ”
เมื่อร็อคได้ยินก็รู้สึกโกรธจนกัดกรามแน่น และจ้องมองไปยังชายลึกลับซึ่งเริ่มหายไปในประตูมิติที่กำลังปิดพร้อมเสียงหัวเราะก้องอย่างไม่ละสายตา บัดนี้เหลือเพียงเขาภายในความมืดของถ้ำ ร่างกายถูกฝังติดเข้าไปในหินและสายตาเลื่อนลอยที่กำลังระลึกถึงความหลังพร้อมกับเอ่ยบางสิ่งออกมา “เคย์.. เพราะอะไรนายถึงหายไป...”
------------------------------------
เช้าวันใหม่ของวันอาทิตย์ที่แสนสดใส~
ผมกำลังนั่งเหม่อลอยบนเตียงหลังจากที่ลืมตาตื่นได้ไม่นาน สายตามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นบรรดาเหล่านกที่กำลังเกาะกิ่งไม้ร้องเสียงเจื้อยเเจ้วพร้อมคู่ของมัน
เสียงทำกับข้าวของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังดังอย่างต่อเนื่องพร้อมกลิ่นกับข้าวที่หอมหวล กลิ่นเหล่านี้ย่อมเรียกน้ำลายในปากของผู้หิวโหยน้อยใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น
“ลงมาทานข้าวได้แล้วลูก กับข้าวเสร็จแล้ววว~” เสียงผู้เป็แม่ะโร้องเรียกขึ้นไป้าบ้านหวังให้บรรดาลูก ๆ ได้ยิน
“คร้าบบบบ~ แม่~~” ผมะโตอบออกไปเพื่อให้แม่ได้ยิน พร้อมลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำและทำภารกิจส่วนตัวให้เรียบร้อย
“เมื่อคืนนี้ ทั่วทั้งโลกได้เฉลิมฉลองและเฝ้ามองดวงจันทร์ไปด้วยกัน นับเป็การประสบความสำเร็จของมนุษยชาติไปอีกขั้น หลังจากจัดตั้งอาณานิคมใหม่แห่งดวงจันทร์ได้ครบรอบ 1 ปี บรรดาชาติที่จัดเฉลิมฉลองใหญ่คือ…. ” เสียงผู้ประกาศข่าวทางทีวีดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังเดินลงมาจากบันได พร้อมชำเลืองมองไปทางพ่อที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ดิจิตอลและจิบกาแฟอยู่
“อ้าว ไนท์ แล้วพี่แนนล่ะลูก” พ่อพูดขึ้นหลังจากเงยหน้าแล้วเจอผม ยังไม่ทันได้ตอบอะไรก็มีเสียงจากผู้หญิงที่เดินลงบันไดตามมาด้านหลังผม
“มาแล้วค่า~ คุณพ่อ คุณแม่” ใช่แล้วล่ะ ผู้หญิงสวมแว่นผมถักเปียที่ท่าทางเป็วัยรุ่นขยันเรียนคนนี้ก็คือพี่สาวของผมเอง เธออายุ 24 ปี เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ส่วนผมก็อายุ 19 ปีกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ผมอยู่ใน่ปิดเทอมจากโรงเรียนเก่าที่พึ่งสอบเสร็จมาได้สามสัปดาห์ ส่วนใหญ่่ปิดเทอมของผมก็หมดเวลาไปกับการพักผ่อนหลังจากการตรากตรำร่ำเรียนอ่านหนังสือหนักจนเรียนจบ ตอนนั้นก็ยอมรับน่ะนะว่าผมนี่อิฉฉาพี่สาวของผมสุด ๆ ไปเลย เพราะพี่สาวของผมเรียนเก่งมาก ๆ เคยชินกับการอ่านหนังสือมากมาย ไม่เหมือนผมที่ชอบกิจกรรมนันทนาการที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากกว่า ตอนนี้พี่สาวผมก็เลยได้ทำงานอยู่ในแผนกวิจัยหุ่นยนต์ของบริษัทที่พ่อผมเป็ผู้ก่อตั้ง ซึ่งทำการคิดค้นหุ่นยนต์รุ่นใหม่ ๆ ออกมาเป็ผลิตภัณฑ์ขายให้กับทั้งรัฐและเอกชน
