ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่84 กำลังเหนือมนุษย์

    ปิ่นที่อยู่บนหลังม้าตกใจกลัวจนสุดขีด เธอพยามควบคุมเจ้าสีหมอกเต็มที่ 'ชื่อของม้า' แต่อย่างใดก็ตามดูเหมือนว่ามันจะเปล่าประโยชน์

    ม้าตัวนี้พยศเกินไป ตั้งแต่เธอกระโดดขึ้นไปนั่งบนตัวมัน สีหมอกก็พาเธอควบออกจากไร่'อนง'ตามทางขรุขระ

    ปิ่นพยายามอย่างสุดความสามารถ รั้งสายบังเหียนสุดแรง เกรงว่าหากไม่สามารถควบคุมม้าจอมพยศ บางทีผู้หญิงที่สวมชุดนักกีฬาตรงหน้า คงได้รับบาดเจ็บหนัก

    ในขณะเดียวกัน หวานตกใจกลัวจนหน้าซีดเผือด เวลานั้นสมองของเธออื้ออึงไปหมด คิดอะไรไม่ออกเป็นเวลานาน

    ฉากที่ขาของม้ากำลังทุบเข้าที่หน้าอกของเธอ จู่ๆ มันได้ถูกบดบังโดยชายหนุ่มซึ่งเป็นแฟนของเพื่อน ที่ชวนมาวิ่งออกกำลังกายด้วย

    ตอนนี้หวานนึกเสียใจ ถ้าหากตนไม่เอ่ยชวนเจมส์ เขาคงไม่ต้องมาบาดเจ็บ เช่นเดียวกับปิ่น ที่คิดว่าชายที่เข้ามาขวางต้องมีสภาพบอบช้ำเจียนตาย

    ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินกี่บาท ปิ่นสัญญากับตัวเองเงียบๆ ว่าจะต้องรักษาเขา ไม่ว่าจะหมดเงินไปเท่าไหร่ก็ตาม

    อย่างไรก็ดี ภาพสุดมหัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้น

    ในสายตาของทั้งคู่ เจมส์ควรจะได้รับบาดเจ็บ ถูกขาม้ากระแทกเข้าทรวงอกจนช้ำใน กลับยืนแน่นิ่ง ใช้สองมือรับขาเจ้าสีหมอกด้วยใบหน้าจริงจัง

    ฮี่!

    ฮี่!

    ฮี่!

    สีหมอกร้องเสียงดัง ทว่าไม่นานนักมันได้ถูกผลักกลับไปจนเกือบล้มลงบนพื้น

    ในสภาพยืนหยัดอย่างมั่นคง เจมส์ปัดมือของตน ก่อนจะหันกลับไปมองรุ่นพี่ต่างคณะ

    “พี่หวาน ไม่เป็นไรนะครับ”

    หวานที่กำลังตะลึงงัน พึงได้สติโดยพลัน

    “พี่ไม่เป็นไรหรอก เจมส์ต่างหากที่ต้องห่วงตัวเอง เป็นไรมากไหม”

    หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งรีบคว้ามือของรุ่นน้องต่างคณะขึ้นมาดู เพราะเกรงว่าแรงกระแทกเมื่อครู่อาจทำให้เขาได้รับบาดเจ็บหนัก

    แต่แล้วหวานต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่ามือทั้งสองข้างของชายหนุ่ม ยังเป็นปกติดีไร้ซึ่งร่องรอยการบาดเจ็บ

    “ผมไม่เป็นไรหรอก” เจมส์ไม่ได้มีท่าทีตระหนกตกใจ เพราะร่างกายของเขาที่ปรับสภาพด้วยเซรุ่มถึง 3 ครั้ง ย่อมแตกต่างกับคนทั่วไป รวมถึงมีความเหนือมนุษย์เป็นเลิศ

    ต่อหน้าม้าพยศที่ยังอยู่ในขอบเขตพละกำลังของสัตว์ทั่วไป จะสร้างบาดแผลให้เจมส์ได้ยังไง

