หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว นางได้ห่ออาหารมื้อเที่ยงเผื่อไปด้วย เพราะไม่แน่ใจว่าจะออกมาทันหรือไม่
โดยมื้อเที่ยงก็เป็เซาปิ่งกับหมูแดดเดียวย่างเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าเด็ก ๆ จะเบื่อกันแล้วรึยัง นางได้แต่คิดว่าอย่าเพิ่งเบื่อกันเลยนะ ที่บ้านไม่มีวัตถุดิบและเครื่องปรุงอื่น ๆ เลย
ถ้าสองพี่น้องมาได้ยินความคิดของนางคงจะบอกว่า พวกข้าไม่เบื่อ ก่อนหน้านี้กินแต่ผักต้ม ผัดผักทุกวันยังไม่เป็ไร ตอนนี้อาหารดีกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะเลย และยังอร่อยอีกด้วย
“เอาหละ ข้าเตรียมตัวเสร็จแล้ว พวกเ้าเสร็จกันรึยัง”
“เรียบร้อยแล้วขอรับ/เ้าค่ะ”
บนหลังของเด็กทั้งคู่มีตะกร้าคนละใบ ของซิงเอ๋อจะใส่อาหารมื้อเที่ยง ซึ่งจะมีน้ำหนักไม่เยอะมาก ส่วนของเสี่ยวหลานเป็กระบอกน้ำดืื่ม และสุดท้ายตะกร้าของนางเป็อุปกรณ์ จำพวกมีดและจอบ
เมื่อตรวจดูทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็พากันออกเดินทางไปด้านหลังบ้าน
มาถึงลำธารจะเห็นว่า มีบาง่ของลำธารถูกทำไว้เหมือนเป็ทางเดิน น่าจะเป็สามีของนางทำไว้ เก่งจังนะ น่าตบมือให้จริง ๆ เลย อิอิ
ชิงอีพาพวกเด็ก ๆ เดินไปตามทางที่มีจนข้ามมาได้เรียบร้อย นางรู้สึกได้ว่า เขตป่าฝั่งนี้มีอากาศที่ชดชื่่นมากกว่าฝั่งของบ้านนางเสียอีก อาจจะเพราะว่าเป็เขตป่าอสูร และมีต้นไม้ใหญ่มองดูร่มรื่นดี
“เราจะไปทางไหนดีขอรับพี่สะใภ้”
“นั่นซิเ้าคะ มองไปข้ายังไม่เห็นอะไรที่กินได้เลยสักอย่าง”
เด็กทั้งคู่หันมองสำรวจไปรอบ ๆ ั้แ่ได้ข้ามฝั่งมา
“อืมม เราเดินสำรวจแถว ๆ นี้แหละ เดี๋ยวเดินไปทางนี้ก่อนแล้วกัน” นางพูดพร้อมชี้นิ้วไปด้านที่้าจะเดิน
ทั้งหมดพากันเดินเลาะมาทางด้านซ้ายของลำธาร นางกวาดตาพยายามมองหาสิ่งที่กินได้ จนไปพบกับต้นพืชที่มีลักษณะเหมือนต้นบอนในโลกเดิม
ชิงอีรีบเดินเข้าไปใกล้ ๆ ทันที แต่ขณะที่กำลังจะจับนั้น
“อย่าจับนะขอรับพี่สะใภ้ มันมีพิษ มีชาวบ้านเคยนำไปกินแล้วคัน ดีที่เขาไปหาหมอทันไม่เช่นนั้นคงตายไปแล้ว ั้แ่นั้นก็ไม่มีใครกล้าลองอีกเลย”
เสี่ยวหลานะโห้ามพร้อมอธิบายให้ฟัง และรีบเข้าไปดึงพี่สะใภ้ออกมาอย่างรวดเร็ว
“หืออ มีพิษเหรอ ก็ไม่นะ”
ที่ ๆ นางจากมาคนกินกันเต็มไปหมด ก็ไม่เห็นเป็อะไรเลย ไม่ว่าจะทำเป็อาหารคาว อาหารหวาน หรือเครื่องดื่มก็มี ยิ่งชานมเผือกไข่มุกนะของโปรดเลย ว่าแล้วก็อยากกิน อึก อึก กลืนน้ำลายแพร่บ
เอ… หรือว่า