“ไนท์ เดี๋ยวแม่วานเอากับข้าวแล้วก็ขนมไปให้ที่บ้านคุณป้าหน่อยนะ” แม่ผมพูดขึ้น หลังจากที่เอากับข้าวสดใหม่จากเตาร้อน ๆ มาวางลงบนโต๊ะ “คร้าบบบผม” ผมพูดตอบแม่ของผม ในใจก็รู้อยู่แล้วว่าคนที่ต้องไปก็คงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากผม คุณแม่เป็เ้าของร้านอาหารในเมือง ฝีมือทำกับข้าวของเธอจึงโดดเด่นกว่าใคร ๆ ในละแวกนี้ แถมยังใจดีชอบแบ่งปันแก่เพื่อนบ้านด้วย ซึ่งผมก็ต้องรับบทเป็คนส่งของส่วนตัวให้แม่อยู่บ่อย ๆ
“ไปด้วยตัวเองนะ ห้ามไปส่งด้วยหุ่นยนต์ คุณป้าบ่นอยากเจอลูก ลูกไม่ได้ไปหาป้ามาเป็เดือนแล้ว” แม่พูดพร้อมยิ้มแบบรู้ทัน นั่นไงล่ะ งานงอกจนได้ สิ่งที่ผมอยากจะทำวันนี้มันก็เลยต้องเลื่อนออกไปหลังจากที่ผมต้องไปส่งของให้เสร็จก่อน คุณป้าเป็พี่สาวของแม่ผม แล้วก็เป็คนที่คอยช่วยแม่เลี้ยงดูผมมาั้แ่ยังแบเบาะ ใน่ตอนที่แม่ผมพึ่งเปิดร้านอาหารในเมืองใหม่ ๆ ใครที่เคยเป็เ้าของร้านอาหารก็คงนึกภาพออกว่างานในร้านมันจะยุ่งขนาดไหนถ้าร้านนั้นขายดี
ผมกับครอบครัว พ่อ แม่ พี่สาวก็นั่งทานข้าวด้วยกันตามปกติเหมือนทุกวัน ถามไถ่กันเื่กิจการ เื่งาน เื่วันที่ใบผลสอบจะออก ครอบครัวผมน่ะค่อนข้างให้ความสำคัญกับการมีเวลาสัก่หนึ่งในการอยู่ร่วมกันมาก ๆ เื่นี้เอาตามจริงมันก็คล้าย ๆ กับการฝึกแกมบังคับจากคุณปู่ของผมเองที่ฝึกมาั้แ่สมัยพ่อผมยังเด็ก ๆ พ่อผมเล่าว่า คุณปู่มักจะบังคับให้ทุกคนในครอบครัวหาเวลามานั่งทานข้าวพร้อมหน้ากันอยู่เสมอ ๆ ถึงจะยุ่งกับการงานการเรียนแค่ไหน แต่ก็ต้องให้ได้อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งพ่อก็มีต่อต้านอยู่บ้างเพราะ้าความเป็ส่วนตัว แต่หลังจากที่พ่อเป็ผู้ใหญ่แล้วได้ย้อนคิดกลับไป มันกลับกลายเป็ว่าเป็ความทรงจำที่ดีที่สุดที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับคนในครอบครัว ณ เวลานี้ที่คุณปู่ของผมเสียไปได้สิบกว่าปีแล้ว มันเป็สิ่งหนึ่งที่สร้างความอบอุ่นใจและเติมพลังใจให้กับพ่อในยามที่ท้อแท้กับสิ่งต่าง ๆ เมื่อตอนบุกเบิกบริษัทได้อย่างมาก ได้ฟังแบบนั้นก็คงเถียงอะไรไม่ออก แล้วผมก็เริ่มชินกับวิถีปฏิบัติในครอบครัวแบบนี้แล้วซะด้วย อันที่จริงผมก็ไม่รังเกียจหรอกนะที่จะทำตามสิ่งที่คุณปู่เห็นความสำคัญ เพราะผมกับคุณปู่ก็ค่อนข้างสนิทกันเอามาก ๆ เมื่อสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ผมก็ขึ้นห้องไปแต่งเนื้อแต่งตัวเดินลงมาพร้อมกับหุ่นยนต์ประจำตัวของผม แม่จัดเตรียมกับข้าวและขนมใส่ภาชนะเสร็จแล้วก็ยื่นให้ พร้อมกำชับผมว่าส่งเสร็จแล้วให้รีบกลับบ้านอย่าเถลไถลไปไหนซึ่งมันก็ตรงใจผมอยู่แล้วล่ะ ผมเองก็มีภารกิจรออยู่ที่บ้านเหมือนกัน เมื่อเดินออกมานอกบ้าน รถแท็กซี่ที่ผมโทรไปเรียกผ่านหุ่นยนต์ส่วนตัวก็มาจอดรอรับอยู่แล้ว
หลังจากรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าขับพ้นออกมาจากหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ มันก็ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากนักนอกจากกวาดสายตามองไปตามทางที่ผมผ่านทาง ถึงแม้คนขับรถ เอ่อ… ไม่สิ หุ่นยนต์ที่ขับรถให้ผมจะถามว่าอยากชมภาพยนต์หรือฟังเพลงอะไรหรือเปล่า ผมก็ได้แต่ยิ้มแล้วตอบปฏิเสธไป เพราะผมชอบชมวิวข้างทางมากกว่า พอมาถึงตรงนี้พวกคุณบางคนอาจจะสงสัยว่าหุ่นยนต์ที่ขับรถให้ผมอยู่เนี่ยมันจะมีความปลอดภัยงั้นเหรอ อืม.. ถ้าถามแบบนั้นน่ะนะ ผมเองก็คงได้แต่สงสัยในตัวพวกคุณเหมือนกัน ว่าหายไปอยู่ที่ไหนมา ก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกคุณมาจากยุคไหนกัน แต่ในยุคของผมการขับรถยนต์ด้วยหุ่นเป็เื่ธรรมดาที่เห็นกันได้ทั่วไปเลยล่ะ ถ้าให้ผมเดานะ แม้แต่รูปทรงแท็กซี่ที่ผมนั่งอยู่นี่มันก็คงจะแปลกตาสำหรับพวกคุณไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่า~ เอาล่ะ ไหน ๆ ผมก็กำลังมีเวลาว่างระหว่างเดินทางไปหาคุณป้า ผมจะเล่าบางสิ่งบางอย่างในยุคของผมให้พวกคุณเห็นภาพสักหน่อยละกัน
ปีที่ผมอาศัยอยู่นี้คือปี ค.ศ. 2357 หรือก็คือ 337 ปีนับจาก “ยุคแห่งโรคระบาด” ตามที่หนังสือวิชาประวัติศาสตร์ของผมเขียนไว้ หนังสือกล่าวว่าในยุคแห่งโรคระบาดนั้น ทำให้การเคลื่อนย้ายของผู้คนและเศรษฐกิจทุกอย่างหยุดชะงัก ผู้คนติดโรคระบาดที่มีอาการคล้ายไข้หวัด ไอ มีไข้ เนื้อตัวอ่อนเพลีย หายใจลำบาก ปอดเสียหายอย่างรุนแรงในบางราย มีการแสดงอาการของโรคช้าคือั้แ่ 5-14 วัน สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ มีการติดเชื้อกันมากหลายร้อยล้านคน (หนังสือบางเล่มบันทึกไว้ว่าติดเชื้อถึงพันล้านก็มี แต่ผมคิดว่าน่าจะเกินความจริงไปหน่อย) มีผู้เสียชีวิตนับล้านคน จากสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนั้นโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กิจกรรมทางเครือข่ายที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เอาเป็ว่าในโลกความจริงหลาย ๆ อย่างหยุดชะงัก แต่ในโลกแห่งเน็ตกลับขยายตัวตรงกันข้าม ผู้คนที่ไม่เคยรู้จักอินเทอร์เน็ตถูกบีบบังคับให้เข้าสู่โลกแห่งเน็ตเร็วขึ้นผ่านกระบวนการแกมบังคับของทางภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ มีการประดิษฐ์คิดค้นและประยุกต์กิจกรรมจากโลกแห่งความจริงต่าง ๆ ให้สามารถย้ายเข้ามาทำผ่านทางเน็ตได้ หลังจากนั้นเมื่อนานไป ผู้คนก็เริ่มเกิดความเคยชินกับสิ่งปกติใหม่และช่วยกันปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น 100 