    ดังนั้นเมื่อครู่สำหรับเจมส์ หากไม่มีความมั่นใจคงไม่กล้าเข้าไปเผชิญหน้ากับม้าที่กำลังเกรี้ยวกราดตรงๆ

    “งั้นก็ดีแล้วที่ไม่เป็นไร” หวานไม่อยากคิดถึงมัน ขอแค่เขาไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ค่อยโล่งอกไปที

    นาทีนี้หล่อนไม่ค่อยกล้ามองหน้าชายหนุ่มนัก กล่าวสำหรับหวาน ฉากเมื่อครู่ยังตราตรึงใจ กระทั่งตอนนี้หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ รวมถึงครั้งที่สัมผัสมือของเขา

    “ปิ่น! เกิดอะไรขึ้น ไม่เป็นไรใช่ไหม”

    มีเสียงดังโหวกเหวกของใครบางคนดังขึ้น เขาแต่งชุดสูทสีดำ สวมรองเท้าหนังปลายแหลม หวีผมเรียบแปล้ ใบหน้าสะอาดหมดจด ตาตี่ ริมฝีปากเล็ก คางยาวไม่ต่างจากแพะ

    พร้อมกันนั้นยังมีเพื่อนอีกสองคนวิ่งหน้าตั้งตามกันมา พวกเขาแต่งชุดทางการ ดูไม่เข้ากับบ้านนอกอย่างบนเขาที่แม้แต่ถนน ยังเป็นทางลูกรังไร้การเหลียวแลจากภาครัฐฯ

    ตอนนี้สีหมอกดูสงบสติอารมณ์ลง มันไม่กล้าทำตัวพยศ เพียงยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่งั้นชายในชุดทางการคงไม่กล้าเดินเข้าไปหา

    “พี่มาร์ช ปิ่นไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวที่นั่งอยู่บนหลังม้าให้คำตอบ สองมือกุมหน้าอกตัวเอง ยังคงรับรู้ถึงการเต้นของหัวใจที่โครมครามไม่หาย ช่วยไม่ได้ต้องหันไปมองเจมส์ตามสัญชาตญาณ

    คล้ายกับถูกกระตุ้นเตือนเพราะแรงหึง มาร์ช ชายเจ้าของรองเท้าหนังสีดำปลายแหลม คางยาว พยุงปิ่นลงจากม้าเสร็จ ค่อยเดินมาหาเจมส์อย่างเอาเรื่อง

    “นี่คุณ เป็นคุณใช่ไหมที่ทำร้ายปิ่น!”

    ในสายตาของมาร์ช ต้องเป็นชายสวมถุงมือดำที่ทำให้ปิ่น แก้วตาดวงใจของเขาบอบช้ำ หน้าซีด ขวัญกระเจิงบนหลังม้าแทบจะเป็นลม

    แต่ก่อนที่มาร์ชจะระเบิดอารมณ์มากไปกว่านี้ ปิ่นได้เข้ามาบอกว่า

    “พี่มาร์ช กำลังพูดอะไรของพี่น่ะ เขาต่างหากที่เป็นคนมาช่วยปิ่นไว้ หากไม่เป็นเพราะเขา ปิ่นก็คง...”

    “จริงเหรอปิ่น ไม่ใช่ว่ามันทำร้ายปิ่นหรอกนะ!” ถึงจะได้ฟังจากปากหวานใจ แต่มาร์ชยังไม่ปักใจเชื่อ คิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเจมส์

    “ใจเย็นๆ มาร์ช มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยจา แกเป็นดารานะเว้ย เป็นบุคคลสาธารณะ”

    เพื่อนที่เข้ามาสองคนเตือน

    พวกเขาคือหนึ่งชายหนึ่งหญิง หน้าตาจัดว่าดูดี และฟังจากคำพูด คงเป็นคนดังในวงการบันเทิง

    “ผมรู้ดีน่าว่าผมเป็นใคร เพลิง บัวชมพู เพราะงั้นพวกคุณไม่จำเป็นต้องกังวลว่าผมจะทำอะไรไม่ดีหรอก” มาร์ชบอก ก่อนจะหันกลับไปมองเจมส์ “ส่วนคุณ ถ้าหากผมยังเห็นคุณอยู่ใกล้กับปิ่นอีกละก็ ได้เห็นดีกันแน่!”