“เสี่ยวหลาน ที่บอกว่ามีคนกินแล้วคัน เกือบตาย เขากินยังไง ใช่กินดิบหรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ” เด็กทั้งคู่มองพี่สะใภ้ตาโต เหมือนจะบอกว่าท่านรู้ได้อย่างไร
"อืมมม ข้าเข้าใจแล้ว คืออย่างนี้นะ ต้นนี้เรียกว่า เผือก และมันมีพิษจริง ๆ ถ้าไม่รู้วิธีกินที่ถูกต้อง อันที่จริงมันมีวิธีกินที่ง่ายมาก แค่ต้องทำให้สุกเท่านั้นเอง หากกินดิบก็จะมีอาการเหมือนที่เสี่ยวหลานบอกมา
เผือกนั้น เป็เสบียงที่ดีมากนะ สามารถกินให้อิ่มแทนข้าวได้ แต่ต้องกินในปริมาณที่พอดี นำไปทำข้าวอบเผือก หรือหัวปลาต้มเผือก ซดน้ำร้อน ๆ ก็ได้นะ เอาไว้มีเครื่องปรุงกับวัตถุดิบครบข้าจะทำให้กิน ตอนนี้เรามาช่วยกันขุดเถอะ นี่ต้องทำแบบนี้นะ"
นางได้สาธิตการขุดเผือกให้เด็ก ๆ ดู เพื่อจะช่วยกันเก็บกลับบ้าน
เมื่อขุดบริเวณนั้นจนหมดแล้ว ซึ่งได้มายี่สิบกว่าหัว ชิงอีก็พูดขึ้นว่า
“เราไปดูอย่างอื่นกันต่อเถอะ เผือกก็กองไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกัน ตอนจะกลับค่อยแวะมาเก็บ”
“ขอรับ/เ้าค่ะ”
เดินออกมาได้ไม่ไกล อยู่ ๆ ไป่ซิงก็ะโเสียงดังแล้ววิ่งออกนอกเส้นทางตามบางอย่างไปทันที
“พี่สะใภ้ พี่รอง กระต่ายเ้าค่ะ กระต่าย”
“น้องเล็กจะไปไหน อย่าไป”
“ซิงเอ๋อ อย่าไปมันอันตราย”
ชิงอีและห่าวหลานะโขึ้นด้วยความใ และรีบวิ่งตามไป
ไป่ซิงวิ่งไปได้ไม่ไกล อยู่ ๆ ก็สะดุดบางอย่างล้มลงอยู่ที่พื้น
‘ตุ๊บ’
“โอ๊ย!!”
เด็กน้อยนั่งกุมหัวเข่าที่กระแทกอยู่ที่พื้น
“ซิงเอ๋อ เ้าเป็อย่างไรบ้างเจ็บตรงไหน ทำไมไม่รอพวกข้า มันอันตรายมากรู้หรือไม่ นี่คือในป่านะไม่ใช่ที่บ้านที่จะวิ่งไปไหนมาไหนก็ได้”
เมื่อชิงอีวิ่งมาถึงเด็กน้อยก็รีบเข้าไปดูอาการ เห็นว่าไม่เป็อะไรมาก จึงเริ่มต่อว่าด้วยความห่วงระคนโมโหทันที
“เอ่อ.. ข้า.. เอ่อ.. ข้า.. ขอโทษเ้าค่ะ ข้าเห็นกระต่าย แล้ว.. แล้ว.. อยากจับมาเป็เสบียงที่บ้านเราเ้าค่ะ”
เด็กน้อยใและก้มหน้าลงพร้อมพูดด้วยน้ำตาที่เริ่มปริ่มขอบตา
เมื่อชิงอีเห็นแบบนั้นก็รู้สึกสงสารมาก แต่ก็ต้องทำใจแข็ง นางจึงยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วพูดออกมาด้วยเสียงที่ดุว่า
“ข้าเข้าใจว่าเ้าอยากช่วย แต่เ้าต้องดูตัวเองด้วยว่ายังเป็แค่เด็ก หากว่าเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร ถ้าวันนี้ไม่มีพวกข้ามาด้วย และเกิดเ้าวิ่งเข้าไปลึกกว่านี้จนหลงป่าขึ้นมา หรือไปเจอสัตว์ป่ายิ่งถ้าเป็สัตว์ิญญา เ้ายังจะมีชีวิตรอดกลับมาเจอพวกข้าหรือไม่ เ้าลองคิดดูซิ”
