ตอนที่ 62 ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ขาดสะบั้นเยี่ยนจียอมสวามิภักดิ์โดยสมบูรณ์
สีหน้าของกู้ฉางเกอเต็มไปด้วยความหยอกเย้าปนเย้ยหยันราวกับกำลังมองดูมดตัวเล็กๆ ที่ไร้ค่า
เย่เฉินรู้สึกเหมือนศีรษะถูกทุบด้วยเสียงก้องดังกังวานความคิดว้าวุ่นพลุ่งพล่านจนแทบจะระเบิด
คำพูดของกู้ฉางเกอยิ่งทำให้โลกของเขาเหมือนพังทลายดวงตาพร่ามัวจนเกือบสำลักเลือดออกมา
แม้ว่าเขาจะเริ่มสงสัยในความจริงใจของอาจารย์ที่มีต่อตนแต่ลึกๆ แล้วก็ยังคงมีความหวังหลงเหลืออยู่บ้าง
ทว่าคำพูดของกู้ฉางเกอในครั้งนี้กลับทำลายความหวังนั้นจนสิ้นซากอย่างไร้ปรานี
เย่เฉินเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวร่างกายแทบควบคุมไม่อยู่จนเกือบจะขว้างแหวนในมือทิ้งไป
หากมิใช่เพราะมีความสัมพันธ์กับอาจารย์ของเขาแล้วกู้ฉางเกอจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูคุ้นเคยเช่นนี้ได้อย่างไร
หรือเป็นเพราะความจริงถูกเปิดเผยแล้วจนเขามิจำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
มิเช่นนั้นจะอธิบายได้อย่างไรว่ากู้ฉางเกอเดินทางมาถึงทันทีหลังจากที่เขาเพิ่งมาถึงในที่แห่งนี้ได้อย่างไร
เย่เฉินซึ่งเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงขีดสุดหันไปตะโกนถามเยี่ยนจีด้วยเสียงดังลั่น
"มิน่าแปลกใจเลยว่าทำไมช่วงนี้ท่านถึงได้เงียบขรึมนัก…เป็นเพราะความละอายใจใช่หรือไม่ ข้าปฏิบัติต่อท่านด้วยความเคารพเสมือนอาจารย์แต่ท่านกลับร่วมมือกับศัตรูเพื่อหักหลังข้าหรือ"
เย่เฉินเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธเกรี้ยวร่างกายสั่นสะท้าน ขณะกัดฟันเอ่ยคำราวกับต้องการปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยวทั้งหมด
กู้ฉางเกอยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสงบแต่ในใจกลับอดชื่นชมแผนการของตนมิได้
เขานั้นช่างชาญฉลาดเพียงคำพูดมิกี่คำก็ทำให้เย่เฉินเดือดดาลจนเสียสติไปแล้ว
เย่เฉินในตอนนี้ถูกความริษยาและความระแวงครอบงำจนลืมสิ้นทุกสิ่งเขาถูกความริษยาเผาผลาญสติปัญญา โดยมิแม้แต่จะไตร่ตรองว่าสิ่งใดที่เป็นความจริง
ภายในแหวนมิติเมื่อเยี่ยนจีเห็นกู้ฉางเกอปรากฏตัวขึ้นก็ตั้งใจว่าจะนิ่งเฉยมิยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเย่เฉินนางก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที เย่เฉินหมายความว่าอย่างไรกันแน่
แม้เยี่ยนจีจะรับรู้ว่าเย่เฉินเริ่มระแวงในตัวนางแต่ก็มิได้คาดคิดว่าเขาจะสงสัยนางถึงเพียงนี้
ตลอดเวลานางมิเคยออกจากแหวนไปแม้แต่ก้าวเดียวแล้วจะไปบอกเส้นทางของเขาให้กู้ฉางเกอรับรู้ได้อย่างไร
แทนที่จะไตร่ตรองถึงข้อผิดพลาดของตนเองหรือสงสัยระแวงผู้อื่น
แต่เขากลับเลือกที่จะมุ่งความสงสัยทั้งหมดมาที่นางเพียงคนเดียวอย่างนั้นหรือ
เฮอะ
แม้โดยปกติเยี่ยนจีจะมีนิสัยเยือกเย็นแต่มิได้หมายความว่านางจะมิรู้จักความโกรธเกรี้ยวหรือปราศจากซึ่งความรู้สึกอารมณ์อื่นใด
ทว่าบัดนี้สิ่งที่นางเผชิญมิใช่เพียงแค่ความขุ่นเคืองธรรมดาแต่มันคือความผิดหวังอย่างลึกซึ้งจนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