ปีต่อมารัฐบาลบางประเทศประสบความสำเร็จในการสร้างศูนย์กลางโลกเสมือนบนอินเทอร์เน็ตสำหรับใช้ในการทำธุรกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นแค่เพียงไม่ถึง 30 ปีทุกประเทศทั่วโลกต่างลงนามทำสนธิสัญญาเชื่อมเครือข่ายโลกเสมือนทั่วโลกเข้าด้วยกัน ที่จริงแล้วโลกเสมือนนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ ความจริงมันก็คืออีกเวอร์ชั่นหนึ่งของโลกอินเทอร์เน็ตที่อัพเกรดขึ้นมานั่นเองแหละ ผู้คนให้ชื่อเรียกภาพรวม ๆ ของโลกเสมือนนี้ว่า “The NeT” และทุกอย่างได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจนถึงยุคของผม (ในอีก 200 กว่าปีต่อมา)
The NeT คืออะไร?
The NeT คือ โลกเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นโดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วโลก โดยปกติแล้วบนโลกจะมีศูนย์กลางซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 5 แห่งต่อ 1 ทวีป และใน 1 ทวีปจะมีเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ของแต่ละประเทศในทวีปนั้น ๆ เป็ลูกข่ายย่อยคอยกระจายงานและการประมวลผลต่าง ๆ แยกย่อยลงไปอีก คุณจะรู้ได้ยังไงน่ะเหรอว่าที่ไหนคือศูนย์กลางซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของแต่ละทวีป ง่ายที่สุดเลยก็คือถ้าคุณเห็นตึกใหญ่รูปทรงขนาดมหึมาอย่างที่ผมกำลังเห็นไกล ๆ อยู่ตอนนี้ คุณสามารถรู้ได้ทันทีว่านั่นคือหนึ่งในศูนย์กลาง ขนาดพื้นที่ของเ้าสิ่งปลูกสร้างชนิดนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1 กิโลเมตร และสูงขึ้นไปมากกว่าสองพันเมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่ขนาดเกือบสิบกิโลเมตรที่ควบคุมการเข้าออกโดยเข้มงวด บนยอดสูงสุดมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกหน่อย ดังนั้น ถ้าคุณมองมันจากที่ไกล ๆ รูปทรงที่เห็นก็จะคล้ายกับรูปตัว “T” ในภาษาอังกฤษ มันถูกนับว่าเป็สิ่งปลูกสร้างโดยฝีมืุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในยุคปัจจุบัน (Megastructures) สามารถมองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่าจากนอกโลก ดู ๆ ไปมันก็อาจจะมีลักษณะเหมือนตะปูหลายตัวที่ตอกติดอยู่บนโลกใบนี้ด้วยก็ได้ แต่ฐานด้านล่างใต้ดินของมันไม่ได้แหลมแบบรูปทรงตะปูหรอกนะ ก็มีการขยายกว้างออกมากกว่าส่วนตัวตึกสูงเหมือนกันและยังขยายกว้างกว่ายอด้าด้วยเพื่อความแข็งแรงมั่นคงของสิ่งปลูกสร้าง โดยชั้นล่างจะเป็พื้นที่ส่วนใหญ่สำหรับจัดเก็บบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่มีมากมายมหาศาล ถ้าฮาร์ดดิส 1 ไดรฟ์สามารถเก็บข้อมูลได้ 1 ยอตตะไบต์ (1 Yottabyte เท่ากับ หนึ่งล้านล้านล้านล้านไบต์) แล้วฮาร์ดดิสเป็แสน ๆ ไดรฟ์ในพื้นที่กว่าสามกิโลเมตรใต้ดินจะจุข้อมูลได้มากขนาดไหนกันนะ?
