“เฮ่อ!! เบื่อจริงเชียว” ทำหน้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม เมื่อรับรู้ว่าองค์ชายเ้าหยางหลง ฝาแฝดผู้พี่ของฮองเฮาเ้าเฟิ่งเซียนเดินทางมาอยู่ใกล้ๆ นางแค่ครึ่งลี้ ที่นางรู้ก็เพราะนางได้ยินเสียงควบม้ามาแต่ไกลและตนเองซุ่มดูอยู่ในบ้าน หาใช่ใช้ความสามารถในการหยั่งรู้ใหม่…อีกเหตุผลหนึ่งที่นางไม่ใช้นั่นเป็เพราะ ‘นางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้เลยต่างหาก’ ทั้งๆ ที่พยายามนึกชื่อ นึกหน้าตาของเขาแต่เหตุใดทุกอย่างกลับว่างเปล่า “ทำไมถึงไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับคนผู้นี้เลยนะ” ???” ยิ่งคิดก็ยิ่งอับจนหนทาง สตรีตัวบางแต่มากอายุเดินไปนั่งสมาธิบนเตียงต่อ..แต่ยิ่งเค้นเท่าไหร่ก็ยิ่งว่างเปล่า สุดท้ายการนอนพักเอาแรงคงจะเป็เื่ที่ดีที่สุดแล้ว
๑------------------------------๑
ยามเหม่า (06.30) ของวันต่อมา
เจียวหนิงอันตื่นขึ้นมาในเช้าที่สดใส? ก็หวังว่าองค์ชายผู้นั้นจะไม่มาสร้างความวุ่นวายให้นางหรอกใช่หรือไม่ สองขาสตรีเดินเข้าห้องชำระล้างเพื่อทำธุระเกี่ยวกับสตรีร่วมสองเค่อ (30นาที) จึงออกมาด้านนอกด้วยชุดคลุมสีขาวสะอาดตา กระท่อมหลังนี้มีเพียงสองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำและอีกหนึ่งห้องสำหรับพบปะผู้คนด้านหน้าโดยกั้นพื้นที่ส่วนตัวไว้เป็อย่างดี ส่วนใหญ่แล้วหากมีผู้ใดมาที่กระท่อม นางและท่านยายไม่เคยเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้ามานั่งด้านในเลยสักครั้ง ทั้งหมดจะหยุดนั่งพูดคุยกันตรงโต๊ะเก้าอี้ไม้หน้ากระท่อมเท่านั้น พื้นที่ด้านหลังจะเป็ส่วนทำครัวแต่เดิมในสมัยก่อนห้องเก็บฟืนจะเป็ที่หลับนอนของเอียนจื่อแต่มายามนี้เมื่อเอียนจื่อมีอายุครบยี่สิบสามหนาวเขากลับพบรักกับสตรีขายหมั่นโถว ก่อนจะตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันั้แ่นั้นมา โดยพี่เอียนจื่อจะพักอยู่ที่บ้านกับฮูหยินของเขาและมาทำงานกับท่านยายแบบเช้าไปเย็นกลับ หากครั้งใดที่ท่านยายมีฝันบอกเหตุและต้องเดินทางไปต่างแคว้นก็จะเป็เอียนจื่อขับรถม้ากับนายทหารติดตามนั่งคู่ไปด้วยหนึ่งคน ด้านในรถม้าจะเป็ฮูหยินของพี่เอียนจื่อร่วมนั่งพูดคุยกับท่านยายไปด้วยตลอดทาง..ซึ่งเจียวหนิงอันคิดว่ามันก็ดีแล้ว
แกร่กๆ แอ้ดดดด!! สตรีตาบอดที่มีผ้าคาดดวงตาเปิดประตูกระท่อม..แอบสะดุ้งไปครู่เมื่อเห็นองค์ชายเ้าหยางหลงนั่งจิบชาตรงโต๊ะไม้ด้านหน้า ก่อนจะปรับท่าทางให้คล้ายว่ามองไม่เห็นอะไรผ่านผ้าบางๆ จนได้ยินเสียงเอ่ยทัก
เ้าหยางหลงหรี่ตามองนางก่อนจะเอ่ย “แม่นางเจียว..หนิงอัน” หากมองไม่ผิด เมื่อครู่ยามที่นางเปิดประตูออกมาเขาเห็นนางสะดุ้ง
นางทำเป็หันไปตามเสียงเรียกและก้าวถอยหลัง “ท่าน...คือผู้ใดเ้าคะ” แกล้งว่าไม่รู้จัก
“มิใช่ว่ารู้แล้วหรอกรึว่าข้าคือผู้ใด ฟงอีบอกแก่ข้าว่าเ้ารู้แล้วว่าข้ามา” เดินเข้าหาแต่ไม่ได้คุกคาม เ้าหยางหลงกล่าววาจาดักทางแม่หมอผู้หยั่งรู้ตรงหน้า เขาและนางรู้จักชื่อแซ่กันอยู่แล้วเพียงแต่นางอาจจะไม่เคยพบหน้าเขาเพราะนาง ‘ตาบอด’ ?