    “โห...คุณจะทำอะไรผมได้หรอ?” เจมส์มองอีกฝ่ายเหมือนตัวตลก ด้วยพละกำลังของเขาตอนนี้ กอปรกับคนหนุนหลัง ยังต้องกลัวไอ้กุ้งแห้งหน้าแพะอีกเหรอ

    “นี่คุณ...!”

    “พอแล้วพี่มาร์ช!” ปิ่นที่ทนไม่ไหวตวาดเสียงดัง ทำให้ทั้งสามคนที่เป็นคนในวงการ ต่างมองหน้ากันและกัน ไม่คิดเลยว่าหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนนี้ เวลาระเบิดอารมณ์จะดูน่ากลัว

    “ขอบคุณนะคะที่เข้ามาช่วยฉัน ถ้าหากไม่ได้คุณช่วยไว้ เจ้าสีหมอกคงพาฉันไปตาย” ปิ่นมองหน้าชายเจ้าของถุงมือดำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและซาบซึ้ง

    “ไม่เป็นไรครับ แต่ม้าตัวนี้พยศมากเลยนะ ทำไมคุณถึงกล้าขึ้นมันล่ะ?” เจมส์ถาม สายตากวาดมองม้าตัวที่ว่า และทันทีที่มันสบสายตากับเขา เป็นต้องก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

    “เอ่อ...พอดีฉันไม่ได้กลับบ้านมานาน อยู่แต่กรุงเทพฯ กลับบ้านมาทั้งทีก็อยากผ่อนคลายขี่ม้าบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เจ้าสีหมอก ม้าคู่ใจของคุณพ่อถึงได้เกรี้ยวกราดแบบนี้”

    “บางที...อาจเป็นเพราะคุณไม่ใช่เจ้าของมัน มันถึงได้อยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี ลองนึกดูสิ อยู่ๆ ก็มีใครที่ไหนไม่รู้ขึ้นไปขี่ คงหงุดหงิดเป็นธรรมดา” เจมส์คาดเดาจากคำพูดของหล่อน

    “นั่นน่ะสิคะ คงเป็นอย่างที่คุณพูด” หญิงสาวพยักหน้ารับ “แล้วแบบนี้จะทำยังไงดี ถ้าหากให้ฉันขี่หรือจูงมันกลับไร่ ก็คงเป็นไปไม่ได้ คุณพ่อก็ออกไปข้างนอก ตั้งนานกว่าจะกลับมา”

    ปิ่น ค่อนข้างมีสีหน้ากังวลใจ ยามที่มองม้าคู่ใจของคุณพ่อ นัยน์ตาคู่นั้นมีร่องรอยความหวาดกลัวอยู่หลายส่วน

    “ไม่ต้องกังวลครับ ถ้าหากคุณไม่รังเกียจ เดี๋ยวผมพามันกลับไปที่ไร่เอง” เจมส์อาสา ถึงเขาจะไม่เคยขี่ม้า แต่แค่จูงคงไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างคือ การปล่อยให้ยืนเธออยู่แบบนี้ด้วยสีหน้ากังวล คงไม่ใช่เรื่องที่สุภาพบุรุษที่ดีพึงทำ

    “จริงเหรอคะ ถ้าได้คุณช่วยก็เยี่ยมไปเลย” ปิ่นเผยรอยยิ้มหวาน ในฐานะลูกสาวเจ้าของไร่ พออารมณ์เย็นลงแล้วหล่อนย่อมมองออกได้ไม่ยาก ว่าเจ้าสีหมอกหวาดกลัวเจมส์