พลันชั่วพริบตาเงาร่างของนางก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าที่บิดเบือนร่างในชุดสีแดงฉานยิ่งขับเน้นความงามสะกดตาราวกับเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์เจิดจ้าดุจเปลวเพลิง กลับแผ่กลิ่นอายอันเย็นเยียบที่มิอาจเข้าใกล้
"เจ้าทำให้ข้าผิดหวังนัก"
"ข้ามิคิดเลยว่าเจ้าจะมองข้าเป็นคนเช่นนั้นได้"
"นับจากวันนี้ไป ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ของเราจะขาดสะบั้นลง ณที่แห่งนี้"
นางจับจ้องมองเย่เฉินด้วยสายตาที่เย็นชาอย่างถึงที่สุดนัยน์ตาสีแดงลึกล้ำราวกับแก้วผลึกโลหิตฉายแววผิดหวังออกมา
คำพูดเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
นางรู้สึกว่าความเมตตาและความกรุณาที่นางมอบให้เย่เฉินมาตลอดหลายปีกลับถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้น
แม้แต่สัตว์เลี้ยงหากเลี้ยงดูมาเนิ่นนานก็ยังรู้จักตอบแทนด้วยความสำนึกบุญคุณ
แต่บางครั้งคนเราก็กลับอาจต่ำต้อยยิ่งกว่ากว่าสัตว์เลี้ยงเสียอีก
เมื่อได้ยินคำพูดของนางเย่เฉินคล้ายกับมีเปลวเพลิงโหมกระพือแผดเผาอยู่ในจิตใจเขาจ้องนางกลับด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว สะท้อนความเดือดดาลออกมาอย่างชัดเจน
"ตัดขาดสะบั้นลงอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขันเสียจริงท่านร่วมมือกับกู้ฉางเกอเพื่อเล่นงานข้าบัดนี้ก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาเสียทีสินะ"
เสียงหัวเราะเย็นชาของเย่เฉินดังก้องแต่ในใจกลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้เหตุใดทุกอย่างจึงต้องลงเอยเช่นนี้
ซูชิงเกอทรยศเขาบัดนี้แม้แต่อาจารย์ที่เขาเคารพนับถือก็มาหักหลังเขาอีกสุดท้ายแล้วเย่หลิวหลีก็จะทรยศเขาด้วยใช่หรือไม่
ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์และอาจารย์ที่เคยแน่นแฟ้นในที่สุดก็มาถึงจุดที่รอยร้าวนั้นแผ่ขยายจนแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆและนำไปสู่การตัดขาดโดยสมบูรณ์จนมิอาจประสานคืน
"ท่านผู้อาวุโสเยี่ยนจียังคงงามสง่าดังเช่นวันวานและยังดูสดใสมีชีวิตชีวายิ่งกว่าก่อนเสียอีก"
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางเผยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายราวกับมิใส่ใจต่อสถานการณ์อันตึงเครียดระหว่างเย่เฉินและเยี่ยนจีซึ่งในเวลานี้กำลังแตกหักถึงขั้นตัดขาดความสัมพันธ์
แผนการยุแยงที่เขาเคยวางไว้แม้จะมิใช่กลอุบายที่ซับซ้อนนักแต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างผลลัพธ์ร้ายแรงสำหรับทั้งสองคนในตอนนั้น
สำหรับเย่เฉินผู้เต็มไปด้วยความกลัวตายและเยี่ยนจีในสภาพวิญญาณแตกซ่านเปราะบาง
ยิ่งไปกว่านั้นตัวเย่เฉินเองซึ่งเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา การที่กู้ฉางเกอยั่วยุเพียงเล็กน้อยก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลายล้างเขาได้อย่างรุนแรงที่สุด
แม้แต่กู้ฉางเกอเองก็เป็นผู้ที่มีความปรารถนาในการครอบครองสูงยิ่ง