สำหรับเครือข่ายสัญญาณเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถูกกระจายผ่านเสาสัญญาณและดาวเทียมต่าง ๆ จนเรียกได้ว่า ในยุคนี้ แทบไม่มีที่ไหนบนโลกใบนี้อีกแล้วที่ปราศจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อโลกแห่งเน็ต ทุกวันนี้ The NeT กลายเป็โลกเสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคยเป็ เพราะด้วยการประมวลผลจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วโลกทำให้หลาย ๆ อย่างสามารถเป็ไปได้ ทุกวันนี้ คุณสามารถเชื่อมต่อเข้าไปในโลกแห่งเน็ตเพื่อรับชมข่าว ดูละคร ชมภาพยนตร์ เรียน ติดต่อราชการ สมัครงาน หรือแม้แต่ไปเดินช็อปปิ้งในห้างเสมือนจริงก็ยังได้ พวกคุณรู้มั้ยล่ะ ทุกวันนี้ ดารา นักร้องต่าง ๆ ก็แสดงละคร และจัดคอนเสิร์ตกันในโลกแห่งเน็ตจากที่บ้านด้วยซ้ำ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะมันสะดวกมากกว่าสำหรับบรรดาซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายที่ชอบความเป็ส่วนตัว โดยไม่ต้องคอยปวดหัวกับพวกช่างภาพปาปารัสซี่ไงล่ะ ผู้จัดเองก็สามารถสร้างสรรค์ฉาก เอฟเฟคประกอบ แสงสีได้ดังใจที่สุดอลังการยิ่งกว่าโลกแห่งความเป็จริง (แถมยังต้นทุนต่ำ) พวกผู้ชมเองก็มีความสุข อยากจะเข้าประจำที่นั่งมองจากมุมไหนก็ได้ตามที่ตัวเองชอบ เรียกได้ว่างานนี้แฮปปี้กันทุก ๆ ฝ่าย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เป็ความบันเทิงที่ได้รับความนิยมในโลกแห่งเน็ตได้ยังไงกัน จริงมั้ย?
และคุณอาจสงสัยว่า แล้วผู้คนในยุคนี้เชื่อมต่อโลกแห่งเน็ตสู่ความบันเทิงเ่าั้แบบไหนกัน ทำไมไม่เห็นหน้าจอมอนิเตอร์หรือสมาร์ทโฟนสำหรับรับชมหรือใช้งานเลย ก่อนอื่นคุณต้องลืมวิธีการเชื่อมต่อแบบเก่าสมัย 300 ปีที่ล้าหลังไปแล้วได้เลย เพราะวิธีการเชื่อมต่อเข้าสู่ The NeT ของคนในยุคนี้ต้องเชื่อมต่อผ่านหุ่นยนต์ หรืออีกวิธีด้วยทางเครื่องสำหรับเชื่อมต่อเฉพาะที่มีชื่อเรียกว่า “Hexagon Box” หรือก็คือห้องที่มีลักษณะเป็รูปหกเหลี่ยม ตามปกติเ้าเครื่องนี้ก็จะมีใช้อยู่ที่บ้านของเ้าของ ถ้าออกมานอกบ้านแต่อยากใช้เ้าเครื่องนี้ก็ต้องไปเข้าใช้บริการที่ศูนย์ Hexagon Cafe แล้วคุณจะแปลกใจว่าเมื่อเวลาเ้าห้องนี้มันเรียงตัวซ้อนกันแล้วช่างดูเหมือนรังผึ้งแค่ไหน (รูปทรงหกเหลี่ยมของรังผึ้งเป็ตัวอย่างของการใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าปราศจากพื้นที่สูญเปล่ามากที่สุด ผมว่ามันก็ช่วยลดต้นทุนและสร้างกำไรให้เ้าของศูนย์ที่ต้องเช่าพื้นที่ได้สูงสุดละนะ) ส่วนการเชื่อมต่อโลกแห่งเน็ตด้วยหุ่นยนต์ เพราะความแตกต่างของหุ่นแต่ละรุ่น ก็เลยสามารถแบ่งการเชื่อมต่อออกได้เป็ 2 แบบใหญ่ ๆ ก็คือการเชื่อมต่อด้วยการผสาน ซึ่งก็คือคุณจะต้องให้หุ่นยนต์แปลงเป็ชุดแล้วสวมทับคุณทั้งตัว และอีกแบบคือการเลือกเมนูััแบบธรรมดา