เจียวหนิงอันเงียบ “_” จะให้ตอบอย่างไรดีเล่าถึงจะไม่ได้ดูว่านางเห็นพวกเขา เท่านั้นยังไม่พอ ความสามารถของนางในตอนนี้สามารถจำกัดได้ ว่าอยากเห็นชะตาของผู้ใด..ยกเว้นของชายผู้นี้ ‘ที่อยากเห็นแต่ไม่เห็น’
“จริงหรือไม่จริง” ยกยิ้มมุมปาก
“องค์ชายเ้าหยางหลง” ช่างเถอะ
เ้าของนามหัวเราะในลำคอ “หึ” ดวงตาหลังผ้าขาวบางของนาง เขามองเห็นเรือนรางไม่รู้ว่านางไม่เห็นจริงๆ หรือแค่แกล้งทำ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยอย่างที่ท่านแม่ว่า ‘แต่แล้วนางจะแกล้งทำให้ได้ประโยชน์อันใดในเมื่อถ้าดวงตามิได้มืดบอดมิสู้เปิดเผยแล้วเดินเหินแบบคนปกติมิดีกว่าหรือ’ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองบ้าไปแล้ว
“มีสิ่งใดอยากจะสอบถามหรือว่า้าทำนายดวงชะตา ยามนี้ท่านยายไม่อยู่ องค์ชายคงต้องรอไปก่อน” ใจจริงนางอยากจะถอยหลังออกห่างจากบุรุษตรงหน้า แต่ที่ทำได้คือหลุบตาลงปกปิดตัวตน
“ข้าอยากให้..” คล้ายๆ คิดว่าจะเรียกนางว่า ☺️ “หนิงอัน”
ควับ!!! เงยหน้าขึ้นสูง ‘เหตุใดกล้ากล่าวเพียงชื่อราวกับสนิทสนม’ สบตาคมผ่านผ้าบางๆ ก่อนจะก้มหน้าอีกครั้งเพราะลืมว่าตนนั้นตาบอด
“จะตรวจดวงชะตาของข้าได้หรือไม่?”
“ไม่ได้!!” นางรีบตอบเพราะตนเองไม่สามารถหยั่งรู้เื่ของเขาได้จริงๆ เมื่อคืนนี้นางก็พยายามจนถอดใจไปแล้ว
“เหตุใดถึงไม่ได้ ข้าสนใจ ติดใจเ้าจนถึงกับตามออกมาถึงที่นี่ เ้าจะไม่ใยดีเลยรึ..ข้าเป็ถึงเชื้อพระวงค์ ไม่ควรค่าให้เ้าต้องตรวจดูดวงชะตาหรืออย่างไร” ในความคิดของเ้าหยางหลงคือนางคงจะรับตรวจดูให้เพียงคนในแคว้นเพ่ยหาใช่คนต่างแคว้นเช่นเขา ‘แต่เขาเป็ถึงองค์ชาย และนางควรละเว้น'
“ข้ามิได้แบ่งยศฐาบรรดาศักดิ์แต่ข้าไม่ดู” เจียวหนิงอันพูดขึ้นมาลอยๆ ในเมื่อเขากล้าเรียกนางเพียงชื่อ ก็คงไม่ต้องถือยศศักดิ์แล้วกระมัง “และความจริงแล้วข้าอายุมากกว่าเ้า ไม่เรียกว่าพี่สาวข้ายังไม่ว่าแต่สิ่งใดคือบอกว่าติดใจข้า” บุรุษหนุ่มผู้นี้รู้หรือไม่ว่าคำว่าติดใจมันหมายถึงหลายเหตุผลที่ไม่น่าจะใช่กับคน ‘แสร้ง’ ตาบอดแบบนาง
“ติดใจก็คือติดใจหาได้มีสิ่งใดซับซ้อน” ก้าวเท้าเข้าหาสตรีที่มีผ้าสีขาวบางปิดบริเวณดวงตา เ้าหยางหลงอยากจะรู้ว่านางจะถอยหลังหนีหรือไม่…เขาสืบเท้าเข้าหาเรื่อยๆ จนห่างเพียงหนึ่งก้าวเดิน บุรุษหนุ่มวัยสิบหกหนาวโน้มหน้าเข้าหา “ความจริงแล้วข้าอยากจะติดตามดูหนิงอันทุกฝีก้าว ขอเพียงแค่หนิงอันตอบตกลงข้าพร้อมจะมาอยู่ร่วมชายคา” ‘เพื่อจับตาดูจริงๆ’ ยกมือขึ้นหมายจับแก้มเนียนแต่สตรีตาบอดกลับถอยห่างออกจนพ้นระยะจับต้อง ยิ่งสร้างความแปลกใจให้เ้าหยางหลงเพิ่มขึ้น
“ไม่ตกลง ชายสูงศักดิ์กับสตรีตาบอดมิควรอยู่ร่วมชายคาเพราะเราหาใช่คู่สามีภรรยาและเ้าจะถูกครหาได้” ไม่รู้ว่านางคิดถูกหรือผิดว่าบุรุษผู้นี้อาจจะสงสัยอะไรสักอย่างในตัวนาง อีกทั้งเื่ราวของเขานางก็ไม่สามารถจะรู้ได้เหมือนคนอื่นๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่เื่ดีสักนิด
“อ่อ” ยกยิ้มแล้วผละถอยห่างจากสตรีมากวัยแต่ตัวน้อย “หากเป็สามีหรือภรรยาก็สามารถกระทำได้สินะ..เช่นนั้น” เขาเอ่ยเย้า
“ไม่มีเช่นนั้นใดๆ ทั้งสิ้น” หนิงอันผายมือ “เชิญออกไปจากหน้ากระท่อมของข้า วันนี้ข้าไม่เปิดรับผู้ใดทั้งสิ้น”
‘ถูกทางเสียด้วย’ เ้าหยางหลงหรี่ตามองคล้ายๆ ว่าจับผิด “หึ” สะบัดชายเสื้อห่างออกไป “ข้าเข้าใจว่าหนิงอันอยู่ในกระท่อมนี้มาั้แ่จำความได้..แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าหนิงอันหลบลี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันได้อย่างไรหากดวงตามืดบอด” ยักไหล่และเดินไพล่หลังจากไป