แล้วนับประสาอะไรกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างเย่เฉินผู้ซึ่งมิอาจทนเห็นสิ่งใดในโลกที่มิเป็นไปตามความต้องการของตนได้
ในสายตาของพวกเขาแล้วสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบเปรียบเสมือนได้กับเม็ดทรายที่มิอาจยอมรับได้แม้แต่น้อย
"ติ๊ง! เย่เฉินตัดขาดความสัมพันธ์กับอาจารย์โดยสิ้นเชิงเย่เฉินสูญเสียค่าวาสนา 200 แต้ม ลดลงจนถึงขีดต่ำสุดท่านได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 1,000 แต้ม"
ในขณะนั้นเสียงแจ้งเตือนของระบบดังก็ขึ้นในจิตสำนึกของกู้ฉางเกอ แต่เขามิได้ใส่ใจอันใดมากนัก
ทุกสิ่งล้วนดำเนินไปตามแผนการที่เขาวางไว้ตั้งแต่ต้น
เขาเคยกล่าวไว้ว่าจะนำอาจารย์ผู้เลอโฉมของเย่เฉินมาครอบครองให้ได้
และบัดนี้เพียงอาศัยกลอุบายเล็กน้อย ก็ทำให้คำพูดในอดีตเป็นจริงได้สำเร็จ
เยี่ยนจีหันมองกู้ฉางเกอสีหน้าของนางยังคงเยือกเย็นแต่แฝงความนุ่มนวลลงเล็กน้อย"คุณชายกู้กล่าวชมกันเกินไปแล้ว หากมิได้โอสถผสานวิญญาณที่ท่านมอบให้เมื่อครั้งนั้นเกรงว่าข้าคงมิอาจสร้างร่างใหม่ได้เลย หากต้องพึ่งพาเย่เฉินเกรงว่ากว่าร่างของข้าจะสมบูรณ์ จิตวิญญาณเสี้ยวสุดท้ายก็คงมลายหายสิ้นไปก่อนแล้ว…"
แม้คำพูดของกู้ฉางเกอจะมีความตั้งใจยุแยงเจืออยู่
แต่เยี่ยนจีกลับมิรู้สึกขัดเคือง
เมื่อพิจารณาถึงการกระทำของเย่เฉินแล้วมิว่ากู้ฉางเกอจะเอ่ยเช่นไร คำพูดเหล่านั้นก็ยังดูจริงใจและซื่อตรงมากกว่า
ถ้อยคำนี้ถูกกล่าวต่อหน้าเย่เฉินโดยตรงยิ่งทำให้เขาเผยสีหน้าซีดขาวและเขียวคล้ำ สลับกันราวกับมิอาจระงับความโกรธไว้ได้เขากัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาล
สายตาของเยี่ยนจียังคงเยือกเย็นนางมิได้เหลียวมองเย่เฉินอีกเลยแม้แต่น้อย
สำหรับศิษย์ผู้นี้นางรู้สึกผิดหวังอย่างถึงที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว
เย่เฉินถึงขั้นฉีกหน้าและโต้เถียงกับนาง
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นนางก็มิจำเป็นต้องกังวลใจอีกต่อไป แม้คำพูดของนางจะแฝงไว้ซึ่งอารมณ์อยู่บ้างแต่ลึกลงไป มันก็เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกในใจของนางอย่างแท้จริง
"ดูเหมือนว่าเย่เฉินจะเข้าใจท่านผิดอย่างลึกซึ้งเสียแล้ว…"
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยสีหน้าแสดงความแปลกใจเล็กน้อยแต่ในใจกลับฉวยโอกาสนี้โรยเกลือลงบนบาดแผล
เยี่ยนจีเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนส่ายหน้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เรื่องเข้าใจผิดหรือไม่ ตอนนี้มันก็มิสำคัญอีกต่อไปแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู้ฉางเกอกลับเผยสีหน้าเสียดายและรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง"ดูเหมือนคำพูดของข้าจะทำให้เย่เฉินเข้าใจไปว่าท่านเป็นคนบอกตำแหน่งของเขาให้ข้ารับรู้ใช่หรือไม่"
กู้ฉางเกอรับบทเป็นผู้หวังดีอย่างแนบเนียนมิมีจุดบกพร่องใดให้จับผิด
แน่นอนว่าในเวลานี้เขาจะมิมีทางเปิดเผยความจริง
เพราะถ้าทำเช่นนั้นทุกอย่างก็คงจะหมดสนุก