    “นี่ปิ่น หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว ปิ่นเป็นถึงนักแสดงเชียวนะ จะให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาใกล้ได้ยังไง ถ้าหากว่ามันเกิดทำบ้าอะไรขึ้นมา พี่คงเข้าไปช่วยไม่ทัน” มาร์ช ชายหน้าแพะไม่ไว้ใจเจมส์ ไม่สิเอาเข้าจริงแค่กำลังหวงก้างมากกว่า

    “ผมก็ไม่ได้อยากทำให้เรื่องมันวุ่นวายหรอกนะ แต่ถ้าหากคุณพูดแบบนี้ แสดงว่าคุณมีความสามารถ พาม้าตัวนี้กลับไปที่ไร่ได้งั้นสิ?” เจมส์เหลือบมองชายคนดังกล่าว

    สำหรับมาร์ช คำพูดของอีกฝ่ายคือการจงใจหาเรื่องกันชัดๆ แถมตอนนี้ยังอยู่ต่อหน้าปิ่น ผู้หญิงที่เขาใช้เวลาจีบมานานนม แต่ก็ยังไม่ได้เจาะไข่แดงเลยสักที

    ดังนั้นกล่าวสำหรับมาร์ช เวลานี้แหละคือช่วงเวลาที่เขาควรจะแสดงความสามารถให้เธอได้เชยชม

    “เรื่องง่ายๆ แค่พาม้ากลับไปที่ไร่ใช่ไหม ง่ายจะตายไป” มาร์ชยิ้มหยัน ก่อนจะหันไปมอบรอยยิ้มให้ปิ่น “คอยดูนะปิ่น พี่จะพาสีหมอกกลับไปที่ไร่เอง”

    กล่าวจบมาร์ชเดินเลียบบนถนนขรุขระเข้าใกล้สีหมอก แม้ใจจะตื่นเต้น แต่เพื่อ'เจาะไข่แดง'เขามีแต่ต้องทำ

    “พี่มาร์ช มันอันตรายนะคะ” ปิ่นอยากเข้าไปห้าม แต่ถูกเพื่อนในวงการสองคนดึงไว้

    “ไม่เป็นไรครับ ม้าโง่ๆ นี่มันจะไปน่า...” มาร์ชเดินเข้าไปใกล้สีหมอก กำลจะลูบไล้ช่วงลำตัวของมัน กล่าวยังไม่ทันขาดคำ พลันถูกขาหลังดีดหน้าอกจนเซล้มลงพื้น

    ใบหน้าของปิ่นซีดเผือด และเพื่อนในวงการอีกสองคนก็เช่นกัน

    ทั้งสามรีบเข้าไปดูชายหน้าแพะคางยาวแทบจะทันที ในขณะที่สีหมอกยืนอยู่ที่เดิม แถมยังส่งเสียง'ฮี่ ฮี่' คล้ายกับเมื่อครู่ มันกำจัดเห็บหมัดโสโครกให้ออกไปไกลๆ เพราะกลัวว่าจะได้รับเชื้อโรคติดมาด้วย

    “ผมก็บอกแล้ว แต่คุณกลับไม่ฟัง ยังคิดว่าตัวเองจัดการกับมันได้” เจมส์ไม่แม้แต่ให้ความสนใจกับชายที่นอนราบบนทางลูกรัง เขาเอื้อมมือไปสัมผัสกับสีหมอกอย่างเป็นธรรมชาติ

    คราวนี้ม้าจอมพยศกลับหลับตาพริ้ม ไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความเกรี้ยวกราด

    ท่าทางของมันดูไม่ต่างจากลูกแมวเชื่องๆ ผิดกับตอนที่มาร์ชเดินเข้าไปใกล้ลิบลับ

    “ดูจากแรงเมื่อครู่ เขาคงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตหรอก แค่นอนพักสองสามชั่วโมงเดี๋ยวก็หาย” เจมส์ถือวิสาสะขึ้นไปบนหลังม้า ก่อนจะยื่นมือออกไปแล้วบอก “ขึ้นมาสิ เดี๋ยวผมจะพาคุณไปส่งไร่เอง”

    ..............................