สวีซื่อถึงกับหัวใจว่างโหวงตกตะลึงอยู่พักใหญ่
พอได้สติก็คว้าหนังสือมาดูอย่างถ้วนถี่ ยิ่งอ่าน ความเกลียดชังในแววตาก็ยิ่งทบทวีประหนึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก
หนังสือหย่าถือเป็นความอัปยศและความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตสตรี
ซึ่งความอัปยศนี้ก็เป็นหนีเจียเอ๋อร์ที่มอบให้นาง...
สวีซื่อฉีกกระดาษแผ่นนั้นเป็นชิ้นๆก่อนกรีดร้องเสียงดังลั่น “ข้าจะฆ่าเจ้า... ข้าจะฆ่าเจ้า!”
วันนี้มารดาดูคลุ้มคลั่งจนหนีจวิ้นหว่านก็ยังนึกหวั่นใจ นางจึงพยายามทำให้อีกฝ่ายสงบลง “ท่านแม่ ข้าขอร้อง หยุดทำเช่นนี้เถิด ข้ากลัว…”
สวีซื่อที่จมจ่อมอยู่กับความรู้สึกอับอายและโทสะจากการถูกหย่าขาด ไม่อาจได้ยินเสียงอ้อนวอนของบุตรสาว นางหันไปรอบๆคว้าไหล่หนีจวิ้นหว่าน ก่อนโน้มตัวกระซิบสั่งสองสามคำแล้วหมุนร่างหญิงสาวไปที่ประตู โดยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
หนีจวิ้นหว่านจับขอบประตูแน่นส่ายศีรษะด้วยท่าทีสิ้นหวัง แววตาของนางเต็มไปด้วยความพรั่นพรึงและการต่อต้านขณะร่ำไห้ออกมา “ท่านแม่ ได้โปรดเถอะ... ข้าทำไม่ได้!”
“ข้าเลี้ยงคนไร้ประโยชน์อย่างเจ้ามาได้อย่างไรนะ!”สวีซื่อมองบุตรสาวด้วยสายตาเจ็บใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้[1] ขนาดอดทนเกลี้ยกล่อมสองสามคำแล้วก็ยังไม่ยอมลงมือ
สุดท้ายนางจึงไร้ทางเลือกคว้าปิ่นทองบนศีรษะอีกฝ่ายมา และใช้ปลายแหลมจี้ที่คอตัวเอง
ปลายแหลมของปิ่นแนบชิดติดผิวหากลงแรงอีกนิด ก็คงจะได้เลือดแล้ว...
“ทำตามที่ข้าสั่งมิฉะนั้น ข้าจะตายต่อหน้าเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”
หนีจวิ้นหว่านตัวสั่นจำต้องกัดฟันตอบอย่างไม่มีทางเลือก “เอาละ! ข้าทำ… ข้าจะทำ…ท่านวางมือลงก่อนได้หรือไม่?”
แต่สวีซื่อไม่ยอมลดมือลง “เลือกเอา ว่าจะให้วันนี้เป็นวันตายของนาง หรือของแม่เจ้า!”
หญิงสาวยกมือปิดหน้าน้ำตาหลั่งริน วิ่งออกมาจากเรือนตะวันออก ตรงไปยังห้องนอนของสวีซื่อแล้วค้นหาถุงยาพิษ เอามาโรยลงไปบนคมกริช
ทว่า ทั้งๆที่เตรียมการเสร็จแล้ว แต่หนีจวิ้นหว่านก็ยังตัวสั่น
แค่เชือดไก่นางยังไม่กล้าลงมือแล้วจะฆ่าคนได้หรือ?