เขายังคงรอคอยให้เยี่ยนจีมอบความภักดีด้วยตนเองอย่างเต็มใจต่อหน้าเย่เฉิน
เยี่ยนจีนิ่งอึ้งเล็กน้อยดวงตาแดงระเรื่อขึ้นโดยมิรู้ตัว
คำพูดของกู้ฉางเกอแม้จะดูเหมือนกล่าวเพียงลอยๆ แต่กลับทิ่มแทงความรู้สึกของนางอย่างลึกซึ้งเมื่อเปรียบเทียบกับความไม่เข้าใจและการกระทำของเย่เฉินคำพูดของเขากลับยิ่งตอกย้ำความรู้สึกคับข้องใจที่นางเก็บไว้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“กู้ฉางเกอ เจ้าคนต่ำช้า หยุดแสดงละครตบตาเสแสร้งทำเป็นคนดีเสียที"
"เจ้าร่วมมือกับอาจารย์เพื่อวางแผนหลอกใช้ข้าเพื่อเปิดประตูพระราชวังแห่งนี้ใช่หรือไม่คิดว่าข้าจะไม่รู้เลยหรือ"
เย่เฉินตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาลแววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังพร้อมกลิ่นอายสังหารที่คุกรุ่น
เขาหยิบเข็มทิศออกมาเตรียมจะกระตุ้นพลังในทันที
ในฐานะกุญแจสำคัญของสถานที่แห่งนี้เข็มทิศยังสามารถควบคุมกลไกและค่ายกลในพื้นที่ได้อีกด้วย
ด้วยพลังในตอนนี้แม้ต้องเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอที่ถูกกดพลังไว้ในระดับมหาปราชญ์เย่เฉินก็มิได้ไร้โอกาสชนะเสียทีเดียว
ฮึอย่างน้อยก็มิได้โง่เขลาจนเกินไปนัก
กู้ฉางเกอปรายตามองเย่เฉินเพียงเล็กน้อย
ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงคล้ายแฝงความเสียดาย"เจ้ามีอาจารย์ผู้เลอโฉมเช่นนี้ แต่กลับมิรู้จักถนอมน้ำใจกลับทำร้ายจิตใจนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
"เมื่อคราก่อน ข้าต้องการดึงนางมาเป็นพวก แต่นางกลับมิยอมตกลงสตรีผู้มีจิตใจสูงส่งเช่นนี้ช่างหายากยิ่ง"
"ในยามที่เจ้าลำบากที่สุด นางมิเคยทอดทิ้งเจ้าแล้วเจ้าคิดว่านางจะหวังสิ่งใดจากเจ้าหรือ"
“แต่ตอนนี้พอเจ้าจะได้รับมรดกสืบทอด มีผู้หนุนหลังแล้ว ก็กลับหักหลังนางคิดจะทิ้งนางไปเสีย"
"แล้วเรื่องที่ข้าติดตามเจ้า เจ้าลองคิดดูเองเถิด ข้าปล่อยเจ้าไปหลายคราแล้วเจ้ามิเคยสงสัยบ้างเลยหรือ"
"เย่เฉินเอ๋ยเย่เฉิน เจ้าคิดว่าตอนนี้ตนเองสมควรตายหรือไม่"
กู้ฉางเกอกล่าวพลางเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
เมื่อเทียบกับการลงมือสังหารเย่เฉินในทันทีเขากลับชอบวิธีการเช่นนี้มากกว่า
นั่นคือการสังหารศัตรูให้ตายทั้งเป็นมิใช่แต่เพียงร่างกาย แต่ลึกลงถึงจิตวิญญาณ
ถ้อยคำจริงผสมคำลวงเท็จนี่ทำให้เย่เฉินมิอาจแยกแยะออกได้
"คุณชายกู้ ท่านโปรดหยุดพูดเถิด…"
เยี่ยนจีที่ยืนฟังอยู่ดวงตาแดงระเรื่อด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง นางมิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะกล่าวเช่นนี้ความเข้าใจในตัวนางที่เขาแสดงออกมาทำให้ความหนาวเหน็บในใจเริ่มคลายลงพร้อมทั้งความเศร้าก็จางหายไปบางส่วน
ในใจนางพลันคิดขึ้นมาอย่างอดมิได้ว่าหากในคุกใต้ดินครั้งนั้น นางยอมรับข้อเสนอและติดตามคุณชายกู้
วันนี้นางคงมิต้องรู้สึกถึงความผิดหวังและหนาวเหน็บเช่นนี้…
หรือบางที…ตอนนี้ก็อาจจะยังมิสายเกินไป
หากคุณชายกู้มิรังเกียจนาง
"กู้ฉางเกอ เลิกใส่ร้ายข้าได้แล้ว ข้ามิเคยคิดเช่นนั้นคำพูดของเจ้าล้วนเป็นการใส่ความ!"