หุ่นในยุคของผมที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ แต่มันยังเป็เครื่องแสดงฐานะของเ้าของด้วย หนึ่งในสวัสดิการพื้นฐานของรัฐบาลแต่ละประเทศของยุคปัจจุบันก็คือ การแจกจ่ายหุ่นยนต์ให้เด็กทารกคนใหม่ที่ลืมตาดูโลก 1 ทารกต่อหุ่นยนต์หนึ่งตัวฟรี (จะได้รับเมื่อพ่อหรือแม่แจ้งจดทะเบียนสูติบัตรเสร็จสิ้น) ซึ่งก็จะเป็หุ่นรุ่นพื้นฐานธรรมดาที่มีหน้าจอระบบตรงที่อกให้เลือกเมนูผ่านระบบััเท่านั้น สำหรับคนที่มีฐานะดีขึ้นหน่อยก็สามารถซื้อหาหรืออัพเกรดหุ่นยนต์ประจำตัวของคุณให้เป็รุ่นที่ดีกว่าได้ (นั่นล่ะคือธุรกิจที่พ่อของผมกำลังทำอยู่สำหรับการบริการลูกค้า) รุ่นที่ดีขึ้นก็จะมีความสามารถฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากขึ้น ดูหุ่นยนต์ที่กำลังขับรถให้ผมเป็ตัวอย่างนี่สิ ความจริงแล้วเ้าหุ่นตัวนี้ไม่ได้ขับรถด้วยตัวมันเองหรอกนะ แต่เป็คนขับแท็กซี่ที่เข้าไปใน Hexagon Box แล้วเชื่อมต่อระบบควบคุมหุ่นตัวนี้ผ่าน The NeT แล้วก็มาขับรถให้ผมไงล่ะ ถ้าว่ากันตามเทคนิค คนที่ขับรถให้ผม ณ ตอนนี้ก็คือพี่คนขับเ้าของเเท็กซี่นั่นเองแหละ เพียงแต่เป็การขับแท็กซี่ระยะไกลผ่านสัญญาณดาวเทียม ถ้าสมมุติการเชื่อมต่อล้มเหลว (ซึ่งมีโอกาสน้อยมาก) รถแต่ละคันก็จะมีระบบขับอัตโนมัติฉุกเฉินเพื่อนำรถไปจอดข้างทางในทันทีไม่ปล่อยให้หุ่นยนต์ขับเอง (ว่ากันตามตรง ถ้าไม่ใช่มนุษย์คอยควบคุมรถผมก็ไม่กล้านั่งเหมือนกัน) ถ้าจะพูดโดยการเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ กับเมื่อ 300 ปีก่อนให้พวกคุณเข้าใจ เ้าเครื่องเชื่อมต่อรูปทรงหกเหลี่ยมมันก็คล้าย ๆ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตั้งโต๊ะ(PC) แล้วถ้าคุณ้าใช้แบบเร่งด่วนแต่ไม่ได้พกมาจากบ้านด้วย คุณก็ต้องเข้าไปใช้บริการเครื่องในร้าน Internet Cafe (ศูนย์ Hexagon Cafe ในปัจจุบัน) ส่วนหุ่นยนต์ของแต่ละคนมันก็คล้ายสิ่งที่พวกคุณเรียกว่าเครื่องโทรศัพท์มือถือ ถ้าเป็รุ่นที่ดีหน่อยมันก็กลายมาเป็สมาร์ทโฟน ราคาก็แตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่นและความสามารถ แล้วคุณจะแปลกใจที่ในยุคของผมเนี่ยนะ คนบางคนเลือกคบหาเพศตรงกันข้ามจากหุ่นยนต์รุ่นที่กันเลยทีเดียวล่ะ
ว่าแต่.. คุณเลือกคบใครเพราะแบบนั้นหรือเปล่า?