นางกลัวจนต้องทิ้งกริชลงพลางวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ค่อยๆ ชะงักฝีเท้าภาพของมารดาที่พร้อมจะฆ่าตัวตายอย่างเด็ดเดี่ยว ทำให้หนีจวิ้นหว่านกัดริมฝีปากแน่นเดินกลับไป แล้วใช้ผ้าห่อกริชขึ้นมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อ
หญิงสาวนั่งอยู่หน้ากระจกจัดการดูแลเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย แล้วสูดหายใจลึกๆรีรอที่จะเดินไปลานหน้าเรือนของหนีเจียเอ๋อร์
หนีจวิ้นหว่านมายังลานหน้าเรือนของน้องสาวต่างมารดามือกำกริชไว้ใต้เสื้อ เหงื่อผุดพรายท่วมหน้าผาก ก่อนหยดเข้าไปในดวงตาจนต้องยกมือขึ้นมาเช็ด
ขณะเดียวกันหนีเจียเอ๋อร์ก็เดินมาส่งเว่ยอี๋เหนียงที่หน้าเรือนพอดีเมื่อทั้งสองเห็นหนีจวิ้นหว่านมีท่าทางคล้ายจะร้องไห้ ก็มองหน้ากันด้วยความสงสาร
พอหนีจวิ้นหว่านรู้สึกได้ว่ามีคนมาอยู่ตรงหน้าจึงเงยขึ้นมามอง เมื่อพบว่าเป็นสองแม่ลูกก็ยิ่งประหม่า หญิงสาวสะดุ้งตกใจมองพวกเขาด้วยดวงตาบวมช้ำ ราวกับกำลังขวัญเสีย
เว่ยอี๋เหนียงก้าวไปข้างหน้าหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้ และเอ่ยถามเบาๆ “คุณหนูใหญ่ แดดร้อนเช่นนี้ง่ายต่อการเป็นลมแดดเหตุใดท่านถึงมายืนอยู่ที่นี่เล่าเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีของความเป็นศัตรูหรือโกรธเคืองตนเองหนีจวิ้นหว่านจึงพยักหน้าให้ แล้วกระซิบตอบ “ขอบคุณเว่ยอี๋เหนียงที่เป็นห่วง”
เว่ยอี๋เหนียงคลี่ยิ้มบางๆเมื่อนึกถึงสวีซื่อ นางก็เผลอถอนหายใจออกมา “เสี่ยวเอ๋อร์แม่ขอตัวก่อน”
หนีเจียเอ๋อร์ผงกศีรษะยิ้มๆ
ลวี่ซย่าโค้งให้นางเล็กน้อยก่อนจะกางร่มกระดาษ พาเว่ยอี๋เหนียงกลับเรือนไป
หนีเจียเอ๋อร์พาหนีจวิ้นหว่านเข้ามาในเรือนแต่ผู้เป็นพี่ดูจะครั่นคร้ามโจวชิงหวาอยู่เล็กน้อยหญิงสาวจึงบอกให้เขาเข้าไปยังห้องด้านในเพื่อพักผ่อน
หลังจากเสี่ยวเสวียนตายนางก็ยังมิได้เลือกสาวใช้ประจำตัวคนใหม่ หนีเจียเอ๋อร์จึงรินชาด้วยตัวเองพร้อมส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่นไม่ต่างกับเว่ยอี๋เหนียง
“พี่หญิงขอบคุณที่บอกชิงหวาให้มาช่วยข้า”
เมื่อเห็นท่าทางจริงใจของนางหนีจวิ้นหว่านก็ยิ่งลังเลที่จะหยิบกริชในแขนเสื้อออกมาหากเสียงในใจก็ยังตะโกนก้องอย่างเห็นแก่ตัว ว่าให้ฆ่าหนีเจียเอ๋อร์เสีย!
แต่มือไม่ฟังคำสั่งแม้แต่น้อย…
หนีจวิ้นหว่านก้มหน้าลงอย่างอ่อนแรงขณะมองน้ำชาสีเหลืองอำพันในจอก ที่สะท้อนใบหน้าตนรางๆ พลางพูดพึมพำ “ท่านแม่ของข้าเป็นคนขายเจ้า ถึงข้าจะบอกให้โจวชิงหวาไปช่วยแต่เกรงว่าความดีนี้จะไม่เพียงพอให้ชดเชย จริงหรือไม่?”