เย่เฉินตะโกนลั่นสีหน้าซีดเผือดเขาเผยสีหน้าที่แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวแและความสับสนที่มิอาจปิดบังได้
ถ้อยคำของกู้ฉางเกอแม้จะเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยเหตุผลที่เขามิอาจโต้แย้งได้
ราวกับคมมีดที่กรีดแทงเข้าไปในหัวใจอย่างไร้ความปรานี!
โดยเฉพาะถ้อยคำที่ว่าพอตอนนี้เขาจะได้รับมรดกสืบทอด มีผู้หนุนหลังแล้วอาจารย์ที่เหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณของเขาก็คงจะมิมีความสำคัญอีกต่อไป
ถ้อยคำนี้เหมือนเสียงฟ้าผ่าก้องในหัวของเย่เฉินกระแทกเข้าไปในจิตใจของเขาอย่างรุนแรง!
มันสะท้อนถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกในจิตใจของเขาเองเขาเก็บอาจารย์ไว้ข้างกายตลอดมาก็เพียงเพราะปรารถนาที่จะครอบครองนางเพียงอย่างเดียว
"คุณชายกู้ หากท่านมิรังเกียจ นับจากนี้เยี่ยนจียินดีติดตามท่าน…"
คำพูดแรกที่หลุดออกมาจากปากของเยี่ยนจีกลับทำให้เย่เฉินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงอีกครา
สีหน้าของเขาซีดเผือดก่อนจะเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด
"นางหญิงชั้นต่ำ…"เขากัดฟันเปล่งคำนี้ออกมาราวกับต้องการระบายความเคียดแค้นทั้งหมด
พลั่ก!
ยังมิทันที่คำพูดจะสิ้นสุดกู้ฉางเกอก็สะบัดฝ่ามือเข้าใส่ อักขระเรืองรองก่อร่างเป็นแผ่นบดสีทองขนาดใหญ่ทุบเข้าใส่เย่เฉินจนกระอักเลือดออกมาคำโต
เย่เฉินยังคงไร้พลังปกป้องตนเองเหมือนเช่นที่ผ่านมา!