นางรู้ว่าสิ่งที่นางพูดนั้น รุนแรงสำหรับเด็กที่อายุเท่านี้ และอาจจะทำให้เกิดปมในใจขึ้นมา แต่ถ้านางไม่พูดออกมาแล้ววันนึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาจริง ๆ คนที่จะเสียใจมากที่สุดจะเป็ใคร หากไม่ใช่คนในครอบครัว
ดังนั้นนางจึงยอมเป็คนใจร้ายในวันนี้ ดีกว่าจะยอมร้องไห้เสียใจเมื่อทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว
“ข.. ข้า… โฮ…โฮ… ข้าขอโทษ ฮืออ ข้าขอโทษเ้าค่ะ ฮืออ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ฮือออ ฮึก ท่าน ฮึก อย่าโกรธข.. ข้าเลยนะเ้าคะ ข้าไม่ทำแล้ว ฮือ ๆ ๆ”
ไป่ซิง พูดไปร้องไห้ไปด้วยความเสียใจและขวัญเสีย ยิ่งได้คิดตามที่พี่สะใภ้พูดก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ และรู้สึกกลัวเป็อย่างมากเช่นกัน
“เอ่อ.. พี่สะใภ้ขอรับ น้องเล็กนางยังเด็กยังไม่รู้ความ ช่วยยกโทษให้นางด้วยเถอะนะขอรับ ต่อไปข้าจะคอยดูแลนางให้ดีกว่านี้เองขอรับ”
เขารีบพูดและก้มหัวขออภัยพี่สะใภ้ ตอนแรกเขาก็อยากต่อว่าน้องเล็กเช่นกัน แต่เมื่อเห็นนางร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ก็พูดไม่ออกกลับกลายเป็สงสารนางแทน
ในใจเขารู้ดีว่าสิ่งที่น้องเล็กทำนั้นเพราะอยากช่วย แต่มันอันตรายมาก ๆ และสิ่งที่พี่สะใภ้พูดออกมา มันก็เป็ความจริงทุกประการเช่นกัน
นอกจากนี้เขารู้สึกว่า นี่ก็เป็ความผิดของเขาด้วยเหมือนกัน ที่ดูแลน้องสาวได้ไม่ดี ทำให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้นมา
“เห้อออ เอาหละ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว เช็ดน้ำตาให้เรียบร้อย เสี่ยวหลานไปเอาน้ำมาให้นางกินและล้างหน้าด้วยจะได้ชดชื่น
แต่ต่อจากนี้เป็ต้นไป ซิงเอ๋อเ้าต้องจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ขึ้นใจ และอย่าทำพลาดอีก เพราะหากพลาด นั่นจะหมายถึงชีวิตของเ้าเช่นกัน
เ้าก็ด้วยนะเสี่ยวหลาน พวกเ้าทั้งคู่ยังเป็เด็ก ร่างกายยังไม่แข็งแรง หากเกิดอะไรขึ้นมา คงมีแต่ความตายเท่านั้นที่รอพวกเ้าอยู่ เข้าใจหรือไม่”
นางถอนหายใจยกมือโบกปัด และสั่งสอนแกมขู่ไปอีกคำรบหนึ่ง ต้องขู่เอาไว้ก่อน ถ้าคราวหน้าเกิดเื่แบบนี้ขึ้นอีก แล้วน้องเขาหายหรือเป็อะไรไป นางจะเอาน้องที่ไหนมาคืนพี่ชายเขาได้หละ ถึงตอนนั้นนางได้ตายแน่ ๆ
“เข้าใจ เ้าค่ะ/ขอรับ” ทั้งคู่รับปากชิงอีอย่างแข็งขัน จากนั้นเสี่ยวหลานก็นำกระบอกน้ำมายื่นให้น้องสาวของตัวเอง
“ว่าแต่ เมื่อครู่ทำไมอยู่ ๆ เ้าถึงล้มลงได้หละ”
“ฮึก เมื่อครู่ ฮึก ข้าสะดุดอะไรล้มไม่รู้เ้าค่ะ ฮึก อาจจะเป็เถาวัลย์นี่ก็ได้” ซิงเอ๋อตอบทั้งที่ยังติดสะอื้นอยู่ พร้อมหันไปชี้เถาวัลย์ให้พี่สะใภ้ดู