หนีเจียเอ๋อร์ยิ้มแล้วเอ่ยตอบ “พี่หญิง แค่ท่านมาหาข้าก็ลืมความไม่พอใจทั้งหมดแล้ว ข้าหวังว่าท่านจะละวางความบาดหมางในอดีตของเราได้”
หนีจวิ้นหว่านเงยหน้าขึ้นยังคงเคลือบแคลงกับสายตาจริงใจของน้องสาว
หนีเจียเอ๋อร์จึงวางจอกชาก่อนจับมือของอีกฝ่ายขึ้นมา “พี่หญิงไม่ต้องวิตกหากท่านพ่อขับสวีซื่อออกจากตระกูลหนี ข้าสัญญาว่าทั้งตัวข้า เว่ยอี๋เหนียงรวมถึงพี่ชาย จะไม่พาลโกรธท่านเป็นแน่ ทั้งจะดูแลท่านอย่างดีอีกด้วย”
แต่หนีจวิ้นหว่านยังคงกังวลจึงดึงมือออกอย่างไม่รู้ตัว “ท่านแม่ของข้ากำลังลำบากข้ายอมรับว่าไม่อาจสู้เจ้าได้ ดังนั้น เจ้าไม่ต้องมาพูดเอาใจข้า”
เสียงของนางสั่นระริกเมื่อคิดถึงความเจ็บปวดที่ประสบมาในวันนี้
หนีเจียเอ๋อร์รู้สึกปวดใจจึงเอื้อมมือออกไปกอดพี่สาว
“แม้พี่หญิงจะเคยทำไม่ดีกับข้าแต่ข้าเองก็มิได้เชื่อฟังท่านในฐานะน้องสาว ดังนั้น หากท่านให้โอกาสอีกครั้งนับจากนี้ ข้าจะเป็นน้องสาวที่ดีและเชื่อฟังท่าน”
ความอ่อนโยนเช่นนี้เป็นสิ่งที่หนีจวิ้นหว่านไม่ได้รับมานานแล้ว หัวใจที่มีบาดแผลของนางเหมือนเพิ่งได้สัมผัสกับความอบอุ่น
หากมิใช่เพราะท่านพี่หรานพวกนางอาจจะสามารถหันหน้าเข้าหากันได้
“น้องหญิง ข้าขอโทษ”หนีจวิ้นหว่านน้ำตาไหล โยนกริชในมือทิ้ง แล้ววิ่งหนีไป
เคร้ง!
กริชเล่มนั้นตกลงมาแทบเท้าหนีเจียเอ๋อร์หญิงสาวหัวเราะเยาะตัวเองด้วยความรู้สึกสับสน
ที่อีกฝ่ายมาหาก็เพราะคิดจะสังหารตนหรอกหรือ?
ทันทีที่ได้เสียงโลหะกระทบพื้นดังมาจากข้างนอกโจวชิงหวาก็ทะยานออกจากห้อง พบว่ามีกริชซึ่งดูจะมีสีแปลกพิกลตกอยู่บนพื้นเล่มหนึ่งเมื่อเห็นหนีเจียเอ๋อร์กำลังจะเอื้อมไปหยิบขึ้นมา จึงรีบร้องห้าม “อย่าแตะต้องมัน!”
หนีเจียเอ๋อร์ยืดตัวขึ้นพลางถามด้วยความฉงน “มีอะไรหรือ?”
โจวชิงหวาก้มลงคว้าด้ามกริชขึ้นมาดวงตาเข้มลึกของเขาค่อยๆ เปล่งประกายเยียบเย็น “มันอาบยาพิษ!”
หลังจากหนีเจียเอ๋อร์ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้วนางก็เอ่ยขึ้น “นี่คือต้วนหุนซ่านของเหมียวเจียงว่ากันว่าพิษของมันร้ายแรงนัก ผู้ที่ถูกพิษจะตายภายในหนึ่งก้านธูป!”
เมื่อนึกถึงอันตรายที่หนีเจียเอ๋อร์กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้เขาก็หันไปมองอีกฝ่าย แล้วพูดย้ำทีละคำ “เสี่ยวเอ๋อร์หากเจ้าตัดหญ้าแต่ไม่ถอนรากถอนโคน มันก็จะไม่มีวันตาย”
หากไม่กำจัดหนีจวิ้นหว่านเขาคงไม่อาจวางใจได้...
-------------------------------------------------
[1] ‘เจ็บใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้’ (恨铁不成钢: เฮิ่นเถี่ยปู้เฉิงกัง)เป็นสำนวนอุปมาอุปไมย หมายถึง ขัดใจ หรือไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่านของผู้ที่ตนคาดหวัง และร้อนใจ อยากให้อีกฝ่ายก้าวหน้าได้ดิบได้ดี