"น่ารำคาญสิ้นดี"
กู้ฉางเกอกล่าวอย่างมิใส่ใจเหลือบมองเย่เฉินด้วยแววตาเย้ยหยัน ราวกับมองสิ่งมีชีวิตที่มิควรค่าแก่การกล่าวถึง
แต่เมื่อเขาหันไปทางเยี่ยนจีสีหน้าเขากลับเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
"ในเมื่อท่านผู้อาวุโสเยี่ยนจียินดีที่จะติดตามข้าข้าก็ย่อมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"
ในขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในจิตใจของเขา
"ติ๊ง! เยี่ยนจียอมสวามิภักดิ์โดยสมบูรณ์ได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 400 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 2,000แต้ม"
400 แต้มวาสนา นับว่าเป็นกำไรมหาศาลอย่างยิ่ง
กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะชื่นชมแผนการของตนเองในใจทุกอย่างช่างเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้อย่างไร้ที่ติ
หากวันนี้เย่เฉินมิกระทำตนโง่เขลาการทำให้เยี่ยนจียอมสวามิภักดิ์ก็คงต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่านี้
ท้ายที่สุดรอยร้าวระหว่างเย่เฉินและเยี่ยนจีที่เคยมีมาก่อนหน้าก็เป็นโอกาสให้เขาแทรกเข้ามาเติมเชื้อไฟได้อย่างง่ายดาย
“หากคุณชายกู้มิรังเกียจ ต่อไปก็เรียกข้าว่าเยี่ยนจีก็พอหากเรียกว่าท่านผู้อาวุโส อาจจะดูมิเหมาะสมเท่าใดนัก”
เมื่อได้ยินคำตอบรับที่รวดเร็วและตรงไปตรงมาของเขาเยี่ยนจีก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้นางยังเคยกังวลว่ากู้ฉางเกอจะรังเกียจนาง
ตามอายุของเผ่าพันธุ์นางนั้นเมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว นางก็มิได้ถือว่าอายุเยอะมากนักหากเรียกนางว่าท่านผู้อาวุโส ก็ออกจะฟังดูแปลกไปสำหรับนางอยู่บ้าง
"ได้สิ ถ้าเช่นนั้นต่อไปข้าจะเรียกท่านว่าเยี่ยนจีนี่ท่านพูดเองหรอกนะ" กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่นให้ความรู้สึกราวกับองค์ชายที่เปี่ยมไปด้วยความสง่างาม
ขณะพูดในมือของเขาก็หยิบหยกชิ้นหนึ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา หยกนั้นโปร่งใสระยิบระยับสะท้อนแสงสีรุ้งเรืองรองพลิ้วไหวเปี่ยมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ชวนให้น่าหวั่นเกรง
ทุกการกระทำของเขาล้วนวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างไร้ที่ติ
"หยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพหรือ" เยี่ยนจีย่อมจำได้ในทันทีนางอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจปนเปไปด้วยความซาบซึ้ง"คุณชายกู้ช่างใส่ใจยิ่งนัก"
"แค่แหวนเก่าธรรมดาๆ จะไปให้ท่านดำรงอยู่ในนั้นตลอดไปได้อย่างไร"กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มเรียบง่ายแสดงท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของผู้สูงศักดิ์แห่งแดนสวรรค์ออกมา
เพียงแค่ได้ยินชื่อหยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพ ก็สามารถเดาได้ถึงคุณสมบัติและความมหัศจรรย์ของมัน
สำหรับมูลค่าแล้วหยกชิ้นนี้สามารถแลกเปลี่ยนกับอาวุธระดับเทพสวรรค์หลายชิ้นได้อย่างง่ายดาย
"ขอบคุณคุณชายยิ่งนัก" เยี่ยนจีเปลี่ยนร่างเป็นเงาจางๆลอยออกมาจากแหวนก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นควันสีแดงพลิ้วไหวพุ่งเข้าสู่หยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพ
ใบหน้าของนางแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยอย่างมิรู้ตัว
นางติดตามเย่เฉินในฐานะอาจารย์มาหลายปีแต่กลับมิเคยได้รับการปฏิบัติที่ดีเยี่ยงนี้มาก่อน
กู้ฉางเกอที่เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็วกลับยิ่งทำให้เย่เฉินซึ่งนอนอยู่บนพื้นกระอักเลือดรู้สึกคับแค้นใจและโกรธเกรี้ยวอย่างถึงขีดสุด
เมื่อมองภาพเบื้องหน้าและได้ยินบทสนทนาของทั้งสองที่ราวกับมิสนใจเขาเย่เฉินก็แทบคลุ้มคลั่งจนสิ้นสติ
“กู้ฉางเกอ…”
ในตอนนั้นเองเย่เฉินที่ดวงตาแดงก่ำก็มิสนใจสิ่งใดอีกต่อไปก่อนรีบหยิบกุญแจศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเพื่อเตรียมโจมตีอย่างมิคิดชีวิต!