“ฮืม ทำไมคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะ หรือว่าจะเป็…”
ว่าแล้วนางก็ลองลงมือขุดดู เพื่อพิสูจน์ว่าจะใช่สิ่งที่นางคิดไหม
“ฮะฮ่าฮ่า ใช่จริง ๆ ด้วย เรารอดแล้ว ไม่อดแล้ว”
นางชูสิ่งที่ขุดได้ให้เด็กน้อยดู
“เหมือนก้อนดินเลย มันกินได้หรือขอรับ”
เด็กชายถามด้วยความสงสัย เพราะเขาเคยเห็นชาวบ้านโยนทิ้งเพราะคิดว่าเป็ก้อนดิน กินไม่ได้
“นี่พวกเ้าไม่รู้จักเหรอ มันกินได้ เป็ของดีเลยนะ”
เด็ก ๆ ได้แต่ส่ายหน้า บ่งบอกว่าไม่รู้จักเลย
“นี่คือ มันเทศ ใช่กินแทนข้าวได้เหมือนเผือกเลยนะ เป็แหล่งคาร์โบ… เอ่อ เอาเป็ว่า มันสามารถกินให้อิ่มแทนข้าวได้แถมยังอร่อยมากด้วยนะ” ในที่สุดข้าก็ได้เสบียงเพิ่มอีกอย่างแล้ว ดีจริง ๆ
เด็กทั้งคู่เมื่อได้ยินว่ากินแทนข้าวได้และอร่อยด้วย ก็ตาเป็ประกายกันเลยทีเดียว
ชิงอี มองไปรอบ ๆ บริเวณที่นางอยู่ พบว่ามีมันเทศอยู่เป็ดงเลย
“พวกเ้าดูซิ นั่นก็มี นู้นก็ใช่ นี่มันขุมทรัพย์ชัด ๆ เลย ฮะฮ่าฮ่า”
นางจะต้องเก็บไปให้หมด มันคือเสบียงในหน้าหนาวของครอบครัวนาง
ถ้ามันมีเยอะมาก จนเกินกว่าที่ครอบครัวนางจะกินหมด นางจะนำไปขาย หาเงินเข้าบ้านเสียหน่อย ภารกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตยังต้องใช้เงินอีกเยอะ อิอิ
“มาเถอะเรามาช่วยกันขุดมันเทศดีกว่า มันจะเป็เสบียงหน้าหนาวของพวกเรา เดี๋ยวข้าจะลองนำเถาของมันไปปลูกที่หลังบ้านด้วยเลย”
“ได้ขอรับ/เ้าค่ะ” ทั้งคู่ตอบรับและลงมือทำด้วยความขยันขันแข็งทันที
‘จ๊อกกกกก’
“หืออ” ทั้งหมดหันไปทางเสียงที่ดังขึ้น ทำให้เ้าของเสียงร้อง ถึงกับอายหน้าแดงและบ่นอุบอิบขึ้นมาทันที
“จะร้องออกมาทำไมนะ น่าอายจัง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ซิงเอ๋อเ้าหิวแล้วเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า” ชิงอีหัวเราะเสียงดังออกมาด้วยความขำระคนเอ็นดู
“เอาเถอะ งั้นพวกเราพักกินมื้อเที่ยงกันก่อนนี่ก็เลยเวลามานานมากแล้ว ก่อนที่ท้องใครบางคนจะส่งเสียงประท้วงอีกรอบนะ หึหึ”
ชิงอีบอกให้หยุดพักและก็แซวเด็กหญิงตัวน้อยไปด้วย
ส่วนคนถูกแซวนั้น อายม้วนหลบหลังพี่ชายที่่ยืนอมยิ้มแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะน้องไปเรียบร้อยแล้ว
Talk
ไรท์ : นี่ อีอี ทำน้องคืนเขาไม่ได้ ก็ทำลูกให้แทนซิ ไม่ยากหรอก
ชิงอี : ใช่ไม่ยาก แต่ไรท์รู้เหรอว่าทำยังไง ยังโสดอยู่นี่
ไรท์ : จะยากอะไร ปฏิบัติยังไม่เคย แต่ทฤษฎีก็แน่นอยู่นะ อิอิ จะว่าไปชาติก่อนเธอก็โสดเหมือนกัน ทำมาพูด
ชิงอี : อ๋อย… เจ็บจี๊ด (กุมหัวใจแปบ)